การเรียนวิทยาศาสตร์ในวัยเด็กของฉัน

สำหรับในวัยเด็กย่อมมีเรื่องราวต่างๆที่เราจดจำได้เป็นอย่างดีในเรื่องราวที่เรารู้สึกว่ารักหรือเรื่องราวที่กระทบจิตใจ ดังนั้นการเรียนวิทยาศาสตร์สำหรับเราในวัยเด็กนั้นเราว่ามันเป็นเรื่องที่น่าจดจำเพราะเราจำได้ทุกเรื่องราวของมันเลยแหละ ซึ่งเรื่องราวที่เราได้พูดถึงนั้นมันเป็นเรื่องราวที่เรียกว่าดี เพราะทำให้เราชื่นชอบในการเรียนวิทยาศาสตร์และเราก็ยังจำได้ดีเกี่ยวกับการเรียนวิทยาศาสตร์ในวัยเด็กของเรา

เนื่องจากการเรียนในสมัยนั้นเป็นการเรียนที่ไม่ค่อยมีวิชาหลักมากเท่าไหร่ แต่วิชาหลักที่เราเรียนก็มีแต่เรื่องที่น่าปวดหัวทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นวิชาคณิตศาสตร์ วิชาสร้างเสริมลักษณะนิสัย วิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต และการงานพื้นฐานอาชีพ และที่สำคัญก็วิชาวิทยาศาสตร์นี่แหละ ตอนในวัยนั้นของเราต้องบอกว่าวิชาที่น่าเบื่อมากที่สุดก็น่าจะเป็นคณิตศาตร์เพราะเวลาเรียนปวดหัวแถมง่วงนอนมากกว่าวิชาอื่นๆ แต่ทว่าวิชาอื่นๆเราก็ไม่มีความชื่นชอบเลย ยกเว้นวิชาวิทยาศาสตร์ เพราะวิชาวิทยาศาสตร์นั้นมีความสนุก และเพลิดเพลินดี 

เนื่องจากการเรียนวิทยาศาสตร์นั้นในวัยของเรามันมีการทดลองต่างๆ ซึ่งการทดลองในเวลานั้นมันช่างสนุกและเพลิดเพลินจนทำให้ลืมเวลาไปเลย เรียกได้ว่าเผลอแป๊บเดียวก็หมดเวลาเรียนอีกแล้ว 

การทดลองในการเรียนวิทยาศาสตร์นั้น เป็นการทดลองในเชิงแนวคิด และเป็นการสร้างสรรค์ผลงาน การทอลองในเชิงวิทยาศาสตร์ที่ตามหลักวิทยาศาสตร์คิดค้น และมันก็เป็นการที่ทำให้เราเกิดความสนุกมากกว่าการเรียนอย่างอื่น มันเป็นการค้นหาคำตอบที่ต้องบอกว่าแต่ละเรื่องที่เหล่านักวิทยาศาสตร์ได้คิดค้นไว้มันน่าทึ่งมาก

และที่สำคัญมันเป็นการสร้างสรรค์ให้กับเด็กๆได้มีแนวคิด และอยากให้เด็กในวัยนั้นได้ค้นคว้าหาความรู้เข้าตนเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องบอกว่าดีนะ เพราะนั้นมันเป็นจุดเริ่มที่ทำให้เราได้สงสัยและหาคำตอบกับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินชีวิตหรือในรูปแบบอื่นๆก็ตาม เรื่องราวของวิทยาศาสตร์ที่เรารู้จักมันเป็นจุดเริ่มต้นให้เด็กๆในวัยนั้นได้พัฒนาสมองมาเป็นผู้ใหญ่ในวัยนี้ 

และการใช้ชีวิตในทุกวันนี้ก็นำหลักการทางวิทยาศาสตร์มาเป็นองค์ประกอบในการดำเนินชีวิตด้วยเช่นกัน และเราคิดว่านั้นคือสิ่งมหัศจรรย์มากในการที่เราเกิดมาในยุคที่นักวิทยาศาสตร์มีการประดิษฐ์และคิดค้นหาวิธีต่างๆเพื่อมาเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่เราอย่างเช่นทุกวันนี้

เราอาจจะเห็นสิ่งประดิษฐ์หลากหลายชนิดที่นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายได้ประดิษฐ์ไว้ และสามารถพัฒนามาใช้ได้ในทุกวันนี้ สำหรับเราเราว่าพวกเหล่านักวิทยาศาสตร์เหล่านั้นน่าชื่นชม และพวกเขาสำคัญกับเรามากที่สุด และที่สำคัญเขาคุ้มค่ากับประวัติศาสตร์ให้รุ่นหลังๆหรือรุ่นใหม่ๆได้ศึกษาเพื่อเอาเป็นแบบอย่างมากที่สุด

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  Holiday Palace

มนุษย์เกิดจากแบคทีเรีย

เรามักจะถูกพร่ำสอนหรือได้ยินมาอย่างหนากันบ่อยครั้งว่า มนุษย์เรานั้นมีต้นกำเนิดมาจากลิง เพราะอะไรทำไมถึงคิดว่ามนุษย์นั้นมีต้นกำเนิดมาจากลิง

ตามข้อพิสูจน์ด้วยการมองนั้นรูปร่างลักษณะภายนอกของมนุษย์กับลิงนั้นมีความคล้ายคลึงกันหลายส่วน มีขา มีแขน สามารถเดินด้วย 2 ขาได้ มีโครงสร้างของกระดูกที่เหมือนกัน โดยรวมแล้วมันคล้ายกันมากจนมีทฤษฎีที่บอกว่า มนุษย์แต่เดิมนั้นเป็นลิงที่ถูกพัฒนาและวิวัฒนาการมาเรื่อยๆ

ซึ่งก็ยังเป็นความเชื่อที่ได้รับการยอมรับเป็นอย่างมากตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน แต่ก็ยังมีหลายคนที่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้เพราะได้นำสปีชีร์ของมนุษย์กับลิงนั้นมาตรวจสอบแล้วพบว่า มนุษย์ กับ ลิง นั้นมีสปีชีร์ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง จึงเป็นไปไม่ได้ที่ลิงจะวิวัฒนาการมาเป็นมนุษย์ หรือ ผสมพันธุ์ข้ามสายพันธุ์

เป็นไปไม่ได้เช่นเดียวกัน หากย้อนมองกลับไปเมื่อหลายล้านพันปีก่อนตอนที่โลกกำลังจะเกิด ได้มีข้อสันนิฐานมาว่า ในตอนนั้นไม่มีสิ่งมีชีวิตใดก่อกำเนิดขึ้นเลย จึงมีความเชื่อที่ว่ามนุษย์เราก่อกำเนิดและวิวัฒนาการมาจากแบคทีเรีย แล้วแบคทีเรียนั้นมาจากไหน? มีการตั้งทฤษฏีขึ้นมาว่า แบคทีเรียนั้นมาจากนอกโลกหรืออวกาศนั้นเอง

เพราะมีค้นพบสถานที่ที่มีอุกกาบาตตกลงมา จึงนำพาแบคทีเรียที่อยู่นอกโลกมาด้วย ทำให้เจ้าแบคทีเรียเหล่านั้นมีวิวัฒนาการโดยเริ่มจากการเป็นสัตว์หน้าตาแปลกๆ กลายพันธุ์มาเรื่อยๆ รวมไปถึงมนุษย์ด้วยเช่นเดียวกัน แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่ามนุษย์เรานั้นเกิดมาจากแบคทีเรีย ตราบใดที่เรานั้นไม่สามารถลบล้างข้อมูลของการวิวัฒนาการของลิงได้

เพราะลักษณะภายนอกของลิงนั้นเหมือนกันมนุษย์เป็นอย่างมาก และในภายหลังในมีการฝึกให้ลิงทำตามคำสั่งของมนุษย์ จึงเริ่มทำให้หลายๆคนยิ่งเชื่อเข้าไปใหญ่ว่า ลิงนั้นก็มีสมองที่สามารถพัฒนาให้เป็นมนุษย์ได้เหมือนกัน

แต่เคยสงสัยหรือไม่ว่าเราทำลิงในยุคปัจจุบันนั้นไม่สามารถวิวัฒนาการกลายเป็นคนได้ ข้อมูลตรงนี้ก็ไม่ยืนยัน100% ซึ่งในข้อมูลตรงนี้ก็ยังเป็นข้อถกเถียงกันมาอยู่เรื่อยมาว่าแท้จริงแล้วนั้นมนุษย์เกิดมาจากสิ่งใดกันแน่ หรือความจริงแล้วเราอาจจะถูกมาจากพระเจ้าจริงๆ

นั้นคงจะเป็นความคิดที่ผิดหลักการไม่สามารถหาข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ได้เป็นแน่ แต่ความเชื่อที่ว่ามนุษย์นั้นเกิดจากแบคทีเรียที่มาจากจักรวาลนั้นก็อาจจะมีความเป็นได้อยู่เช่นกัน เพราะข้างนอกนั้นก็อาจจะมีดวงดาวที่คล้ายโลกและมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่เช่นเดียวกัน ซึ่งก็มีความเป็นได้ว่ามนุษย์เรานั้นก็มาจากนอกโลกได้เหมือนกัน

 

สนับสนุนโดย  ufabet168 ทางเข้า

ถ้าหาคำตอบทฤษฎีอควอนตัมได้จะสามารถเดินทางข้ามเวลาได้จริงหรือไม่

ถ้าคุณเป็นหนึ่งคนที่สนใจเรื่องราวของวิทยาศาสตร์ คุณก็คงจะทราบกันดีว่าสิ่งหนึ่งที่ใครหลายๆคนคิดว่าวิทยาศาสตร์จะสามารถทำได้นั้นก็คือ  การเดินทางข้ามเวลา

ทั้งการเดินทางข้ามเวลาไปยังอนาคต และการเดินทางทางข้ามเวลาไปยังอดีต ถึงแม้ว่าทางนักวิทยาศาสตร์ส่วนเองจะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่ามันเป็นไปไม่ได้ก็ตาม แต่ตราบใดที่ยังหาคำตอบที่สมบูรณ์ของทฤษฎีอควอนตัวของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ที่ถูกคิดค้นเมื่อ 100 กว่าปีมาแล้ว

ก็ยังคงมีความหวังใช่หรือไม่ เพราะทฤษฎีอควอนตัมที่อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ค้นพบนั้นได้มีแนวความคิดที่อธิบายถึงเรื่องของมิติเวลาเอาไว้ด้วย ซึ่งเวลาที่ว่านี้จะเข้าไปเกี่ยวโยงกับเรื่องทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของ เซอร์ไอแซค นิวตัน ค้นพบจากการที่ผลของแอปเปิ้ลตกลงมาจากต้นสู่พื้นดิน ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้เซอร์ไอแซค นิวตัน

รู้ได้ว่าทุกอย่างบนโลกนี้จะถูกควบคุมด้วยแรงโน้มถ่วงหรือแรงดึงดูดของโลกนั้นเอง และในทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของเซอรไอแซค นิวตันเองนั้นก็ได้มีแนวความคิดของเรื่องเวลาเข้ามาเกี่ยวด้วย โดยนิวตันได้อธิบายว่า เวลา เป็นสิ่งที่ไม่สามารถบิดเบือนได้ นั้น

ก็หมายถึงการที่เวลาจะคงที่ไม่สามารถไปข้างหน้า หรือย้อนกลับได้นั้นเอง จึงกลายเป็นสิ่งที่ตรงกกันข้ามกับแนวความคิดของไอน์สไตน์ที่ค้นพบทฤฎีอควอนตัม โดยไอน์สไตน์ให้เหตุผลในเรื่องของเวลาในทฤษฎีอควอนตัมว่า เวลาสามารถบิดเบือนได้ และมันเรียกว่า กาลเวลา หรือ Space Time ซึ่งเป็น มิติเวลา ในกาลเวลาที่ไอน์สไตน์ได้กล่าวนั้นมีทั้งหมด 4 มิติ

ถ้าหากว่ามีวัตถุที่ยิ่งมีมวลเยอะเข้าใกล้กาลเวลามากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีผลต่อกาลเวลามากขึ้นเท่านั้น จึงเป็นไปได้ว่าเราจะสามารถเห็นเวลาที่เดินไปข้างหน้า และย้อนกลับได้ แต่ในกลุ่มของนักฟิสิกส์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้ใรทฤษฎอควอนตัม พวกมองว่าการเดินทางข้ามไปเวลายังอนาคตหรือกลับไปอดีตนั้นเป็นไปไม่ได้

แต่กลับมองว่าทฤษฎีอควอนตัมเป็นการยืดและหดของเวลามากกว่า โดยมีแนวคิดที่ว่า ยิ่งเรานั้นสามารถจะย่อให้ตัวเรามีขนาดเล็กลงมากเท่าไหร่ แล้วไปอยู่ในกาลอวกาศ และสามารถทำให้ตัวเราอยู่นอกความเร็วของแสงได้

โดยเราจะต้องเดินทางเร็วกว่า เราจะสามารถเดินทางไปข้างหน้าและย้อนกลับมาได้ แต่มันคงเป็นไปไม่ได้ที่เราจะสามารถเดินทางได้เร็วกว่าแสงอย่างแน่นอน สุดท้ายแล้วการเดินทางข้ามเวลานั้นจะเป็นไปได้หรือไม่ ไม่มีใครสามารถหาคำตอบได้อย่างสมบูรณ์ ตราบใดที่ทฤษฎีทุกอันนั้นมีข้อหักล้างกันอยู่มากมาย แต่อนาคตเองก็ไม่แน่ถ้าวิทยาการทางวิทยาศาสตร์พัฒนามากยิ่งขึ้น เราอาจจะพบคำตอบเหล่านี้ก็เป็นได้

 

สนับสนุนโดย  คาสิโนออนไลน์ฝากขั้นต่ำ 100

ตำนานสุเมเรียนและการสำรวจเซเรศ

จากหลังฐานที่เขานำมาอ้างคือตำนานของอารยธรรมมนุษย์ที่เก่าแก่ที่สุดในอารยธรรมสุเมเรียน ตำนานสุเมเรียนบ่งชี้ว่ามีสงครมระหหว่างดวงดาวเกิดขึ้นทั่วจักรวาลมีการต่อสู้ระหว่างเทพเจ้าเกิดขึ้นดาวดวงหนึ่งสู้กับอีกดวงและจริงๆแล้วดวงดาวได้ถูกทำลายไปจนหมดสิ้น

ระหว่างสงครามจักรวาลนี้และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นมันก็คือพวกเขาทำลายดาวบ้านเกิดของตนเองแล้วไปตั้งอารยธรรมใหม่บนดาวดวงอื่นเป็นไปได้ไหมที่ครั้งหนึ่งเคยมีดาวอยู่ระหว่างดาวอังคารกับดาวพฤหัสที่เป็นบ้านของสิ่งมีชีวิตอันทรงปัญญา

และถ้าใช่ความพินาศของมันเป็นผลพวงโดยตรงของสงครามมนุษย์ต่างดาวหรือไม่นักทฤษฏีมนุษย์อวกาศโบราณบอกว่าใช่และบอกว่าการค้นพบของนาซ่าเมื่อเร็วๆนี้อาจเป็นหลักฐานแสดงว่าผู้รอดชีวิตจากความขัดแย้งนี้ได้ไปหลบภัยที่เทหะฟากฟ้า

ซึ่งอยู่ในแถบดาวเคราะห์น้อยในวันที่19กุมภาพันธ์ปี2015ยานอวกาศดอนของนาซ่าส่งภาพถ่ายแสงปริศนาที่สะท้อนจากพื้นผิวดาวเคราะห์แคระ ชื่อเซเรสมายังโลกในขณะที่นักวิทยาศาสตร์บางคนเสนอว่าแสงเป็นผลจากปรากฏการณ์ธรรมชาติอย่างทุ่งน้ำแข็งหรือไอแก๊สภาพถ่ายมีความควชัดสูงขึ้นกลับไม่อาจเปิดเผยให้เห็นสาเหตุที่แท้จริงของแสงสะท้องนี้ได้4เดือนต่อมา

ในเดือนมิถุนายนยานอวกาศดอนถ่ายภาพที่น่าทึ่งกว่าเดิมได้อีกภาพที่เผยให้เห็นสิ่งที่ดูเหมือนพีระมิดที่สูง3ไมล์เป็นไปได้ว่ามันเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นโดยเทคโนโลยีดังนั้นทำให้เกิดคำถามว่าเป็นไปได้ไหมที่มันเป็นสิ่งที่สร้างขึ้น

โดยมนุษย์ต่างดาวแทนที่จะมองตำนานการเกิดของชาวซุเมอร์ว่าเป็นนิทานเราอาจต้องมองว่าเป็นข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เราควนอาจต้องไปศึกษาให้ดี การสำรวจเซเรศเพิ่มเติมจะเผยให้เห็นหลักฐานหรือไม่ว่าครั้งหนึ่งมันเคยถูกใช้เป็นที่หลบภัย สำหรับผู้รอดชีวิตจากสงครามต่างดาวนักทฤษฏีมนุย์ต่างดาวโบราณตอบว่าใช่และอ้างว่าในคัมภีร์ชาวสุเมเรียนกลุ่มมนุษย์ต่างดาวเหล่านี้

ยังได้เดินทางมาหลบภัยที่ดาวอีกดวงหนึ่ง ซึ่งก็คือโลกนั่นเองและพวกเขาเชื่อว่าเรื่องราวการต่อสู้กันบนท้องฟ้าระหว่างเทพเจ้าแสดงถึงความขัดแย้งจากนอกโลกที่ยังคงดำเนินต่อไปเมื่อผู้รอดชีวิตเดินทางมาถึงดาวดวงใหม่ของตนแล้วมันนำสู่ความเป็นไปได้ที่น่าสนใจ

ว่าพวกเราคือลูกหลานของผู้ชนะและมีบางหมู่เหล่าพยายามต่อสู้เพื่อพวกเราพยายามอย่างหนักมาก เพราะว่าที่จริงแล้วเราคือลูกหลานโดยตรงของพวกเขาพวกเขาสร้างพวกเราขึ้นมาด้วยวิธีการทางพันธุวิศวกรรมบางอย่างแล้วก็มีบางกลุ่มที่ต้องการจะกำจัดเราออกไปจากโลกให้หมด

 

สนับสนุนมาจาก  แทงบอลออนไลน์

ไม่มีดวงอาทิตย์ ไม่มีแรงดึงดูด

เชื่อกันว่าทุกๆคนนั้นเมื่อเกิดมาแล้วจะเห็นได้ว่าดวงอาทิตย์นั้นอยู่กับโลกเรามาอยู่แล้ว ยังมีใครที่กำลังตั้งคำถามอยู่หรือไม่ว่าดวงอาทิตย์เกิดมาจากอะไรกันแน่ ทำไมมันถึงร้อนได้ขนาดนี้ แน่นอนว่าคำถามเหล่านี้พวกเราคงไม่ได้เป็นคนที่มีความคิดเช่นเดียวอยู่คนเดียวเป็นแน่

เพราะในอดีตเองก็ได้มีนักวิทยาศาสตร์ตั้งคำถามไว้หลายๆคนเหมือนกัน และค้นหาคำตอบ จนมาถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีการศึกษาหาข้อมูลที่เกี่ยวกับดวงอาทิตย์อยู่อย่างสม่ำเสมอ เป็นเช่นนี้มันจึงมีทฤษฎีการเกิดของดวงอาทิตย์ขึ้นมาหลากหลายทฤษฎีเลยทีเดียวแหละ เมื่อมีการตั้งคำถามว่าดวงอาทิตย์เกิดขึ้นมาจากอะไร มันก็คงจะหนีไม่พ้นกับอีกหนึ่งคำถามที่จะตามมา

ในเมื่อมันมีการเกิด มันก็ต้องมีการดับ ใดๆแล้วทุกอย่างไม่สามารถดำรงอยู่ได้เป็นอัมตะ กับคำถามที่ว่า ดวงอาทิตย์จะมีวันดับหรือไม่? และ ถ้าหากดวงอาทิตย์ดับจะเกิดอะไรขึ้น?

แน่นอนว่ามันต้องวันที่ดับศูนย์อย่าแน่นอน ซึ่งหลายปีที่ผ่านมานี้ก็ได้มีการตรวจสอบอยู่ตลอดเวลาว่าดวงอาทิตย์มีขนาดที่ใหญ่ขึ้น แต่ก็ไม่ได้ความหมายว่ามันจะไม่ดับศูนย์ แต่อาจจะต้องใช้เวลาหลายพันล้านปีเลยทีเดียวกว่าดวงอาทิตย์จะดับศูนย์ไป

ซึ่งเราในปัจจุบันนี้อาจจะไม่มีวันที่จะได้อยู่รอดูปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ดับอย่างแน่นอน ผลกระกบที่จะตามมาเมื่อดวงอาทิตย์ดับนั้นมีอย่างแน่นอน ซึ่งในบทความนี้นี้เราจะมาพูดถึงผลกระทบของการไม่มีแรงดึงดูด เราจะเห็นได้ว่าโลกของเรา และดวงดาวดวงอื่นๆในระบบสุริยะจักรวาลนั้นโคจรอยู่รอบดวงอาทิตย์ที่เป็นศูนย์กลาง

แต่เมื่อไหร่ที่ดวงอาทิตย์ดับลงไปจะทำให้ระบบสุริยะจักรวาลเข้าสู่ภาวะไร้แรงดึงดูดทันที โลกและดาวดวงอื่นๆจะเดินทางเป็นเส้นตรงไปตามห่วงอวกาศของจักรวาลแห่งนี้ หรือไม่ก็ถูกเหวี่ยงออกไปทันที ซึ่งจะส่งผลเสียต่างๆที่จะกระทบมาถึงภายในโลกอีกเช่นเดียวกัน ซึ่งทฤษฎีถูกตรวจสอบและความเป็นไปได้สูงมาก

หากถามว่ามีจะอะไรมากหักล้างแนวความคิดนี้ได้หรือไม่ ก็จะขอบอกว่ามีน้อยถึงน้อยมากที่สุด แต่ถึงอย่างไรแล้วนักวิทยาศาสตร์เองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจมาตั้งแต่สมัยก่อนแล้ว เพราะนักวิทยาศาสตร์รุ่นก่อนๆเองก็ได้ถ่ายทอดสิ่งที่จะทำให้นักวิทยาศาสตร์ในยุคปัจจุบันและอนาคตสืบสายและตรวจสอบต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

แต่อย่างที่ได้กล่าวไปในครั้งต้นว่าทุกๆสิ่งนั้นล้วนมีการดับศูนย์อยู่เสมอ มันไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นมาจากความวางเปล่าได้อย่างแน่นอน เพียงแต่เราต้องค้นหาคำตอบของมันให้ได้ก็เท่านั้น เชื่อเถอะว่าในอนาคตเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์เองจะก้าวหน้ามากขึ้น และพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น

 

ขอบคุณ  ทางเข้า UFABET ภาษาไทย  ที่ให้การสนับสนุน

ผลประโยชน์กับชีวิตคน

 

 

การพลิกมติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่มี

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืงกิจ รัฐมนตรีว่าอุตสาหกรรมเป็นประธาน ให้เลื่อนแบนสารเคมีการเกษตรออกไปเป็นวันที่1 มิถุนายน 2563 เฉพาะสารพาราควอต และสารตลอร์ไพริฟอส ส่วนสารไกลโฟเซตรอดจากการแบน แต่ให้จำกัดใช้ จากเดิมคณะกรรมการ เคยมีมติไว้ว่าวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ.2562

ให้แบนทั้ง3สาร ตั้งแต่วันที่1 ธันวาคม พ.ศ.2562 สำหรับสองสารเคมีที่สั่งแบนนั้นจะห้ามนำเข้า โดยให้ใช้สารคงค้างที่อยู่ในประเทศไทยประมาณ 23,000 ตันให้ใช้ไปก่อน และให้กรมวิชาการเกศตรทำมาตรการรองรับในการหาสารทดแทน หรือหาวิธีการอื่นที่เหมาะสมภายหลังแบน สองสารเคมีมาเสนอคณะกรรมการ ต่อไป

มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงสาเหตุการกลับมติในครั้งนี้ น่าจะมีเบื้องหน้าเบื้อหลังอะไร หรือไม่ เพราะก่อนหน้านั้นได้มีม๊อบแต่งชุดดำออกมาคัดค้านการ”แบน 3 สารพิษ” โดยอ้างว่าจะทำให้เกษตรกรที่ใช้สารดังกล่าวได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก

เพราะยังไม่มีสารอื่นมาทดแทนได้ ขณะที่มีข่าวรายงานข่าวระบุว่าม๊อบชุดดำไม่ใช่เกษตรกรตัวจริง แต่เป็นกลุ่มคนที่เป็นผู้สูญเสียผลประโยชน์จากการยกเลิก 3 สารเคมีว่าจ้างอย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงนั้นจะเป็นประการใดนั้น เราเชื่อว่าระยะเวลาเท่านั้นจะพิสูจน์ความจริงว่า เพราะเหตุใดจึงต้องพลิกมติแบบสารพิษ

นอกจากนี้ มติที่ออกมาก้มิใช่เป็นมติเอกฉันท์ เนื่องจากตัวแทนกระทรวงสาธารณสุขได้ยืนยันที่จะให้แบนเหมือนเดิม  รวมถึง รศ.ภญ. จิราพร ลิ้มปานานนท์ นายกสภาเภสัชกรรม และเป็นกรรมการวัตถุอันตราย ได้โพสต์เฟสบุคส่วนตัวประกาศขอลากออกจากคณะกรรมการ

เพราะได้ยืนยันให้ชัดเจนให้แบน 3 สารพิษ พร้อมทั้งได้แย้งว่า สารไกลโฟเซต ที่ให้จำกัดการใช้เนื่องจากไม่อันตรายนั้น  ส่วนตัวก็ได้อภิปรายถึงผลเสียต่อสุขภาพ และไม่สามารถจะจัดการความเสี่ยงต่อผู้บริโภค จนพบปนเปื้อนทั้งในสิ่งแวดล้อม ผัก ผลไม้ และน้ำนมแม่

ซึ่งข้อมูลทางวิชาการดังกล่าวควรจะมีการพิสูจน์ให้เห็นถึงความเสี่ยงของสารไกลดฟเซต มิใช่ห่วงแต่เพียงว่าจะมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอาหาร อาหารสัตว์ และการค้าระหว่างประเทศ พรรคทุกพรรคต้องยืนหยัดยึดสุขภาพและชีวิตของคนเป็นที่ตั้ง

ออกซิเจนเกิดมาจากไหน

การที่เรามีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ส่วนหนึ่งมาจากออกซิเจน ถ้าไม่มีออกซิเจนมนุษย์เราและสิ่งมีชีวิตบนโลกนี้ก็คงจะไม่สามารถอยู่อาศัยได้อย่างแน่นอน

ซึ่งทางวิทยาศาสตร์ได้ออกมาบอกว่า เดิมที่โลกของเรานั้นไม่มีออกซิเจนเลย มีแต่ก๊าซที่เป็นพิษอย่าง คาร์บอนไดออกไซด์ หลายๆคนจึงตั้งคำถามขึ้นมาแล้วออกซิเจนเกิดขึ้นมาได้อย่างไร หรือมาจากไหนกันแน่ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นส่วนของเรื่องราวในทางวิทยาศาสตร์ แต่ในทางวิทยาศาสตร์เองก็ยังไม่สามารถสืบหาคำตอบได้ว่า ออกซิเจนนั้นมีต้นกำเนิด หรือเกิดขึ้นมาจากอะไร

ทุกวันนี้ที่เราใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์มาเป็นข้อมูลการเกิดออกซิเจน ก็เป็นแค่เพียงทฤษฎีเท่านั้น เพราะเรื่องการเกิดออกซิเจนบนโลกยังถือว่าเป็นเรื่องที่เป็นปริศนาในวงการวิทยาศาสตร์เองก็ด้วยเช่นกัน ได้มีนักวิจัยค้นหาและทำการศึกษาว่าสิ่งที่ทำให้โลกมีออกซิเจนก็คือ ไซยาโนแบคทีเรีย ที่มีความเชื่อว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิตแรกบนโลกที่เกิดขึ้นมาก่อนไดโนเสาร์ที่ยังไม่สูญพันธุ์ ในปัจจุบันเองมันก็ยังคงมีชีวิตอาศัยอยู่รอบตัว

มันเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเล็ก และเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยในสร้างชั้นบรรยากาศมูลฐานของโลก ซึ่งพวกมันจะทำการปลดปล่อยออกซิเจนออกมาในรูปแบบของเสีย ทำให้ท้องฟ้านั้นเต็มไปด้วยออกซิเจนตั้งแต่ 2,400 ล้านปีก่อน ในเวลาต่อมานักวิทยาศาสตร์ได้ยกหลักของวิทยาศาสตร์มากล่าวถึง ทำให้เกิดการขัดแย้งเรื่องการเกิดออกซิเจนบนโลกคือ จากการตรวจสอบฟอสซิลของหินบนโลก พบว่ามีระดับของออกซิเจนบนโลกพุ่งสูงขึ้น

และลดลงมาโดยตลอดเวลา และได้เกิดขึ้นมาก่อนแล้วมากกว่า 3,000 พันล้านปี ก่อนที่มาคงที่เมื่อยุคสมัยของแคมเบรียน หรืออีกแนวความคิดที่บอกว่าแพลงตอนพืชในมหาสมุทรเป็นผู้ผลิตออกซิเจน ที่เกิดขึ้นมาจากการสังเคราะห์ด้วยแสง ซึ่งออกซิเจนที่ได้จะถูกนำไปใช้ในการหายใจและการย่อยสลาย สารอินทรีย์ที่มีออกซิเจนเป็นส่วนประกอบอาจจะถูกทับถมด้วยดินตะกอนจะกลายเป็นหินในเวลาต่อมา

ออกซิเจนรูปแบบนี้จึงทำการกลับสู่บรรยากาศเมื่อเกิดการผุร่อยของหิน ที่อาจจะอยู่ในรูปแบบทั้งคาร์บอนไดออกไซด์ หรือออกซิเจนก็ได้ เรื่องราวของการกำเนิดออกซิเจนนั้นถือได้ว่าเป็นเรื่องปริศนาเรื่องหนึ่ง ที่วิทยาศาสตร์เองก็ยังไม่สามารถหาคำตอบได้อย่างแน่ชัด และแน่นอนว่ายังมีอีกหลายๆเรื่องเลยที่วิทยาศาสตร์ก็ยังไม่สามารถหาข้อพิสูจน์ได้

ซึ่งในปัจจุบันนี้สิ่งที่มีก็เป็นเพียงทฤษฎี ข้อสันนิฐาน การตั้งสมมุติฐาน ถึงแม้ว่าจะทำการตรวจสอบ แต่ก็เป็นเรื่องไม่สามารถหาจุดกำเนิดที่แท้จริงของมันได้เลย อย่างไรนั้นก็หวังว่าวิทยาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในอนาคต จะสามารถช่วยหาให้คำตอบของปริศนาเหล่านี้ไม่ช้าก็เร็ว

สนับสนุนเรื่องราวโดย   ufabet

ความเชื่อว่ารูหนอนทำให้เดินทางข้ามเวลาได้

เรื่องของการเดินทางข้ามเวลา ไม่ว่าจะเดินทางข้ามเวลาไปยังอนาคต หรือเดินทางข้ามเวลาไปยังอดีต เป็นสิ่งที่มนุษย์หลายคนนั้นมีความต้องการเป็นอย่างมาก เพราะคงยากจะเดินทางข้ามเวลาไปยังอดีตเพื่อแก้ไขบางสิ่งบางอย่า หรือเดินทางไปอนาคตเพื่อรู้อะไรบางอย่าง

ที่จะได้กลับมาตัดสินในปัจจุบัน แต่สิ่งเหล่านี้มันจะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนนั้นก็ไม่มีใครรู้ได้ เพราะการเดินทางข้ามเวลายังมีข้อขัดแย้งที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อให้หาคำตอบ หรือที่เรียก Time Paradox เป็นข้อขัดแย้งที่ยังไม่มีใครสามารถให้คำตอบได้

เมื่อไม่มีคำตอบมาหักล้างก็เท่ากับว่าการเดินทางข้ามเวลานั้นไม่สามารถเป็นได้ แต่ในเรื่องของเวลาตามทฤษฎีต่างๆก็ถูกพูดขึ้นเอาไว้มากมายอย่างเช่น ทฤษฎีแรงโน้มถ่วง ที่มีแนวความคิดของเรื่องเวลาว่า เวลามีความคงที่ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่มีบิดเบือน ไม่สามารถไปข้างหรือย้อนกลับได้ แต่ในทฤษฎีควอนตัมได้กล่าวถึงเรื่องเวลาไว้ว่า เวลาสามารถบิดเบือนได้ เรียกว่า กาลอวกาศ หรือ Space Time ยิ่งมีมวลมาก

ก็จะยิ่งมีผลต่อกาลอวกาศ ซึ่งจะสามารถเดินทางไปข้างหน้าและย้อนกลับได้ มีความในเชิงที่ว่า สามารถเดินทางข้ามเวลาไปยังอนาคตหรืออดีตได้นั้นเอง และอีกหนึ่งความเชื่อนอกจากทฤษฎีที่ได้กล่าวมานั้น คือ รูหนอน หลายคนคงเคยได้ยินกันมาแล้ว และมีแนวความคิดที่ว่า ถ้าหากเราเดินทางเข้าไปในรูหนอนได้ จากต้นทางจนถึงปลายทาง

จะเท่ากับว่าเราเดินทางข้ามเวลามิติของเวลาไปแล้ว ซึ่งในเวลาต่อได้มีข้อสันนิฐานออกมาโต้แย้งเรื่องของการเดินทางข้ามเวลาโดยผ่านรูหนอน ว่าไม่เป็นความจริง เราไม่สามารถเดินทางข้ามเวลาไปอดีตหรืออนาคตด้วยรูหนอนได้ การเดินทางเข้าไปในรูหนอนเป็นเพียงการเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งก็เท่านั้น ซึ่งไม่ได้มีผลต่อเรื่องของมิติเวลาแต่อย่างใด การเดินทางเข้าไปในรูหนอนเราไม่สามารถอาจรู้ได้ว่ามันจะโผล่ที่ไหน

หรืออาจจะเป็นแค่ฝั่งตรงข้ามของต้นทางเข้าของรูหนอน ไม่ก็อาจจะเป็นอีกจักรวาลหนึ่ง ซึ่งในเรื่องนี้นักวิทยาศาสตร์เองก็ไม่สามารถยืนยันได้ นอกจากยืนยันรูหนอนไม่ใช่เส้นทางหรือไทม์แมทชีนที่มีความเข้าใจผิดกันเป็นอย่างมาก ว่ามันคือการเดินทางข้ามเวลา และจากทฤษฎีควอนตัมเองนักวิทยาศาสตร์ก็ได้กล่าวว่า ทฤษฎีนี้เป็นศาสตร์ที่บอกอะไรไม่ได้

คาดเดาอะไรก็ไม่ได้เลย ซึ่งถ้าต้องการหาคำตอบจะต้องรวมแรง 4 แรงเข้าด้วยกันนั้นคือ แรงโน้มถ่วง แรงสนามแม่เหล็กไฟฟ้า แรงนิวเคลียสอ่อน แรงนิวเคลียสเข้ม ซึ่งไอน์สไตน์กล่าวว่า ถ้าหากรวมแรงทั้งหมดได้จะเกิดเป็นสมการใหม่นั้นก็คือ ปรากฏการณ์กฎสมการสนามรวม (Grand Unified Theory)

ที่จะครอบจักรวาล มันจะตอบคำถามทุกอย่างของจักรวาลได้ทั้งหมด ถ้าหากวิทยาการทางวิทยาศาสตร์ในอนาคตสามารถรวมแรงทั้งได้ เราอาจจะได้คำตอบทุกอย่างของจักรวาลรวมไปเรื่องการเดินทางข้ามเวลาอีกด้วย

 

เดจาวูมันคืออะไรกันแน่

เดจาวูมันคืออะไรกันแน่

คุณเคยมีความรู้สึกแปลกๆเกิดขึ้นกับตัวคุณเองหรือไม่? สงสัยใช่หรือไม่ว่าสิ่งที่แปลกๆที่เรากำลังพูดถึงอยู่นั้นหมายถึงอะไร นั้นก็คือ การเกิดเดจาวู กำลังคิดอยู่ล่ะสิว่ามันคืออะไร เอาอย่างนี้เราขอถามคุณว่า คุณเคยไปที่ไหนสักที่สักที หรือกำลังทำทำอะไรสักอย่าง แล้วชั่วขณะที่อยู่ๆในความคิดคุณก็บอกกับตัวคุณว่า คุณเคยมาที่นี้แล้ว หรือคุณเคยทำสิ่งนี้ไปแล้ว หรือไม่ ถ้าหากว่าคุณเคยพบกับเหตุการณ์เหล่านี้ นี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่า เดจาวู ในทางของวิทยาศาสตร์เองก็ยังไม่สามารถให้คำตอบของเรื่องนี้ได้เช่นเดียวกัน

ว่าแท้ที่จริงแล้วมันเกิดขึ้นมาจากอะไร และแน่นอนว่าหลายคนอาจจะคิดว่ามันเป็นความฝัน ต้องขอบอกเลยว่า ความฝัน กับ เดจาวู นั้นไม่เหมือนกันอย่างแน่นอน ความฝันคือสิ่งที่เรานึกคิดจากจิตใต้สำนึก หรือเหตุการณ์ที่ไม่ตราตรึงอยู่ในใจของเรา ทำให้เกิดความฝันในขณะนอนหลับ แต่เดจาวูเป็นเหตุการณ์ที่คุณตื่น คุณรู้สึกตัว ภาพเหตุการณ์ในเดจาวูจากเดินทางเข้ามาเป็นเวลาไม่นานและหายไปทันที เชื่อเถอะคุณจะไม่ลืมความรู้นั้นได้เลย

แต่คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร ได้มีผู้ตั้งทฤษฎีการเกิดเดจาวูอยู่หลายแบบอย่าง อดีตชาติ อาจจะดูฟังเหลือเชื่อไปนะ แต่แนวคิดนี้กล่าวว่า ในอดีตชาติของคุณ อาจจะเคยทำหรือเคยไปสถานที่เหล่านั้นมาก่อน แต่ก็ขอโต้แย้งนะว่ามันไม่สามารถเป็นได้ ถ้าปัจจุบันเรากำลังเล่นโทรศัพท์แล้วเกิดเดจาวู ในอดีตชาติของเราอาจจะยังไม่มีโทรศัพท์ทันสมัยแบบนี้ แล้วจะเดจาวูได้อย่างไร จนมีแนวคิดเรื่องประสารทสัมผัสของตา ได้กล่าวว่า ตาของคนเรานั้นทำงานโดยใช้เส้นประสาทคนละด้านกัน ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าตาทั้งสองข้างรับรู้แตกต่างกันเช่น ตาซ้ายของคุณอาจจะมีประสาทการรับรู้ที่เร็วกว่าตาด้านขวาเพียงแค่เสี้ยววินาที

เมื่อตาซ้ายเห็นไปก่อนแล้ว ในเสี้ยววินาทีตาขวาจึงค่อยรับรู้ สมองของคุณเลยประมวลว่า ภาพนั้นได้เกิดขึ้นซ้ำอีกครั้ง ซึ่งแนวความคิดนี้อาจจะมีความเป็นไปได้สูงมากเช่นเดียวกัน แต่อีกทฤษฎีที่ถูกพูดถึงกันเป็นอย่างมากนั้นก็คือ ทฤษฎีโลกคู่ขนาน มีแนวคิดที่ว่า โลกคู่ขนาดถูกแบ่งออกเป็นทางเลือกอย่างเช่น ว่าเราต้องเลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าเราเลือกอย่างนี้ ในโลกคู่ขนานของเราจะเลือกอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเหตุการณ์ในโลกคู่ขนาดจะตรงข้ามเราไปเสียหมด

แต่สุดท้ายก็จะมีเหตุการณ์ที่ทำเหมือนกัน และเชื่อว่าเราโลกปัจจุบันกับโลกคู่ขนานมีคลื่นกระแสที่สามารถจูนกันได้ ทำให้ภาพที่เราในโลกคู่ขนานเคยทำแล้วมาเกิดขึ้นกับเราเมื่อเราได้ทำเช่นเดียวกัน อย่างไรแล้วการเกิดเดจาวูก็ยังถือว่าเป็นสิ่งที่ยังไม่สามารถคำตอบที่แน่นอนได้ ไม่ได้แตกต่างจากความฝันเลยที่ก็ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ว่าแท้จริงแล้วมันเกิดขึ้นได้อย่าง

 

การฟื้นคืนชีพมนุษย์ด้วยการโคลนนิ่ง

มนุษย์ถือว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่กฎของธรรมชาติเหมือนกับสิ่งมีชีวิตประเภทอื่นๆนั้น

เมื่อเกิดขึ้น ก็ต้องมีการดับสูญ หรือที่เราต่างก็เรียกกันว่า ความตาย ไม่มีมนุษย์คนไหนที่จะสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างไม่มีวันตายแน่นอน ก็คงจะมีเพียงแค่อายุยืนเท่านั้น ไม่ใช่การเป็นอมตะอย่างแน่นอน เพราสาเหตุนี้เองจึงทำให้มีการตั้งคำถามขึ้นมาว่า ถ้าเราสามารถต่อชีวิตให้กับมนุษย์ ด้วยการฟื้นคืนชีพมนุษย์จะเป็นไปได้หรือไม่

และแน่นอนว่ามันไม่เป็นเพียงแค่การตั้งคำถามเท่านั้น ได้มีทีมวิจัยที่สร้างการทดลองขึ้น ซึ่งการฟื้นคืนชีพของมนุษย์นั้นมีการทดลองหลากหลายรูปแบบอย่าง การผ่าตัดเปลี่ยนหัว การแช่แข็งมนุษย์รอวิทยาการทางวิทยาศาสตร์ที่กำลังพัฒนามาฟื้นเซลล์อวัยวะ

และการโคลนนิ่งมนุษย์แช่แข็งให้มีชีวิตใหม่ ซึ่งในบทความนี้เราจะมาพูดถึงการฟื้นคืนชีพมนุษย์ด้วยโคลนนิ่ง อยากที่ทุกคนทราบกันดีอยู่แล้วว่าการโคลนนิ่งนั้นคืออะไร หรือถ้าหากใครไม่ทราบเราจะยกตัวอย่างง่ายๆขึ้นมาเพื่ออธิบายอย่างเช่น บนโลกนี้แม่ของคุณได้ให้กำเนิดคุณมาแค่เพียง 1 คน แต่แม่ของคุณต้องการที่จะมีลูกฝาแฝด จึงนำโครงสร้างอย่างเซลล์ทางพันธุ์กรรมและอื่นๆในร่างกาย ไปเข้าสู่กระบวนการโคลนนิ่ง

โดยการให้แม่คุณอุ้มท้องอีกครั้ง เด็กที่เกิดมานั้นโดยปกติแล้วถ้าเป็นน้องของคุณ แน่นอนว่าหน้าตาจะมีความคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันอย่างแน่นอน แต่ในกรณีนี้ที่ต้องการโคลนนิ่ง เด็กที่เกิดมานั้นมีความเหมือนคุณทุกอย่าง สัดส่วน รูปร่างหน้าตา และเพศ เช่นเดียวกับการโคลนนิ่งมนุษย์ที่เสียชีวิตไปแล้ว จะเรียกว่าเป็นการฟื้นคืนชีพหรือไม่นั้นก็ยังไม่สามารถสรุปอย่างแน่ชัดได้ เพราะการที่นำมนุษย์ที่พึ่งเสียชีวิตไปแช่แข็งเพื่อคงสภาพร่างกาย และอวัยวะภายในเอาไว้ ยังมีการยืนยันว่าจะนำไปโคลนนิ่งในลักษณะใด

จะเป็นการนำเซลล์ไปอุ้มท้องใหม่ หรือโคลนนิ่งขึ้นมาใหม่อีกคนเลยหรือไม่ ในกรณีอุ้มท้องใหม่นั้นก็ไม่ต่างจากการที่ให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตใหม่ เพียงแต่ว่าเมื่อเด็กคนนั้นมาจะมีลักษณะเดียวกันกับผู้ตายที่โคลนนิ่ง แต่ในอีกกรณีหนึ่งคือการโคลนนิ่งโดยให้มีการเจริญโตเท่ากับผู้ที่ตายไปในขณะ ซึ่งไม่ใช่เกิดใหม่ แต่เป็นการสร้างคนอีกคนขึ้นมาโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการการเลี้ยงดูตั้งแต่เด็กนั้นเอง แต่ถึงอย่างไรนั้นก็ได้มีนักวิจัยอีกกลุ่มได้ออกมาบอกว่า ไม่ว่าการคืนชีพแบบไหน มันก็ไม่ถูกต้อง เพราะมันเป็นการฝืนกฎทางธรรมชาติสร้างขึ้น

โดยการฟื้นคืนชีพมนุษย์ มันจะไม่สมบูรณ์อย่างแน่นอน และจะเกิดสิ่งที่ผิดปกติต่อร่างกาย ซึ่งว่าเป็นการทรมานสิ่งมีชีวิตอีกด้วย ทั้งนี้ก็เท่ากับว่าการฟื้นคืนชีพมนุษย์นั้นสามารถเกิดได้ขึ้นจริง แม้จะผิดต่อศีลธรรมก็ตาม อย่างไรแล้วถ้าต้องการทำเพียงแค่ให้ทั่วโลกรับรู้ถึงวิทยาการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ก้าวก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่ถ้าหากทำเพื่อหวังผลประโยชน์ในอนาคตสิ่งที่จะตามมานั้นคือผลเสียอย่างแน่นอน