ความเชื่อว่ารูหนอนทำให้เดินทางข้ามเวลาได้

เรื่องของการเดินทางข้ามเวลา ไม่ว่าจะเดินทางข้ามเวลาไปยังอนาคต หรือเดินทางข้ามเวลาไปยังอดีต เป็นสิ่งที่มนุษย์หลายคนนั้นมีความต้องการเป็นอย่างมาก เพราะคงยากจะเดินทางข้ามเวลาไปยังอดีตเพื่อแก้ไขบางสิ่งบางอย่า หรือเดินทางไปอนาคตเพื่อรู้อะไรบางอย่าง

ที่จะได้กลับมาตัดสินในปัจจุบัน แต่สิ่งเหล่านี้มันจะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนนั้นก็ไม่มีใครรู้ได้ เพราะการเดินทางข้ามเวลายังมีข้อขัดแย้งที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อให้หาคำตอบ หรือที่เรียก Time Paradox เป็นข้อขัดแย้งที่ยังไม่มีใครสามารถให้คำตอบได้

เมื่อไม่มีคำตอบมาหักล้างก็เท่ากับว่าการเดินทางข้ามเวลานั้นไม่สามารถเป็นได้ แต่ในเรื่องของเวลาตามทฤษฎีต่างๆก็ถูกพูดขึ้นเอาไว้มากมายอย่างเช่น ทฤษฎีแรงโน้มถ่วง ที่มีแนวความคิดของเรื่องเวลาว่า เวลามีความคงที่ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่มีบิดเบือน ไม่สามารถไปข้างหรือย้อนกลับได้ แต่ในทฤษฎีควอนตัมได้กล่าวถึงเรื่องเวลาไว้ว่า เวลาสามารถบิดเบือนได้ เรียกว่า กาลอวกาศ หรือ Space Time ยิ่งมีมวลมาก

ก็จะยิ่งมีผลต่อกาลอวกาศ ซึ่งจะสามารถเดินทางไปข้างหน้าและย้อนกลับได้ มีความในเชิงที่ว่า สามารถเดินทางข้ามเวลาไปยังอนาคตหรืออดีตได้นั้นเอง และอีกหนึ่งความเชื่อนอกจากทฤษฎีที่ได้กล่าวมานั้น คือ รูหนอน หลายคนคงเคยได้ยินกันมาแล้ว และมีแนวความคิดที่ว่า ถ้าหากเราเดินทางเข้าไปในรูหนอนได้ จากต้นทางจนถึงปลายทาง

จะเท่ากับว่าเราเดินทางข้ามเวลามิติของเวลาไปแล้ว ซึ่งในเวลาต่อได้มีข้อสันนิฐานออกมาโต้แย้งเรื่องของการเดินทางข้ามเวลาโดยผ่านรูหนอน ว่าไม่เป็นความจริง เราไม่สามารถเดินทางข้ามเวลาไปอดีตหรืออนาคตด้วยรูหนอนได้ การเดินทางเข้าไปในรูหนอนเป็นเพียงการเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งก็เท่านั้น ซึ่งไม่ได้มีผลต่อเรื่องของมิติเวลาแต่อย่างใด การเดินทางเข้าไปในรูหนอนเราไม่สามารถอาจรู้ได้ว่ามันจะโผล่ที่ไหน

หรืออาจจะเป็นแค่ฝั่งตรงข้ามของต้นทางเข้าของรูหนอน ไม่ก็อาจจะเป็นอีกจักรวาลหนึ่ง ซึ่งในเรื่องนี้นักวิทยาศาสตร์เองก็ไม่สามารถยืนยันได้ นอกจากยืนยันรูหนอนไม่ใช่เส้นทางหรือไทม์แมทชีนที่มีความเข้าใจผิดกันเป็นอย่างมาก ว่ามันคือการเดินทางข้ามเวลา และจากทฤษฎีควอนตัมเองนักวิทยาศาสตร์ก็ได้กล่าวว่า ทฤษฎีนี้เป็นศาสตร์ที่บอกอะไรไม่ได้

คาดเดาอะไรก็ไม่ได้เลย ซึ่งถ้าต้องการหาคำตอบจะต้องรวมแรง 4 แรงเข้าด้วยกันนั้นคือ แรงโน้มถ่วง แรงสนามแม่เหล็กไฟฟ้า แรงนิวเคลียสอ่อน แรงนิวเคลียสเข้ม ซึ่งไอน์สไตน์กล่าวว่า ถ้าหากรวมแรงทั้งหมดได้จะเกิดเป็นสมการใหม่นั้นก็คือ ปรากฏการณ์กฎสมการสนามรวม (Grand Unified Theory)

ที่จะครอบจักรวาล มันจะตอบคำถามทุกอย่างของจักรวาลได้ทั้งหมด ถ้าหากวิทยาการทางวิทยาศาสตร์ในอนาคตสามารถรวมแรงทั้งได้ เราอาจจะได้คำตอบทุกอย่างของจักรวาลรวมไปเรื่องการเดินทางข้ามเวลาอีกด้วย

 

เดจาวูมันคืออะไรกันแน่

เดจาวูมันคืออะไรกันแน่

คุณเคยมีความรู้สึกแปลกๆเกิดขึ้นกับตัวคุณเองหรือไม่? สงสัยใช่หรือไม่ว่าสิ่งที่แปลกๆที่เรากำลังพูดถึงอยู่นั้นหมายถึงอะไร นั้นก็คือ การเกิดเดจาวู กำลังคิดอยู่ล่ะสิว่ามันคืออะไร เอาอย่างนี้เราขอถามคุณว่า คุณเคยไปที่ไหนสักที่สักที หรือกำลังทำทำอะไรสักอย่าง แล้วชั่วขณะที่อยู่ๆในความคิดคุณก็บอกกับตัวคุณว่า คุณเคยมาที่นี้แล้ว หรือคุณเคยทำสิ่งนี้ไปแล้ว หรือไม่ ถ้าหากว่าคุณเคยพบกับเหตุการณ์เหล่านี้ นี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่า เดจาวู ในทางของวิทยาศาสตร์เองก็ยังไม่สามารถให้คำตอบของเรื่องนี้ได้เช่นเดียวกัน

ว่าแท้ที่จริงแล้วมันเกิดขึ้นมาจากอะไร และแน่นอนว่าหลายคนอาจจะคิดว่ามันเป็นความฝัน ต้องขอบอกเลยว่า ความฝัน กับ เดจาวู นั้นไม่เหมือนกันอย่างแน่นอน ความฝันคือสิ่งที่เรานึกคิดจากจิตใต้สำนึก หรือเหตุการณ์ที่ไม่ตราตรึงอยู่ในใจของเรา ทำให้เกิดความฝันในขณะนอนหลับ แต่เดจาวูเป็นเหตุการณ์ที่คุณตื่น คุณรู้สึกตัว ภาพเหตุการณ์ในเดจาวูจากเดินทางเข้ามาเป็นเวลาไม่นานและหายไปทันที เชื่อเถอะคุณจะไม่ลืมความรู้นั้นได้เลย

แต่คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร ได้มีผู้ตั้งทฤษฎีการเกิดเดจาวูอยู่หลายแบบอย่าง อดีตชาติ อาจจะดูฟังเหลือเชื่อไปนะ แต่แนวคิดนี้กล่าวว่า ในอดีตชาติของคุณ อาจจะเคยทำหรือเคยไปสถานที่เหล่านั้นมาก่อน แต่ก็ขอโต้แย้งนะว่ามันไม่สามารถเป็นได้ ถ้าปัจจุบันเรากำลังเล่นโทรศัพท์แล้วเกิดเดจาวู ในอดีตชาติของเราอาจจะยังไม่มีโทรศัพท์ทันสมัยแบบนี้ แล้วจะเดจาวูได้อย่างไร จนมีแนวคิดเรื่องประสารทสัมผัสของตา ได้กล่าวว่า ตาของคนเรานั้นทำงานโดยใช้เส้นประสาทคนละด้านกัน ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าตาทั้งสองข้างรับรู้แตกต่างกันเช่น ตาซ้ายของคุณอาจจะมีประสาทการรับรู้ที่เร็วกว่าตาด้านขวาเพียงแค่เสี้ยววินาที

เมื่อตาซ้ายเห็นไปก่อนแล้ว ในเสี้ยววินาทีตาขวาจึงค่อยรับรู้ สมองของคุณเลยประมวลว่า ภาพนั้นได้เกิดขึ้นซ้ำอีกครั้ง ซึ่งแนวความคิดนี้อาจจะมีความเป็นไปได้สูงมากเช่นเดียวกัน แต่อีกทฤษฎีที่ถูกพูดถึงกันเป็นอย่างมากนั้นก็คือ ทฤษฎีโลกคู่ขนาน มีแนวคิดที่ว่า โลกคู่ขนาดถูกแบ่งออกเป็นทางเลือกอย่างเช่น ว่าเราต้องเลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าเราเลือกอย่างนี้ ในโลกคู่ขนานของเราจะเลือกอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเหตุการณ์ในโลกคู่ขนาดจะตรงข้ามเราไปเสียหมด

แต่สุดท้ายก็จะมีเหตุการณ์ที่ทำเหมือนกัน และเชื่อว่าเราโลกปัจจุบันกับโลกคู่ขนานมีคลื่นกระแสที่สามารถจูนกันได้ ทำให้ภาพที่เราในโลกคู่ขนานเคยทำแล้วมาเกิดขึ้นกับเราเมื่อเราได้ทำเช่นเดียวกัน อย่างไรแล้วการเกิดเดจาวูก็ยังถือว่าเป็นสิ่งที่ยังไม่สามารถคำตอบที่แน่นอนได้ ไม่ได้แตกต่างจากความฝันเลยที่ก็ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ว่าแท้จริงแล้วมันเกิดขึ้นได้อย่าง

 

การฟื้นคืนชีพมนุษย์ด้วยการโคลนนิ่ง

มนุษย์ถือว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่กฎของธรรมชาติเหมือนกับสิ่งมีชีวิตประเภทอื่นๆนั้น

เมื่อเกิดขึ้น ก็ต้องมีการดับสูญ หรือที่เราต่างก็เรียกกันว่า ความตาย ไม่มีมนุษย์คนไหนที่จะสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างไม่มีวันตายแน่นอน ก็คงจะมีเพียงแค่อายุยืนเท่านั้น ไม่ใช่การเป็นอมตะอย่างแน่นอน เพราสาเหตุนี้เองจึงทำให้มีการตั้งคำถามขึ้นมาว่า ถ้าเราสามารถต่อชีวิตให้กับมนุษย์ ด้วยการฟื้นคืนชีพมนุษย์จะเป็นไปได้หรือไม่

และแน่นอนว่ามันไม่เป็นเพียงแค่การตั้งคำถามเท่านั้น ได้มีทีมวิจัยที่สร้างการทดลองขึ้น ซึ่งการฟื้นคืนชีพของมนุษย์นั้นมีการทดลองหลากหลายรูปแบบอย่าง การผ่าตัดเปลี่ยนหัว การแช่แข็งมนุษย์รอวิทยาการทางวิทยาศาสตร์ที่กำลังพัฒนามาฟื้นเซลล์อวัยวะ

และการโคลนนิ่งมนุษย์แช่แข็งให้มีชีวิตใหม่ ซึ่งในบทความนี้เราจะมาพูดถึงการฟื้นคืนชีพมนุษย์ด้วยโคลนนิ่ง อยากที่ทุกคนทราบกันดีอยู่แล้วว่าการโคลนนิ่งนั้นคืออะไร หรือถ้าหากใครไม่ทราบเราจะยกตัวอย่างง่ายๆขึ้นมาเพื่ออธิบายอย่างเช่น บนโลกนี้แม่ของคุณได้ให้กำเนิดคุณมาแค่เพียง 1 คน แต่แม่ของคุณต้องการที่จะมีลูกฝาแฝด จึงนำโครงสร้างอย่างเซลล์ทางพันธุ์กรรมและอื่นๆในร่างกาย ไปเข้าสู่กระบวนการโคลนนิ่ง

โดยการให้แม่คุณอุ้มท้องอีกครั้ง เด็กที่เกิดมานั้นโดยปกติแล้วถ้าเป็นน้องของคุณ แน่นอนว่าหน้าตาจะมีความคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันอย่างแน่นอน แต่ในกรณีนี้ที่ต้องการโคลนนิ่ง เด็กที่เกิดมานั้นมีความเหมือนคุณทุกอย่าง สัดส่วน รูปร่างหน้าตา และเพศ เช่นเดียวกับการโคลนนิ่งมนุษย์ที่เสียชีวิตไปแล้ว จะเรียกว่าเป็นการฟื้นคืนชีพหรือไม่นั้นก็ยังไม่สามารถสรุปอย่างแน่ชัดได้ เพราะการที่นำมนุษย์ที่พึ่งเสียชีวิตไปแช่แข็งเพื่อคงสภาพร่างกาย และอวัยวะภายในเอาไว้ ยังมีการยืนยันว่าจะนำไปโคลนนิ่งในลักษณะใด

จะเป็นการนำเซลล์ไปอุ้มท้องใหม่ หรือโคลนนิ่งขึ้นมาใหม่อีกคนเลยหรือไม่ ในกรณีอุ้มท้องใหม่นั้นก็ไม่ต่างจากการที่ให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตใหม่ เพียงแต่ว่าเมื่อเด็กคนนั้นมาจะมีลักษณะเดียวกันกับผู้ตายที่โคลนนิ่ง แต่ในอีกกรณีหนึ่งคือการโคลนนิ่งโดยให้มีการเจริญโตเท่ากับผู้ที่ตายไปในขณะ ซึ่งไม่ใช่เกิดใหม่ แต่เป็นการสร้างคนอีกคนขึ้นมาโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการการเลี้ยงดูตั้งแต่เด็กนั้นเอง แต่ถึงอย่างไรนั้นก็ได้มีนักวิจัยอีกกลุ่มได้ออกมาบอกว่า ไม่ว่าการคืนชีพแบบไหน มันก็ไม่ถูกต้อง เพราะมันเป็นการฝืนกฎทางธรรมชาติสร้างขึ้น

โดยการฟื้นคืนชีพมนุษย์ มันจะไม่สมบูรณ์อย่างแน่นอน และจะเกิดสิ่งที่ผิดปกติต่อร่างกาย ซึ่งว่าเป็นการทรมานสิ่งมีชีวิตอีกด้วย ทั้งนี้ก็เท่ากับว่าการฟื้นคืนชีพมนุษย์นั้นสามารถเกิดได้ขึ้นจริง แม้จะผิดต่อศีลธรรมก็ตาม อย่างไรแล้วถ้าต้องการทำเพียงแค่ให้ทั่วโลกรับรู้ถึงวิทยาการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ก้าวก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่ถ้าหากทำเพื่อหวังผลประโยชน์ในอนาคตสิ่งที่จะตามมานั้นคือผลเสียอย่างแน่นอน

ในอนาคตรูปร่างของมนุษย์จะเปลี่ยนไป

อย่างที่เราได้ทราบกันและได้ยินกันต่อมาเป็นทอดๆว่า มนุษย์เรานั้นมีบรรพบุรุษคือ ลิง ซึ่งได้มีการวิวัฒนาการทางร่ายกายและสมองจนมาเป็นมนุษย์อย่างที่เราเห็นกันในตอนนี้ ซึ่งในปัจจุบันได้มีคนออกมาบอกว่า ในอนาคตข้างหน้ามนุษย์เราจะมีลักษณะที่แตกต่างออกจะเดิมทีละนิดไปเรื่อยๆตามกาลเวลาจนไม่เหมือนเดิม แต่บางคนก็บอกมันจะเป็นไปได้อย่างไร

ทั้งทีสปีชีส์ของเราเหล่ามนุษย์นั้นก็เหมือนกัน แต่ถ้าหากได้ลองมองย้อนกลับไปดูเมื่อสมัยบรรพบุรุษของเรานั้นที่ใครหลายคนได้บอกว่าคือ ลิง ซึ่งความเป็นจริงนั้นมนุษย์เรานั้นไม่ได้เกิดมาจากลิงทั่วไป แต่เป็นลิงชิมแปนซี ที่มีการผสมพันธุ์ข้ามเผาพันธุ์

ซึ่งในตัวของลิงประเภทอื่นๆอาจจะมีสปีชีร์ที่มียีนส์แตกต่างกัน ทำให้รุ่นลูกที่เกิดมานั้นมีลักษณะคล้ายกับมนุษย์ จนมีการผสมพันธุ์หลากหลายรุ่นออกมาทำให้มีลักษณะที่เป็นมนุษย์มากยิ่งขึ้น โดยมีข้อสันนิฐานออกมาว่าแต่เดิมนั้นมนุษย์ในอดีตมีผมที่ดำ ดวงตามีสีดำหรือน้ำตาลเท่านั้น แต่เพราะสภาพอากาศ และ อาหาร อาจจะทำให้มนุษย์บางพื้นที่นั้นมีความเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย จนมีการสืบสายพันธุ์ต่างดินแดง

จนเราสามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ชัดในปัจจุบันคือ มนุษย์ทางฝั่งยุโรปนั้นมีผิวที่ขาว ผมสีขาวหรือทอง มีดวงตาหลากหลายสี มีรูปร่างที่สูงใหญ่ ซึ่งมีความแตกต่างจากมนุษย์ทางฝั่งทวีปเอเชียอย่างมาก โดยเชื่อกันว่าถ้าหากเชื่อตามหลักฐาน มนุษย์ในยุคแรกนั้นอาจจะมีต้นกำเนิดมาจากทวีปเอเชียก็เป็นได้ แล้วมนุษย์ในยุคปัจจุบันจะมีการวิวัฒนาต่ออีกหรือ จึงเป็นคำถามที่ว่าถ้าหากมนุษย์เราวิวัฒนามาจากลิงจริงๆแล้วทำไมลิงในยุคนี้ถึงไม่มีการวิวัฒนาต่อ

นั้นอาจจะเป็นเพราะในในปัจจุบันไม่มีลิงที่มีสปีชีร์เดียวกับมนุษย์หลงเหลืออยู่แล้ว จึงทำให้ลิงเหล่านั้นไม่สามารถสืบสายพันธุ์ต่อได้ ก็จะเหลือแต่พวกสปีชีร์เดียวกันเท่านั้น แล้วมนุษย์เรานั้นจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร? เพราะในปัจจุบันเราจะเห็นว่าคนจากเชื้อชาติมีความสัมพันธุ์ต่อกันทำให้มีการสืบสายพันธุ์ข้ามสายพันธุ์กันอย่าง มนุษย์เอเชียกับมนุษย์ยุโรป แน่นอนว่าผลลัพธ์ออกมานั้นมันจะมีความเป็นกลาง นั้นแหละจึงเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงและต่อยอดไปเรื่อยๆในอนาคต

ซึ่งมีข้อมูลออกมาเป็นเผยว่า จะมีมนุษย์ตาหลากหลายสีเพิ่มมากขึ้น ร่างกายมนุษย์จะสูงใหญ่เพิ่มมากขึ้น ในเรื่องของหน้าตานั้นอาจจะยังไม่มีให้เห็นได้เร็วๆนี้ แต่ก็มีนักวิทยาศาสตร์ได้ทำการสังเกตมาเรื่อยๆ และบอกว่าในอนาคตอันแสนไกลมนุษย์เราจะมีหน้าตาที่เปลี่ยนไปแน่นอน ซึ่งเขาได้วาดภาพของมนุษย์ในอนาคตออกมาแล้วพบว่ามันไม่มีความเป็นมนุษย์ในยุคปัจจุบันเลย แต่ก็นั้นแหละไม่มีใครรู้ได้เราเองนั้นก็จะอยู่ถึงเวลานั้นเสียด้วยซ้ำ

โลกจริง หรือ โลกคู่ขนาน

คุณเชื่อเรื่องเหล่านี้หรือไม่ เรื่องที่ว่าโลกเราไม่ได้แค่ใบเดียว

แน่นอนว่าหลายคนมีความเชื่อว่าในจักรวาลอันกว้างใหญ่ที่ระยะทางเป็นอนันต์แบบนี้นั้นคงจะมีดาวอีกหลากหลายด้วยที่คล้ายกับโลก และมีสิ่งมีชีวิตเหมือนมนุษย์ที่กำลังอาศัยอยู่เช่นเดียวกัน แล้วคุณเชื่อเรื่อง โลกคู่ขนาน หรือไม่ คุณอาจจะกำลังสงสัยว่าโลกนั้นคืออะไร

โลกคู่ขนานนั้นก็คือโลกที่เหมือนโลกที่เราอาศัยอยู่ในปัจจุบันทุกอย่าง มันก็หมายถึงดาวโลกดวงอื่นๆไม่ใช่เหรอ จะว่าไม่มันก็ใช่ แต่สิ่งที่ถูกพูดถึงในเรื่องของโลกคู่ขนานนั้นก็คือ ในโลกนั้นมีตัวตนของเราอีกคนอยู่ ฟังแล้วดูแปลกๆนะว่าไหม เรามีสองร่างอย่างนั้นหรือ เชื่อกันว่าโลกคู่ขนานนั้นเป็นสิ่งตรงข้ามกับเราทุกอย่าง จากซ้ายเป็นขวา

จากขวาเป็นซ้าย ในโลกปัจจุบันคุณอาจจะมีฐานะที่จน แต่ในโลกตู่ขนานนั้นคุณจะมีฐานที่บ้านรวยมาก ใช่ ทุกอย่างที่เป็นโลกคู่ขนานนั้นจะเป็นสิ่งตรงข้ามกับโลกจริงทั้งหมดแล้วเราสามารถที่จะเดินทางไปยังโลกคู่ขนานของเราได้หรือไม่ ต้องบอกไว้เลยว่าเราไม่สามารถที่จะเดินทางไปหาตัวเราในโลกคู่ขนานได้ แล้วมันมีอยู่จริงๆหรือโลกคู่ขนาน

ในความเป็นจริงแล้วเรื่องนี้ก็จะไม่สามารถหาข้อพิสูจน์หรือข้อเท็จจริงใดๆได้เลย ทฤษฎีโลกคู่ขนานเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ตัวเลือกในชีวิตของตัวเราเอง เมื่อเราต้องเลือกอะไรสักอย่าง แล้วตัดสิ้นใจเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งไป นั้นเท่ากับว่าอีกคนในโลกคู่ขนานจะเลือกอีกอย่างที่คุณในโลกจริงไม่ได้เลือก หรือแม้กระทั่งเหตุการณ์เดจาวู ที่หลายๆคนสงสัยว่าทำไมบางการกระทำถึงมีภาพมาทับซ้อนเหมือนกับว่าเคยมาก่อน นั้น

จึงเป็นสิ่งที่บอกว่าตัวคุณในโลกคู่ขนานได้กำลังทำสิ่งนั้นอยู่เหมือนกัน หรือคุณในโลกคู่ขนานได้กระทำสิ่งนั้นมาก่อนหน้าที่คุณกำลังจะทำ เลยเกิดสัญญาณที่จูนกันเข้าพอดี เลยทำให้เกิดภาพซ้อนทับกันชั่วขณะ แล้วคุณเชื่อจริงๆหรือว่านั้นคือคุณที่อยู่บนโลกขนาน แล้วตัวคุณในตอนนี้คือคุณที่อยู่บนโลกจริง ถ้าหากว่าโลกคู่ขนานนั้นมีจริง

ตัวคุณบนโลกคู่ขนานจะคิดเช่นเดียวกันหรือไม่ว่าโลกของเขานั้นคือโลกจริง แล้วโลกใบนี้ที่เรากำลังอาศัยอยู่นั้นคือโลกคู่ขนาน ในความเป็นจริงแล้วนั้นเราไม่อาจจะทราบได้เลยว่าโลกคู่ขนานที่ว่านั้นมีอยู่จริงหรือไม่ แล้วถ้าหากมีอยู่จริงๆโลกไหนคือโลกจริงของเรา และโลกไหนคือโลกคู่ขนานกันแน่ เรื่องนี้อาจจะต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของอนาคตและวิทยาศาสตร์ที่จะสามารถค้นพบข้อพิสูจน์เหล่านี้ได้หรือไม่

แบคทีเรียกับแฟชั่น

ยุคสมัยที่มีความเฟื่องฟูกันมากๆในทางเทคโนโลยี

และพัฒนาการของอารยะธรรมมนุษย์ทำให้เราได้เห็นสิ่งต่างๆมากมายที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ที่ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างสิ่งต่างๆเหล่านั้นขึ้นมา และที่เห็นได้ชัดเลยว่าโลกของเราได้

มีวิวัฒนาการของเทคโนโลยีที่ควบคู่ไปกับความงามนั่นก็คือ เรื่องราวของวงการแฟชั่นนั่นเอง ซึ่งในปัจจุบันก็มีการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆเพื่อใช้ในวงการนี้อยู่เสมอ อย่างที่วันนี้ที่เราจะมานำเสนอเกี่ยวกับการที่ได้คิดค้นนำเอาแบคทีเรียมาใช้ในการช่วยย้อมสีผ้าเพื่อที่จะลดการใช้น้ำ

      ทุกคนรู้หรือไม่ว่าเสื้อยืดที่หลายๆคนนิยมสวมใส่กันอย่างที่เป็นผ้าคอตตอนจำนวน 1 ตัวนั้นในกระบวนการทางการผลิตอาจจะมีการใช้ปริมาณน้ำที่มากถึง 630 ลิตรที่ใช้ในการย้อมสีเสื้อหนึ่งตัวนั้นเลยก็ว่าได้

โดยที่หลังจากนั้นน้ำที่เกิดเสียจากการผ่านสารเคมีโดยที่ไม่ได้มีการทำการบำบัดก่อนปล่อยทิ้งลงไปแหล่งน้ำต่างๆก็จะทำการคร่าชีวิตสัตว์น้ำจำนวนมากส่งผลเป็นมลภาวะที่ไม่ดี แต่สำหรับกระบวนการที่เราจะนำเสนอข้อมูลในวันนี้นั้นเป็นวิธีการใหม่โดยจะมีการใช้น้ำในกระบวนการผลิตเพียง 200 มิลลิลิตรต่อกระบวนการย้อมผ้าใน 1 กิโลกรัม

สำหรับกระบวนการในการย้อมผ้าในสายการผลิตนี้จะมีการใช้แบคทีเรีย“Streptomyces coelicolor” ซึ่งแบคทีเรียนี้เองที่จะเป็นตัวที่ทำให้ในกระบวนการย้อมผ้าในสายการผลิตนั้นมีการใช้น้ำในปริมาณที่น้อยลงอย่างมากต่อการย้อมสีผ้าในแต่ละครั้ง แน่นอนว่าวิธีการนี้เป็นวิธีที่สามารถช่วยให้มีการลดปริมาณที่จะเกิดน้ำเสียที่เป็นมลพิษอันเกิดมาจากกระบวนการย้อมผ้าในรูปแบบวิธีเดิมๆได้โดยในกระบวนการนี้เองก็มีเคล็ดลับในการย้อมผ้านั่นก็คือการใช้แบคทีเรียที่ชื่อว่า“Streptomyces coelicolor”ซึ่งจะมีการหมักกลุ่มของแบคทีเรียเหล่านี้

ลงไปในสารละลายน้ำตาลโดยมันจะเกิดปฏิกิริยาในการผลิตเม็ดสีต่างๆลงไปบนเส้นใยเนื้อผ้าโดยตรง แต่ทั้งนี้เองก็ขึ้นอยู่กับว่าแบคทีเรียต่างๆนี้จะถูกเลี้ยงมาอย่างไร มีกระบวนการเลี้ยงที่ดีหรือไม่ เลี้ยงไว้ที่ไหน ซึ่งจากความเป็นกรดด่างจากสิ่งรอบข้างอย่างสภาพแวดล้อมนั้นเองเราก็สามารถที่จะสร้างสีต่างๆขึ้นมาได้ด้วยอย่างเช่น สีกรมท่า สีชมพูสด ก็สามารถที่จะทำขึ้นได้

       ซึ่งหากจะถามว่าที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรแน่เป็นเรื่องของแฟชั่น เรื่องวิทยาศาสตร์ หรือว่าในเรื่องของการออกแบบ ก็ต้องบอกว่ามันสามารถเป็นได้ทั้งหมดที่กล่าวมา อย่างที่เราได้บอกไปข้างต้นว่าโลกนั้นได้มีวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าไปไกลมากๆทำให้ในปัจจุบันสิ่งต่างๆ

ที่เกิดขึ้นได้ถูกบูรณาการณ์เข้าหากันได้อย่างไม่น่าเชื่อ หรือเป็นสิ่งที่ไม่ได้มีใครคาดคิดเอาไว้ก่อนหน้านี้ว่ามันอาจจะเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามสิ่งต่างเหล่านี้เป็นเรื่องราวดีๆที่จะช่วยให้ชีวิตมนุษย์อย่างเรานั้นดำเนินไปได้อย่างดีมีคุณภาพ และแน่นอนว่าจะมีความสะดวกอีกมากมายเกิดขึ้นมาเพื่ออำนวยให้ชีวิตเราดำเนินไปได้อย่างมีคุณภาพมากยิ่งขึ้นไปอีก

ความจริงของมนุษย์ต่างดาว

คุณเชื่อหรือไม่ว่ามนุษย์ต่างดาวนั้นมีอยู่จริงในเอกภพอันกว้างใหญ่นี้ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ยังหาคำตอบไม่ได้ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะมีหลากหลายเหตุการณ์บนโลกเราที่แปลกเกิดขึ้นต่างๆนานา ที่สามารถนำเอาไปเชื่อมโยงกับมนุษย์อีกสายพันธุ์ที่ไม่ได้อาศัยอยู่บนพื้นโลกเดียวกับเรา เรื่องของมนุษย์ต่างนั้น

มีข่าวออกมาให้เห็นมาแต่นานแล้ว

รวมถึงเรื่องเล่าต่างๆ มีคนเห็นจานบินลักษณะแปลกๆบินอยู่เหนือท้องฟ้าแล้วได้ทำการบันทึกภาพเอาไว้ จนกลายเป็นใหญ่ หลายคนต่างก็พูดกันเป็นเสียงเดียวกันว่าของปลอมหรือใช้เทคนิคการตัดต่อเข้าช่วย จึงทำให้คลิปวีดิโอนั้นได้ถูกนำไปตรวจสอบอย่างละเอียด ปรากฏว่าคลิปนั้นเป็นจริงที่ไม่ได้กระบวนการตัดต่อโดยใช้โปรแกรมใดๆ

จึงทำให้เป็นฮือฮาให้กับเหล่าผู้คนสงสัยเป็นอย่างมากว่ามนุษย์ต่างมีอยู่จริงหรือ และอีกหนึ่งคำกล่าวจากนักวิทยาศาสตร์ที่ได้ออกพูดถึงการมีอยู่จริงของมนุษย์ก่อนที่เขาจะเสียชีวิต

เขามีความตั้งใจอยากจะบอกให้ทุกคนทราบก่อนที่จะเสียชีวิตว่า มนุษย์ต่างดาวนั้นมีอยู่จริง เพราะในโครงการทางวิทยาศาสตร์ของเรานั้นได้ร่วมมือกับมนุษย์ต่างดาว แต่ระยะเวลาที่ผ่านมาจะต้องปิดเป็นความลับไม่อย่างนั้นแล้วทุกคนจะแตกตื่น

เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ก็ใช้ว่าทุกคนจะตกใจหรือแตกตื่นอย่างใด เพราะสุดท้ายคนส่วนมากก็ไม่เคยได้มีการพบเจอกับมนุษย์ต่างดาวตัวจริงเลยสักครั้ง เล่าขานกันว่าที่จริงแล้วมนุษย์ต่างดาวนั้นอาศัยอยู่บนโลกเรามาเป็นเวลานานมากๆพอๆกับการที่มีมนุษย์เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ มนุษย์ต่างนั้นมีความแตกต่างจากมนุษย์ปกติบนโลกที่เราพบเจอกันทั่วไปตรงที่คนพวกนี้ฉลาดมาก

จึงข้อสันนิฐานว่าในอดีตมนุษย์และมนุษย์ต่างดาวอาศัยอยู่กัน มีความสัมพันธ์กัน ทำให้ลูกหลานที่เกิดมาได้รับสปีชีส์ทั้งของมนุษย์ทั่วไปและมนุษย์ต่างดาว กลายเป็นว่าโลกเรานั้นมีทั้งมนุษย์อาศัยและมนุษย์ต่างดาวที่ข้ามสายพันธ์อาศัยอยู่ ลักษณะจึงมีความคล้ายกัน

แต่แล้วมนุษย์ต่างดาวที่มาจากนอกโลกล่ะ มีจริงหรือไม่ มนุษย์ต่างดาวที่อยู่นอกไม่สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆได้เลยว่ามีอยู่จริงไหม แต่ก็มีข้อสงสัยเกิดขึ้นเช่นเดียวกัน โลกเรานั้นมีสิ่งชีวิตหลากหลายสายพันธุ์ไม่ใช่แต่มนุษย์ ยังมีสัตว์หลากหลายประเภท และยังมีเชื้อราแบคทีเรียต่างๆที่ถึงแม้จะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่สิ่งเหล่านี้ก็คือสิ่งชีวิตเหมือนกันเพียงแต่มีขนาดที่เล็กมาก

เช่นเดียวกับดาวดวงอื่นๆในเอกภพ เอกภพนี้กว้างใหญ่มาก ขนาดที่ว่ามนุษย์อย่างเราก็ยังไม่สามารถสร้างยานอวกาศที่จะใช้เดินทางไปสำรวจได้อย่างทั่วถึง นั้นแหละ

เราไม่สามารถทราบได้เลย นั้นหมายความหมายว่าในเอกภพของเรานั้นคงมีดาวที่คล้ายโลกอยู่อีกมากมายและมีสิ่งมีชีวิตเช่นกันกับโลก เพราะถ้าหากเป็นเช่นนั้น ไม่ใช่แค่นอกโลกที่ถูกเรียกว่ามนุษย์ต่างดาว แต่เราอาจจะเป็นมนุษย์ต่างสำหรับเขาเช่นเดียวกัน

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์

วิทยาศาสตร์ : วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ

      เราเคยสังเกตไปรอบๆตัวเรากันหรือไม่ว่าในอาณาบริเวณใกล้ๆรอบตัวเรานั้นมีสิ่งใดบ้างที่เป็นสิ่งที่ธรรมชาติได้สร้างสรรค์ขึ้น หรือธรรมชาติต่างๆที่อยู่รอบตัวเรานั้นเป็นอย่างไรมีอะไรบ้าง แต่การที่เราจะไม่ทันสังเกตเรื่องอะไรพวกนี้นั่นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะด้วยลักษณะการดำเนินชีวิตของแต่ละคนนั้นก็ไม่เหมือนกัน

ต่างคนก็ต่างมุ่งหน้าหาเป้าหมายจนอาจจะไม่ทันได้มองไปยังรอบๆตัว แต่วันนี้เราอยากจะมาแนะนำให้ทุกๆคนได้ทำความเข้าใจและรู้จักกับวิทยาศาสตร์ธรรมชาติกัน

       หากจะกล่าวถึงเรื่องของวิทยาศาสตร์ธรรมชาตินั้นหลายๆคนก็คงจะนึกถึงพวกต้นไม้ใบหญ้าเป็นอย่างแน่นอน สำหรับวิทยาศาสตร์ธรรมชาติเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในพื้นฐานเรื่องที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ประยุกต์นั่นเอง

 

โดยเป้าหมายของวิทยาศาสตร์ธรรมชาตินั้น

เกิดขึ้นมาเพื่อที่จะเป็นตัวที่อธิบายในเรื่องของกระบวนการทำงานหรือกลไกในการทำงานของโลกที่เราอาศัยอยู่นี้ด้วยหลักการทางธรรมชาติ โดยนอกจากนี้แล้วการแยกแยะระหว่างปรัชญาและวิทยาศาสตร์ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับธรรมชาติให้มีความแตกต่างกันก็ยังมีการใช้หลักการในเรื่องของวิทยาศาสตร์ธรรมชาตินี้เองในการตั้งเป็นข้อสังเกตในการแยกแยะให้ออก สำหรับวิทยาศาสตร์ธรรมชาติในปัจจุบันนี้ได้มีการนำมาใช้ประโยชน์ต่างๆในเชิงของความหมายที่เกี่ยวกับเรื่องของวิทยาศาสตร์ชีวภาพอีกด้วย โดยที่วิทยาศาสตร์ธรรมชาติที่เรานำมาเสนอในวันนี้นั้นจะประกอบไปด้วย 2 กลุ่มใหญ่ด้วยกันนั่นก็คือ วิทยาศาสตร์กายภาพ และวิทยาศาสตร์ชีวภาพ

สำหรับวิทยาศาสตร์กายภาพนั้น

จะเน้นไปที่การมุ่งศึกษาไปในส่วนของสิ่งต่างๆในธรรมชาติที่ไม่มีชีวิตกล่าวให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นก็คือเรื่องราวของ เคมี ฟิสิกส์ เรื่องของดาราศาสตร์ หรือแม้กระทั่งในส่วนของธรณีวิทยาเองก็เกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน ในส่วนของวิทยาศาสตร์ชีวภาพนั้นจะเน้นไปที่การศึกษาในเรื่องที่เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตเป็นหลัก ซึ่งในส่วนนี้เองก็มีการแบ่งแยกให้ออกมาเป็น 2 กลุ่มเพื่อระบุให้มีความชัดเจนเพื่อใช้ในการศึกษาได้ง่ายขึ้นโดยแยกเป็นกลุ่มของพฤกษศาสตร์ ที่จะทำการศึกษาค้นคว้าข้อมูลที่เกี่ยวกับพืชหรือต้นไม้ทุกๆชนิด ส่วนอีกกลุ่มนั่นก็คือกลุ่มของสัตวศาสตร์

โดยกลุ่มนี้นั้นจะเน้นในการศึกษาค้นคว้าข้อมูลที่เกี่ยวกับสัตว์บนโลกใบนี้ในทุกๆชนิดเลยก็ว่าได้ จากการวิเคราะห์พบว่าสาเหตุหลักๆที่ทำให้วิทยาศาสตร์ในด้านต่างๆสามารถที่จะมีการพัฒนาขึ้นไปในทิศทางที่ดีและรวดเร็วอยู่เสมอได้นั้น

เป็นผลมาจากการที่ทางวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่แล้วนั้นมักจะมีหลักการในการค้นหาข้อมูลความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในแต่ละเหตุการณ์สำคัญต่างๆโดยการมีการตั้งข้อสังเกตที่เป็นไปได้และน่าเชื่อถือมีการใช้เครื่องมือในการร่วมด้วยในการค้นคว้า มีการปรับใช้เทคโนโลยีต่างๆ จึงทำให้มีความแข็งแกร่งขึ้นได้จากความน่าเชื่อถือและสามารถพิสูจน์ได้เสมอจากศาสตร์นี้

        อย่างไรก็ตามสำหรับวิทยาศาสตร์นั้นในการจะเชื่อ หรือเผยแพร่ข้อมูลต่างๆออกมาได้นั้นจะต้องมีการพิสูจน์หาข้อเท็จจริงที่เป็นข้อมูลที่สามารถเชื่อถือได้ จึงทำให้โลกของเราได้มีการพัฒนาไปอย่างยั่งยืน

และก้าวล้ำต่อไปได้ด้วยหลักการต่างๆนี้ของทางวิทยาศาสตร์ ถือได้ว่าวิทยาศาสตร์นั้นมีบทบาทที่สำคัญมากต่อมนุษย์และโลกที่เราอาศัยอยู่

ปัญญาประดิษฐ์ในอนาคต

นับตั้งแต่อดีตจนมาถึงปัจจุบันเราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดบนโลกเรามากมาย ตึก อาคาร บ้าน อาหาร รวมไปถึงการใช้ชีวิตอยู่ เช่นเดียวกับสิ่งที่ก้าวหน้าแบบก้าวกระโดดที่ต้องคอยพัฒนาอยู่ตลอดเวลานั้นก็คือ เทคโนโลยี และ วิทยาศาสตร์

หลักแล้วก่อนที่เทคโนโลยีจะถูกกำเนิดและพัฒนามาได้ถึงขนาดนี้

ก็ต้องอาศัยหลักการทางวิทยาศาสตร์ กับ คณิตศาสตร์เข้ามาช่วยเป็นต้นกำเนิดอยู่ก่อนแล้ว เพราะการที่สร้างสิ่งประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อตอนสนองมนุษย์จะต้องใช้หลักการคำนวณเข้ามาช่วยในเรื่องสถิติ ฐานข้อมูลต่างๆ จนเกิดมาเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ให้ความสะดวกสบายมากมายต่อมนุษย์อย่างเช่น โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ รถยนต์ เป็นต้น

 

มนุษย์เราเองนั้นไม่ได้หยุดการพัฒนาเพียงเท่านี้

เพราะเทคโนโลยีจะเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับมนุษย์เราไปตลอดเวลา เห็นได้ชัดอย่างโทรศัพท์ ที่ในยุคแรกๆจะเป็นโทรศัพท์บ้านที่ต่อตรงตามสาบสัญญาณ แต่ในเวลาต่อมาก็สามารถพกพาได้ ไม่ว่าจะอยู่ไหนก็สามารถสื่อสารกันได้ และมาจนถึงปัจจุบันที่เราพบเห็น เรานั้นสามารถทำแถบทุกอย่างบนโทรศัพท์ได้แล้ว การกดสั่งอาหารผ่านแอพลิเคชั่นโดยไม่ต้องเดินออกจากบ้าน

สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ถูกพัฒนาขึ้นมา

และแน่นอนว่ามันจะต้องพัฒนาไปในหลายๆด้านในอนาคต นั้นแหละ เพราะในอนาคตเราจะต้องมีสิ่งประดิษฐ์เกิดขึ้นอีกมากมาย รวมไปถึงหุ่นยนต์ คุณอาจจะต้องสงสัยว่าทำไมต้องมีมัน หากมองในมุมของานทำงาน เทียบแรงระหว่างมนุษย์กับหุ่นยนต์ ร่างการมนุษย์นั้นต้องการพักผ่อนเพื่อให้มีแรงในการทำงาน ซึ่งแตกต่างจากหุ่นที่ความแม่นยำและเสถียรกว่า หุ่นยนต์ก็ต้องการพักเช่นกันกับมนุษย์

แต่การทำงานหุ่นยนต์จะสามารถทำงานได้ตลอดและสั่งการโดยระบบได้ หรือที่เขาเรียกว่า ปัญญาประดิษฐ์ ที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยระบบการทำงาน Ai นอกจากจะนำมาใช้ในการทำงานแล้ว ยังประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์อีกเช่นเดียว ซึ่งในอนาคตในมีการคิดไว้แล้วเราอยากจะสบาย ทำงานมาเหนื่อยๆก็คงไม่อยากทำอะไร

แต่ถ้าหากเรามีหุ่นยนต์ไว้ในบ้าน และตั้งค่าป้อนชุดคำสั่งลงไปว่าจะให้หุ่นยนตร์ทำอะไรบ้าง นั้นจะทำให้คุณชื่นชอบหุ่นยนต์เป็นอย่างมาก ทางผู้พัฒนาปัญญาประดิษฐ์ได้ทำการคิดและวางแผนไว้ล่วงหน้าเรียบร้อยแล้วว่า ต่อมนุษย์จะมีความต้องการหุ่นยนต์มากขึ้น

เพื่อที่จะได้เวลามากขึ้น หากพูดในแง่ของการทำงานที่ต้องมีแรงงาน

โดยเปลี่ยนการจ้างมนุษย์มาใช้หุ่นยนต์ในการทำงาน จะทำให้ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายให้แรงงาน แต่ก็ใช้ว่าไม่มีข้อเสียในสายงานบางอาชีพก็ไม่สามารถนำปัญญาประดิษฐ์เข้าไปแทนที่ได้ เพราะในสายงานบางอาชีพนั้นยังคงต้องใช้ความคิด ความรู้สึก และการแก้ไขเฉพาะหน้าอยู่ ฉะนั้นแล้วคุณต้องตามเทคโนโลยีให้ทันก่อนที่ปัญญาประดิษฐ์จะก้าวล้ำคุณ

ทำความรู้จัก อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

มาทำความรู้จัก อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ กันดีกว่า

ไม่มีใครในที่นี้คงไม่รู้จักนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังคนนี้เป็นแน่ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันเชื้อสายยิว ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ทางด้านฟิสิกส์และนักฟิสิกส์ทฤษฎี ที่ได้เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง และได้รับคำยกย่องว่าเป็น นักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่20 อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์นั้นได้เป็นผู้นำเสนอทฤษฎีสัมพัทธภาพ

และยังมีส่วนร่วมในการช่วยพัฒนากลศาสตร์ควอนตัม กลศาสตร์สถิติ รวมถึงจักรวาลวิทยา เมื่อปีพ.ศ.2464 อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ได้รับรางวัลโนเบลในสาขาฟิสิกส์ ซึ่งนั้นเป็นเพราะการอธิบายถึงปรากฎการณ์โฟโตอิเล็กทริก และ การทำประโยชน์แก่ฟิสิกส์ทฤษฎี

 

หลังจากที่ไอน์สไตน์ได้ทำการคิดค้นแล้วพบกับทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปได้

เขาได้กลายมาเป็นผู้ที่มีชื่อเสียง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาเลยในยุคสมัยนั้นสำหรับแวดวงของนักวิทยาศาสตร์ ในเวลาต่อมาไปนานชื่อของเขาได้แพร่กระจายไปทั่วจนมากขึ้นยิ่งกว่านักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆในประวัติศาสตร์ เขาได้ถูกพูดถึงเป็นอย่างมากและได้กลายเป็นแบบอย่างของบุคคลที่มีความฉลาดอัจฉริยะ ความนิยมของเขานั้นได้ทำให้เขามีการใช้ชื่อในการโฆษณา

รวมถึงการได้จดทะเบียนชื่อ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ให้เป็นเครื่องหมายการค้าอีกด้วย ซึ่งตัวของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์นั้นได้พึงระลึกถึงผลกระทบทางสังคมอยู่เสมอ ที่มีผลมาจากการที่เขาได้ค้นพบแล้วเข้าใจในวิทยาศาสตร์อย่างถ่องแท้และลึกซึ้ง ในฐานที่เขาได้รับการยกย่องเป็นปูชนียบุคคลแห่งความบรรลุทางปัญญา

เข้ายังได้รับการยกย่องอีกที่ว่าได้เป็นนักฟิกส์ทฤษฎีที่ทรงมีอิทธิพลต่อวิทยาศาสตร์ที่สุดในปัจจุบัน ทุกผลงานการสร้างสรรค์ของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ยังคงเป็นที่น่าเคารพนับถือ ทั้งในความเชื่อ ความสง่า ความงาม และความรู้แจ้งเห็นจริงในเรื่องของจักรวาล นั้นหมายถึงว่า เขาได้เป็นที่ยอมรับและได้เป็นแรงบันดาลใจในวิทยาศาสตร์ให้แก่นักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ ความอัจฉริยะ ความฉลาดของเขาในเชิงโครงสร้างนั้นได้แสดงให้เห็นถึงองค์ประกอบของจักรวาล

โดยผลงานเหล่านี้ได้ถูกนำเสนอผ่านผลงานและหลักการทางปรัชญาของเขาเอง ในทุกวันนี้ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ จึงยังคงเป็นบุคคลสำคัญที่เรานั้นรู้จักกันดีในฐานะนักวิทยาศาสตร์ที่โด่งดังที่สุดคนหนึ่ง ทั้งในวงการวิทยาศาสตร์และนอกวงการ ทั้งหมดนี้ความเป็นมาของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ หลังจากนี้เราจะมาพูดถึงผลงานสำคัญของเขาที่สร้างขึ้นมาบ้างว่ามีอะไร ดังนี้

  • ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ
  • ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป
  • วางรากฐานของจักรวาลเชิงสัมพัทธ์และค่าคงที่จักรวาล
  • ขยายแนวความคิดยุคหลังนิวตัน
  • ทำนายการหักเหของแสงจากแรงโน้มถ่วงและเลนส์แรงโน้มถ่วง
  • อธิบายปรากฏการณ์ของแรงยกตัว
  • ทฤษฎีการแกว่งตัว
  • ทฤษฎีโฟตอน
  • ทฤษฎีควอนตัม
  • พลังงานที่จุดศูนย์
  • อธิบายรูปแบบย่อยของสัมการของชเรอดิงเงอร์
  • EPR paradox
  • ริเริ่มโครงการ ทฤษฎีแรงเอกภพ

นอกนี้ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ยังได้ตีพิมพ์ผลงานทางวิทยาศาสตร์ของเขาออกมามากกว่า 300 ผลงาน และงานอื่นๆอีกที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับทางวิทยาศาสตร์อีกมากกว่า 150 ผลงาน สมแล้วที่เขาได้รับการยกย่องว่าได้เป็น บุรุษแห่งสตวรรษ