น้ำในโลก

 

 

ถ้าเราจะพูดถึงเรื่ององค์ประกอบของสิ่งต่างๆ แน่นอนว่ามันจะต้องมีรายละเอียดที่ซับซ้อนเป็นอย่างมาก ระบบสุริยะของเราเป็นอีกระบบหนึ่งที่มีองค์ประกอบที่ซับซ้อน และมีสิ่งต่างๆ ที่ยังเป็นความลับที่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถค้นหาเจออีกมากมาย  ถ้าเราจะพูดถึงองค์ประกอบของมันคงจะเป็นเรื่องที่ยากจะเข้าใจนิดหน่อย แต่ถ้าได้ศึกษาลึกเข้าไปจริงๆ แน่นอนว่ามันจะต้องทำให้คุณทึ่งเป็นอย่างแน่แท้

โลกของเรานั้นมีองค์ประกอบต่างๆ ที่สำคัญมากมาย แน่นอนว่าหนึ่งในองค์ประกอบที่สำคัญของโลกที่เรารู้จักกันดีเลยก็คือ น้ำ  น้ำในธรรมชาติหรือน้ำในโลกของเราจริง ๆ แล้วดูเหมือนว่าเยอะ แต่ว่าน้ำที่สามารถใช้ประโยชน์ได้จริงๆ นั้นมีอยู่น้อยมาก

  สำหรับน้ำจืดที่เราใช้อยู่ทั้งหมดนั้นมีแค่ 3% ในส่วน 97% ของทั้งหมดจะเป็นน้ำเค็ม  สำหรับน้ำในธรรมชาติก็จะแบ่งออกเป็นสองประเภทหลักๆ คือน้ำผิวดิน และน้ำใต้ดิน น้ำผิวดิน  คือน้ำที่เราสามารถมองเห็นได้ก็จะแบ่งออกเป็นห้วย หนอง คลอง บึง ทะเล มหาสมุทรต่าง ๆ  ส่วนน้ำในดินจะแบ่งอออกเป็นสององค์ประกอบหลักคือ น้ำในดิน และน้ำบาดาล

สำหรับน้ำผิวดินเป็นอะไรที่ง่ายเอามาก ๆ โดยที่ไม่ต้องพูดถึง   แต่น้ำในดิน และน้ำบาดาล เราจะต้องรู้ความแตกต่างของมันน้ำในดินคือเวลามีฝนตกแล้วซึมลงไปในดิน เหมือนกันที่เราขุดสระลงไปที่ความลึกประมาณหนึ่ง  ก็จะมีน้ำขึ้นมาส่วนน้ำบาดาลที่ว่านี้มันจะอยู่ใต้ชั้นหิน คือข้างบนจะเป็นดินใต้ดินเหล่านั้นลงไปก็จะเป็นชั้นหินที่มีรูพรุน 

ซึ่งตัวน้ำบาดาลก็จะเก็บอยู่ในบริเวณนี้ซึ่งกว่าที่น้ำบาดาลนี้ จะผ่านชั้นหินที่มีรูพรุนไปได้มันก็เหมือนผ่านการกรองไปแล้วชั้นหนึ่ง ดังนั้น น้ำบาดาลเขาจึงถือว่าเป็นน้ำสะอาดระดับหนึ่ง จึงมีการขุดเพื่อที่จะสูบเอาน้ำบาดาลขึ้นไปใช้

สำหรับระดับน้ำบาดาล จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเหมือนกับระดับน้ำในดิน ซึ่งถ้าเรามีการสูบน้ำบาดาลไปใช้อย่างต่อเนื่อง  แสดงว่าในบริเวณที่มีน้ำบาดาลอยู่แล้วเราสูบมาใช้จนหมด บริเวณที่เคยมีน้ำบาดาลอยู่ก็จะกลายเป็นพื้นที่ว่าง แล้วผลกระทบที่ตามมาก็คงจะหนีไม่พ้นผืนดินทรุด ดังนั้นเมื่อมันจะเกิดผลกระทบที่ว่านี้ตามมา  

  ในบริเวณกรุงเทพฯ จึงมีการห้ามไม่ให้ขุดน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ แต่ในพื้นที่ที่ทำการเกษตรก็คงจะห้ามไม่ได้เนื่องจากว่าน้ำนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้พืชผักต่าง ๆ เจริญเติบโตได้ดี และได้ผลผลิตตามที่เราต้องการนั่นเอง

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย.    ufabetcn

ดาวบีเทลจุสมืดลง

อย่างที่เราทราบกันดีว่า ในระบบสุริยะของเรานี้ มีดาวดวงต่างๆ อาศัยอยู่มากมาย ซึ่งมีทั้งดาวเคราะห์ ดาวเคราะห์น้อย ที่เป็นดาวที่ไม่มีแสงสว่างในตัวเอง

ซึ่งดาวเหล่านี้จะต้องอาศัยแสงสว่างดาวดาวฤกษ์ ดาวฤกษ์ในระบบสุริยะของเราก็คือดาวอาทิตย์นั้นเอง และแน่นอนโลกของเราก็ได้แสงสว่างจากดวงอาศัยนำมาใช้ประโยชน์ต่างๆ มาก

หลายๆ คนจะรู้ดีว่าดาวฤกษ์ที่เรามักจะได้ยินกัน คือมันจะมีแสงสว่างในตัวเอง และส่งแสงส่องสว่างไปให้กับดาวบริวารของมัน ในระบบสุริยะดวงอาทิตย์ คือศูนย์กลางที่ค่อยส่งแสงสว่างมายังโลก นั้นก็แสดงว่าดาวอาทิตย์ของเราได้ชื่อว่าเป็นดาวฤกษ์

แต่เมื่อไม่นานมานี้นักดาราศาสตร์ได้สังเกตความผิดปกติของดาว   ดวงหนึ่ง ดาวดวงนั้นมีชื่อว่าดาว “บีเทลจุส” ซึ่งดาวที่ว่านี้เป็นดาวฤกษ์ที่มีแสงสีส้ม และเรายังสามารถมองเห็นมันได้ด้วยตาเปล่าอีกด้วย แต่นั้นก็ทำให้เรามองเห็นเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ เท่านั้น

อย่างที่เรารู้กันดีว่าดาวฤกษ์ที่มีแสงสว่างในตัวเอง มันย่อมมีอายุขัย และดาวฤกษ์แต่ละดาวนั้นก็มีอายุขัยที่แตกต่างกันไป หลังจากมันถึงอายุขัยก็ก็จะระเบิดแล้วก็กลายเป็นดาวแคระขาวในที่สุด และที่ว่าเราสังเกตเห็นความผิดปกติของดาวบีเทลจุสที่ว่านี้ก็คือ มันมีแสงที่เริ่มหรี่ลงอย่างเห็นได้ชัด

ซึ่งตอนแรกมันเป็นดาวฤกษ์ที่มีความสว่างมากจนอยู่ในลำดับที่10 ของดาวฤกษ์ที่มีความสว่างที่สุด  แต่ในปัจจุบันนี้มันได้ตกอันดับมาอยู่ในลำดับที่ 23 ในปลายปี 2019    ถึงต้นปี  2020 นี้นับว่าดาวบีเทลจุสมีความสว่างน้อยที่สุด นั้นก็หมายความว่ามีบางอย่างที่ไม่ปกติเกิดขึ้นกับมันแน่นอน

และนักดาราศาสตร์ได้มีการคาดการว่าดาวบีเทลจุส ที่ว่านี้มันกำลังที่จะสิ้นสุดอายุขัยของมัน     เร็วกว่าที่ได้มีการทำนายเอาไว้นับแสนปี  หลังจากที่บีเทลจุสได้มีการถือกำเนิดขึ้นเมื่อ 8 ล้านปีก่อน และสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อมันถึงแกอายุขัยแล้วนั้น 

ก็คือการระเบิดครั้งใหญ่ที่มีชื่อว่าซูเปอร์โนวา  แล้วก็จะได้กลายเป็นดาวดวงใหม่เกิดขึ้นมาอีกครั้ง แต่การเกิดดาวดวงใหม่ที่ว่านี้ก็ไม่ใช่ว่าเมื่อบีเทลจุส ระเบิดแล้วผ่านไปหนึ่งวันก็จะเกิดเป็นดาวดวงใหม่ได้เลย แต่กว่าที่จะเกิดเป็นดาวดวงใหม่ได้นั้นก็ต้องใช้เวลาที่ยาวนานเป็นอย่างมาก ซึ่งเราคงจะไม่มีโอกาสได้เห็นดาวดวงใหม่ ที่กำลังจะเกิดในอนาคตเหล่านี้อย่างแน่นอน

 

สนับสนุนโดย.    gclubเครดิตฟรี

 

ดาวคัลลิสโต มีความเป็นมาอย่างไร

หลายๆ คนคงจะทราบกันดีว่าอวกาศนั้นกว้างใหญ่มากแค่ไหน  ถ้านำโลกขอเรามาเปรียบเทียบแล้วบอกได้เลยว่าโลกของเราเปรียบเหมือนกับมดตัวน้อยๆ  น่ารักๆ ตัวหนึ่งเท่านั้น อย่างที่เรานั่นรู้ๆ กันดีว่าโลกหรือแม้แต่ดาวงอาทิตย์

เป็นเพียงดาวฤกษ์และดาวเคราะห์ดวงหนึ่งที่อยู่ในระบบสุริยะ และแน่นอนว่าระบบสุริยะก็เป็นเพียงระบบหนึ่งในกาแลกซี่ที่มีชื่อว่า กาแลกซี่ทางช้างเผือกเช่นเดียวกัน ซึ่งถ้าเมื่อรู้แบบนี้แล้วถ้าคิดว่าโลกของเราเล็กแล้วแล้ว แต่เราที่อาศัยอยู่บนโลกนั่นตัวเล็กกว่าหลายเท่า

อย่างที่เรารู้ๆ กันว่าโลกและดาวเคราะห์ดวงต่างๆ ภายในระบบสุริยะของเรานั้นเป็นดาวบริวารของดวงอาทิตย์ ซึ่งแน่นอนว่าโลกของเรา   ก็มีดาวบริวารเช่นเดียวกันนั่นก็คือดวงจันทร์ที่มีจะเป็นสิ่งที่สวยงาม    เมื่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้าในยามค่ำคืน  แต่ถึงแม้วารโลกของเราจะดาวบริวารแต่ก็ใช้ว่าดาวเคราะห์ทุกดวงจะ   มีดาวบริวารเหมือนกับโลก แต่ดวงนั้นก็มีมากกว่าโลกของเราเสียอีก

เมื่อพูดถึงเรื่องดาวบริวาร ที่มีชื่อว่า     “คัลลิสโต” ดาวคัลลิสโตหรือก็คือดาวบริวารของดาวพฤหัสบดีนั้นเอง  ซึ่งดาวบริวารดวงนี้ถูกค้นพบครั้งแรกด้วยกาลิเลโอ โดยที่เมื่อวันที่ 7 มกราคม ค.ศ. 1610   ดาวบริวารดวงนี้นั้นประกอบไปด้วยหินและน้ำแข็งเป็นส่วนใหญ่ 

จึงทำให้คัลลิสโตเป็นเป็นเพียงมวลหนึ่งในสามของดาวพฤหัสบดีเท่านั้น ถึงแม้ว่าขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของมันจะมีความใกล้เคียงดาวพุธมากถึง 99.9% ก็ตาม โดยที่เส้นผ่านศูนย์กลางของมัน ก็คือ 4,800 กิโลเมตร และนี้เป็นเพียงหนึ่งในดาวบริวารของดาวพฤหัสบดีเท่านั้น เพราะดาวเคราะห์ดวงนี้มีดาวบริวารต่างๆ มากมาย และแต่ละดวงก็มีลักษณะ

หรือสภาพบรรยากาศที่แตกต่างกันอีกด้วย ดาวพฤหัสบดีดวงนี้มีสิ่งที่น่าสนใจต่างๆ อีกมากมาย ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ได้มีเพียงแค่มีดาวบริวารมากเท่านั้น แต่ยังมีอะไรหลายๆ อย่างที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์และนักดาราศาสตร์ต่างๆ ก็ได้ออกค้นหาความลับที่ซ้อนอยู่ภายในของมัน

สิ่งที่เราเข้าใจในตอนแรกๆ นั้นแน่นอนว่าคุณคงจะเป็นคนหนึ่ง ที่ไม่ค่อยได้สนใจหรือใส่ใจอะไรมากมายเกี่ยวกับอวกาศมากเม่าไหร่ จนทำให้มีการเข้าใจผิดเกี่ยวกับดาวบริวารที่จะว่ามีเพียงแค่โลกของเราเท่านั้นที่มีดาวบริวารคือดวงจันทร์

แต่นั้นเป็นความคิด ที่ผิดเอามากๆ เพราะดาวเคราะห์ดวงอีกก็มีดาวบริวารและอาจจะมีมากกว่าโลกของเรา อย่างดาวพฤหัสบดีก็ยังมีดาวที่มีบริวารมากกว่าโลกของเราเลย

 

สนับสนุนโดย.   ทางเข้าufabet168

หากโลกหมุนกลับทิศ จากที่เคยเป็น

ปกติเราทราบดีกันว่า การหมุนของโลก จะหมุนในทิศทวนเข็มนาฬิกา โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ใช้เวลานาน 1 ปี  และในช่วงเวลาเดียวกันก็หมุนรอบตัวเอง โดยหมุนจากขั้วโลกเหนือสู่ ขั้วโลกใต้ ใช้เวลา 24 ชั่วโมง  หรือมีความเร็วประมาณ 1,670 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

วิทยาศาสตร์เชื่อว่าการหมุนของโลก จะส่งผลต่อสภาพภูมิอากาศของโลกอย่างมาก เนื่องจากแรงผลักและแรงดึงดูดที่เกิดจากการหมุนรอบตัวเอง และที่สำคัญส่งผลโดยตรงต่อรูปแบบการเคลื่อนไหวของกระแสน้ำในมหาสมุทร

จากการจำลองรูปแบบการหมุนรอบตัวเองกลับทิศของโลก  นักวิทยาศาสตร์มีการค้นพบ ข้อสนับสนุนที่ว่า พื้นที่ทวีปอเมริกาเหนือบางส่วน ในพื้นที่บางส่วนของสหรัฐอเมริกา  จนถึงตอนใต้ของประเทศบราซิล และอาร์เจนตินา กับตอนเหนือของจีน จะกลายเป็นทะเลทราย แต่กลับกันพื้นที่บางส่วนของทะเลทราย จะมีความชุ่มชื่น มีต้นไม้เขียวชะอุ่ม

และแอฟริกาตอนกลางจะกลายเป็นป่าชุมชื้น ไปจนครอบคลุมพื้นที่ตะวันออกกลางทั้งหมด  ในส่วนของยุโรปตะวันตก พบว่า จะเป็นน้ำแข็งเกือบตลอดทั้งปี และที่สำคัญอีกประการหนึ่ง นักวิทยาศาสตร์รายงานว่า จะพบ เชื้อแบคทีเรีย

ซึ่งเป็นกลุ่มที่สร้างออกซิเจนผ่านกระบวนสังเคราะห์แสงเพิ่มขึ้นอย่างไม่เคยพบเจอมาก่อน และจากที่เรามีความรู้เบื้องต้นว่า กระแสน้ำอุ่นในมหาสมุทรแอตแลนติก เป็นตัวกำหนดภูมิอากาศของโลกจะหายไป

ทุกวันนี้โลกหมุนจากทิศตะวันตกไปหาทิศตะวันออก  จึงส่งผลให้ ประเทศทางด้านตะวันตกของไทยมีเวลาตามมาตรฐาน (UTC) ช้ากว่าไทย ในขณะเดียวกันประเทศทางตะวันออกของไทยก็มีเวลาตามมาตรฐานเร็วกว่าไทย   ซึ่งถ้าหากโลกหมุนในทิศตรงข้ามจากที่เคยเป็น  ซึ่งทั้งหมดนี้มันก็เปลี่ยนการเทียบเวลามาตรฐานกับประเทศอื่นกันใหม่ทั้งหมด

 ทีนี้ถ้าหากจะถามว่าถ้าโลกหมุนกลับทิศในทันที เหมือนกับในภาพยนต์ซุปเปอร์แมนภาคแรก ที่นำมาสร้างใหม่ก็หลายรอบ ที่สร้างเมื่อ 30 ปีก่อน ในภาพยนต์ พบว่าตัวละครซุปเปอร์แมนหมุนโลกกลับทิศทาง  เพื่อย้อนเวลากลับไปช่วยนางเอกจากความตาย ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว  เราย้อนเวลาด้วยวิธีนี้ไม่ได้แน่นอน

  และถ้าหากตัวละครที่สร้างเป็นภาพยนต์ซุปเปอร์แมนทำแบบนี้จริง   มันก็จะกลายเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์สิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนโลกนั่นเอง  เพราะปรากฏการณ์นี้น้ำทะเลในมหาสมุทรต่าง ๆ จะไหลขึ้นบนแผ่นดินด้วยแรงเฉื่อย 

ซึ่งหากเรามาลองนึกว่า  เรากำลังวิ่งโดยถือแก้วน้ำเต็มปรี่อยู่แล้ว แล้วหลังจากนั่น เราหยุดทันที  ก็จะพบว่าน้ำจะหกออกจากแก้ว  ซึ่งก็ทำนองเดียวกันน้ำในมหาสมุทรต่าง ๆ จะทะลักเข้าชายฝั่ง ด้วยมวลน้ำมหาศาลตลอดชายฝั่งของมหาสมุทร และมันก็จะรุนแรงยิ่งกว่าคลื่นน้ำจาก เหตุการณ์สึนามิจากแผ่นดินไหวที่เราได้เคยพบเห็นเสียอีก 

 

สนับสนุนโดย   www.ufabet.com ช่องทางเข้าเว็ปพนัน

โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia)

หลายๆ คนคงจะรู้จักโรคที่ติดต่อกันทางพันธุกรรมเป็นอย่างดี แต่หลายๆ คนอาจจะแค่เคยได้ยินแต่ไม่รู้ว่ามันคืออะไรกันแน่ โรคที่ติดต่อทางพันธุกรรมนั้นเป็นโรคที่ติดต่อผ่านพ่อและแม่มาสู่ลูก ทำให้เด็กที่เกิดมาป่วยเป็นโรคต่างๆ ที่แตกต่างกันไป

โรคที่ติดต่อกันทางพันธุกรรมที่คนส่วนใหญ่ที่ได้เห็นกันเป็นส่วนมากและคุ้นเคยเป็นอย่างดีคงหนีไม้พ้น  กลุ่มอาการดาวซินโดรม สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้จะมีความผดปกติมาตั้งแต่เกิดซึ่งสาเหตุของมันก็เกิดจากการที่โคโมโซมคู่ที่ 21 เกินมาหนึ่งแท่งนั้นเอง 

โรคที่สามารถติดต่อกันได้ผ่านทางพันธุกรรมนั้นมีอยู่มากมาย โดยที่ไม่ได้มีแต่ผู้ป่วย กลุ่มอาการดาวซินโดรมเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีโรคที่เกิดจากโคโมโซมมีความผิดปกติอีกมากมายโดยที่คุณยังไม่รู้    โรคที่เกิดจากความผิดปกติทางโคโมโซมนั้น

  ก็ถือว่าเป็นโรคที่ติดต่อทางพันธุกรรมเช่นเดียวกัน โรคติดต่ออีกอย่างหนึ่งที่ทุกคนรู้จักกันดีคงจะหนีไม่พ้นโรคที่การจากการมีเพศสัมพันธ์กับคนแปลกหน้า โดยที่ไม่มีการป้องกัน แบบนี้ก็เรียกว่าโรคติดต่อเช่นเดียวกัน

สำหรับในวันนี้เราจะมาพูดถึงโรคที่ติดต่อทางพันธุกรรมที่เกี่ยวกับเลือดที่มีชื่อว่า โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia) หรือโรคเลือดจางนั้นเอง โรคธาลัสซีเมียนี้เป็นโรคเลือดจางชนิดรุนแรงที่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากยีนด้อย ที่พบมากที่สุดในประเทศของเรา

ในประชากรไทยของเราจะพบลักษณะของผู้มีพันธุกรรมแฟงหรือในสมัยก่อนเราอาจจะเรียกว่าผู้ที่เป็นพาหะธาลัสซีเมีย ประมาณ 30-40% สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ว่าแผนการตั้งครรภ์ที่จะมีบุตร ก็จะมีการตรวจคัดกรองธาลัสซีเมียก่อน อย่างที่เราได้กล่าวไว้ตอนแรกว่าโรคธาลัสซีเมียนี้เป็นโรคเลือดจางชนิดรุนแรง

เป็นโรคทางพันธุกรรมที่มีความผิดปกติในการสร้างฮีโมโกลบิน  ซึ่งเป็นสารสีในเม็ดเลือดแดงทำให้ทำให้เม็ดเลือดแดงมีความผิดปกติ ดังนั้นก็อาจะทำให้เกิดภาวะซีดอย่างรุนแรงได้ และถ้าหากว่ามีการตรวจพบว่าในพ่อแม่คนใดคนหนึ่งมียีนแฟงของพาหะอยู่ โอกาสที่ลูกจะเป็นโรคธาลัสซีเมียนั้นก็อยู่ที่ 50%

อย่างไรก็ตามถ้าคุณต้องการที่จะมีลูกจริงๆ ก็ควรจะปรึกษาแพทย์และทำการตรวจโรคที่คุณอาจจะสามารถติดต่อกันทางพันธุกรรม และจะไดมีวิธีการดูแลร่างกายเพื่อให้ลูกที่กำลังจะเกิดมาของคุณให้เขามีสุขภาพร่างกายแข็งแรงโดยที่ไม่มีโรคทางพันธุกรรมใดๆ ที่ติดมากับเขาด้วย เพราะยังไงกันไว้ก็ดีกว่าแก้แน่นอน

 

สนับสนุนโดย   gclub ฟรีสปิน

การตรวจจับคนแปลกหน้า

เมื่อเห็นชื่อเรื่องแล้วหลายๆ คนอาจจะแปลกใจว่าการตรวจจับคนแปลกหน้านี้จะต้องเป็นอะไร       ที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีอย่างแน่นอน แต่คุณอย่างพึ่งตัดสินอะไรเพียงแค่ภายนอกเท่านั้น เพราะทันอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคิดก็ได้ใครจะไปรู้ ใช่แล้ว

ละวันนี้เราไม่ได้จะมาพูดเกี่ยวกับเทคโนโลยีอะไรทั้งนั้น เพราะสิ่งที่เรากำลังจะพูดถึงนี้ มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสามารถของสิ่งๆ หนึ่ง ซึ่งเชื่อได้เลยว่าทุกคนอรู้จักสิ่งนี้กันเป็นอย่างดี เพราะเราสามารถที่จะพบเห้นมันได้ทั่วๆ ไป

ในตอนนี้หลายคนก็คงจะอยากรู้กันแล้วว่าสิ่งที่เรากำลังจะพูดถึงกันนี้มันคืออะไรกันแน่ และสิ่งนั้นก็คือพืชนั้นเอง หลายคนอาจจะไม่รู้ว่าพืชนั้นมีความสามารถที่ซ้อนเอาไว้มากมายโดยที่เราไม่รู้เลย ทั้งๆ      ที่มันก็เป็นสิ่งที่เราคุ้นเคยเป็นอย่างดี มีพืชชนิดที่แปลกและไม่เหมือนใครเป็นอย่างมาก เพราะพวกมัน        

มีความสามารถในการเจริญเติบโตได้ดีในหาดทราย แต่นั้นยังไม่ใช่ความสามารถทั้งหมดที่มีของมัน เพราะเจ้าพืชชนิดนี้ยังมีควมสามารถที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นอีก ถ้าหจ้าพืชที่ว่านี้รู้สึกว่าพืชใกล้เคียงกับมันไม่ได้  

      มีความเกี่ยวข้องอะไรกัน มันจะทำการงอกรากที่สามารถดูดซับสารอาหารในดินอย่างรุนแรงออกมา เพื่อที่จะแย้งสารอาหารต่างๆ ภายในดิน และทำให้เจ้าพืชแปลกหน้าต้นนั้นตายไปในที่สุด แต่ถ้าหากว่าพืช   ที่อยู่ใกล้เคียงกับมัน เป็นพืชในตระกูลเดียวกัน

อย่างเช่นพวกผักกาดต่างๆ เจ้าพืชชนิดนี้ก็จะทำการยกเว้นการปล่อยรากดูดซับสารอาหารที่รุนแรงนี้ออกไป เชื่อได้เลยความสามารถของพืชชนิดนี้เป็นความรู้ที่ใหม่เอามากๆ เพราะน้อยคนนักที่จะรู้ว่าพืชสามารถที่จะทำสิ่งเหล่านี้ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นเอามากๆ เลยทีเดียว แน่นอนว่าสิ่งนี้ไม่ใช่ความสามารถเพียงอย่างเดียวที่พืชสามารถทำได้

เพราะมันยังมีอะไรที่มากกว่านั้น สำหรับพืชแล้วมันไม่ใช่เพียงแค่สิ่งที่เรานำมาประกอบอาหาร หรืนำมาเป็นของตกแต่งเท่านั้น แต่มัน   ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ให้เราได้อีกด้วย และเชื่อได้เลยว่าถ้าหากใครที่กำลังสนใจในการศึกษาเกี่ยวกับความสามารถของพืชนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีเอามากๆ และมันยังน่าสนใจไม่ได้น้อยไปกว่าการศึกษาสิ่งที่อยู่นอกโลกเลยด้วยซ้ำ 

สุดท้ายนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ป่าที่เต็มไปด้วยพืชชนิดต่างๆ นั้นถือว่าเป็นปอดที่ใหญ่ที่สุดของเราเลยก็ว่าได้ ดังนั้นเราควรที่จะช่วยกันคอยดูแลปกป้องป่า ไม่ให้มีผู้บุกรุกไปทำลายปอดของเราได้ เพราะถ้าหากไม่มีป่าไม่อยากจะคิดเลยว่ามนุษย์และสัตว์จะเป็นอย่างไร

 

สนับสนุนโดย   ufabet เว็บแม่

ป่าที่เกิดจากต้นไม้ต้นเดียว

โลกของเรานั้นถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อนานมากแล้ว  และแน่นอนว่ากว่าที่โลกของเราจะเป็นแบบในปัจจุบันที่เราอาศัยอยู่นั้นมันได้ผ่านอะไรมามากมายกว่าที่เราคิด และได้ผ่านเหตุการณ์ต่างๆ ที่เราไม่รู้มามากมายอีกด้วย

แน่นอนว่าสิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่ขึ้นมานอกจากมนุษย์ และสัตว์แล้ว มันยังมีพืชชนิดต่างๆที่เติบโตไปพร้อมกันกับสิ่งเหล่านี้อีกด้วย สำหรับพืชต่างๆ แล้วมันถือได้ว่าเป็นสิ่งที่สำคัญไม่ได้ต่างไปจาก สารอาหารและน้ำที่ร่างกายของเราที่ต้องการ และขาดไม่ได้เลย

สำหรับป่าแล้วมันถือได้ว่าเป็นสัญญาลักษณ์ ของความอุดมสมบรูณ์อีกอย่างหนึ่งเลยก็ว่าได้ เพราะถ้าที่ใดมีป่าถือว่าเป็นพื้นที่เต็มไปด้วยต้นไม้ และอากาศที่สดชื่น และอีกอย่างผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ๆ ที่เต็มไปด้วยมลพิษ

ไม่มีทางได้สัมผัสอะไรแบบนี้อย่างแน่นอน ธรรมชาติมักจะเต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นเสมอ และเมื่อพูดถึงป่าหลายๆ คนก็คงจะจิตนาการไปถึงพื้นที่ขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยต้นไม้นานาชนิด แต่คุณคงจะไม่เชื่อแน่ๆ ว่าการปลูกต้นไม้เพียงแค่ต้นเดียวจะสามารถทำให้พื้นที่นั้นเกิดเป็นป่าขึ้นมาได้ แต่มันก็ได้เกิดขึ้นมาแล้วจริงๆ บนโลกของเรา

  ต้นมะม่วงหิมพานต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกคุณสามารถพบมันได้ที่เมืองนาตาลในประเทสบราซิล เจ้าต้นมะม่วงหิมพานต์ต้นนี้มันถูกปลูกขึ้นในปี 1888 โดยชาวประมงพื้นบ้าน ซึ่งในปัจจุบันนี้เจ้าต้นมะม่วงหิมพานต์ต้นนี้ มันได้มีการแผ่ขยายกิ่งก้านสาขาออกไปเป็นจำนวนมากโดยครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 7,500 ตารางเมตร หรือ 81,000 ตารางฟุต

และมันยังมีเส้นรอบวงประมาณ 500 เมตร หรือ 1,600 ฟุต ซึ่งเมื่อถ้าให้เปรียบเทียบอาณาบริเวณของมัน ก็คงจะเปรียบได้กับความกว้างในของสรามเทนนิส 75 สนามรวมกัน ซึ่งเจ้าต้นมะม่วงหิมพานตืแห่งเมืองนาตาลนี้ปัจจุบันมันได้ถูกบันถึงสถิติไว้ในกิลเน็ตเวิร์คเรคคอร์ด ว่าเป็นต้นมะม่วงหิมพานต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกของเรา

สิ่งที่ทำให้เจ้าต้นมะม่วงหิมพานต์ใหญ่โตแบบนี้ เกิดจากสองลักษณะทางพันธุกรรมที่ผิดปกติ  ซึ่งคว่ทผิดปกติอย่างแรกเลยก็คือ กิ่งก้านสาขาของมันมีการเติบโตไปด้านข้างแทนที่จะเติบโตขึ้นไปข้างบน และความผิดปกติอย่างที่สองก็คือ มันเป็นเรื่องของเรานอกลู่นอกทาง

ซึ่งกิ่งก้านสาขาที่เติบโตออกไปด้านข้างนี้ มีการยื่นยาวออกไปมากขึ้น และถ้าเมื่อมีการยื่นยาวออกไปมากขึ้นเท่าไหร่ กิ่งก้านสาขานั้นๆ ก็จะได้รับน้ำหนักที่มากขึ้นตามไปด้วย    จนในที่สุดกิ่งก้านสาขาเหล่านั้นก็รับน้ำหนักไม่ไหว 

และต้องเอนต่ำลงจนกระทั้งสัมผัสกับพื้นดิน แต่แทนที่กิ่งก้านสาขาเหล่านั้นจะพักอยู่บนพื้นดินเฉยๆ  พวกมันกลับมีรากงอกออกมา และกิ่งก้านสาขาใหม่หยั่งรากก็จะเริ่มเติบโตขึ้นราวกับว่ามันเป้นต้นไม้ต้นใหม่ ซึ่งในช่วงเวลาเก็บเกี่ยวคาดว่าเจ้าต้นมะม่วงหิมพานต์แห่งเมืองนาตาลนี้ จะมีผลผลิตที่มากกว่า 60,000 เม้ดกันเลยทีเดียว

 

สนับสนุนโดย   ufabet สมัคร

จุดมืดใหญ่บนดาวเนปจูน

ในจักรวารอันกว้างให้แห่งนี้ ประกอบไปด้วยกาแล็กซี่ ระบบต่างๆ มากมาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้เอง          ก็ประกอบได้ด้วยดาวเคราะห์ ดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์แคระ ดาวหาง และวัตถุต่างๆ อีกมากมายเช่นเดียวกัน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือระบบสุริยะ

ที่เป็นที่โลกของเราได้โคจรอยู่ ซึ่งแน่นอนว่าระบบสุริยะไม่ได้มีดาวเคราะห์ดวงเดียวคือโลกของเรา แต่มันก็ยังมีดาวฤกษ์ และดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ ประกอบอยู่ภายในนี้อีกด้วย และแน่นอนอยูแล้วว่าเราไม่ได้มาพูดเรื่องของโลกอย่างแน่นอน สิ่งที่เรากำลังจะพูดถึงนั้นก็คือ

อย่างที่คุณคนรู้กับดีว่า ภัยที่ขึ้นจากธรรมชาตินั้นเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถห้ามไม่ให้มันเกิดขึ้นได้    ซึ่งแน่นอนว่าภัยธรรมชาติต่างๆ เหล่านี้ก็มีอยู่ด้วยกันหลายประเภท แต่ละประเภทก็จะแบ่งความรุ้นแรงที่แตกต่างกันออกไปอีกด้วย

อย่างเช่นสิ่งที่เรากำลังจะพูดถึงต่อไปนี้มันได้เกิดขึ้นที่ดาวเนปจูน ซึ่งสิ่งนั้นก็คือจุดมืดใหญ่บนดาวเนปจูนนั้นเอง มันมีลักษณะที่คล้ายกับจุดแดงใหญ่บนดาวพฤหัสบดี แต่มันจะมีจุดสีคล้ำๆ บนสีน้ำเงินของดาวเนปจูนแทน

อันที่จริงแล้วดาวเนปจูนมีพายุที่ทำให้สีคล้ำแบบนี้เยอะเป็นอย่างมาก แต่ถ้าเป็นอันที่ใหญ่ที่จะก็คงเป็นจุดที่เรากำลังพูดถึงนี้เพียงเท่านั้น จุดมืดใหญ่ที่เกิดขึ้นนี้มีขนาดที่เทียบเท่ากับโลกของเรา แต่มีความเร็วที่อลังการเป็นอย่างมาก เพราะมันมีความเร็วถึง 2,400 กิโลเมตรต่อชั่วโมงกันเลยทีเดียว

ซึ่งมันก็ถทอได้ว่าเป็นสิ่งที่หมุนเร็วที่สุดในระบบสุริยะเลยก็ว่าได้ เพราะแบบนี้มันจึงทำให้พายุดังกล่าว        มีอายุประมาณ 2-3 ปี ก่อนที่มันจะสะลายไปในที่สุด แล้วจึงได้ก่อตัวขึ้นเป็นพายุลูกใหม่ขึ้นมาภายหลัง      แต่เพราะว่าดาวเนปจูนนั้นอยู้ไกลมาก 

จึงทำให้ข้อมูลเท่าที่ยานอวกาศที่ทำการสำรวจดาวเนปจูนส่งมาเท่านั้น และก็ทำให้รู้เพียงว่าพายุหมุนนี้มันมีทิศทาง  ที่หมุนสวนทางกันกับพายุบนโลกของเรา และเมฆที่ก่อให้เกิดพายุนั้นก็ประกอบไปด้วยคริสตัลของมีเทนที่เกิดการแข็งตัว

ซึ่งมันต่างจากเมฆบนโลกของเราที่เป็นคริสตัลของไอน้ำที่แข็งตัว  อย่างไรก้ตามเรื่องนี้ก็ถือได้ว่าเป็นเรื่องราวที่แปลกใหม่สำหรับบุลคลทั่วไปเอามากๆ และแน่นอนว่าเรื่องราวที่เกี่ยวกับดาวเนปจูน ไม่ได้มีเพียงจุดมืดใหญ่เพียงเท่านั้น แต่ว่ามันยัง มีอะไรที่ซ้อนเอาไว้และรอให้เราได้หาคำตอบอยู่อีกมากอย่างแน่นอน

สุดท้ายนี้ ในส่วนของเรื่องราวที่เกี่ยวกับพายุที่เกิดขึ้นบนดวงดาวต่างๆ ในระบบสุริยะแห่งนี้ไม่ได้   มีเพียงดาวเนปจูนเพียงดวงเดียวเท่านั้นที่น่าสนใจ แต่ยังมีของดาวดวงอื่นๆ อีก อย่างเช่นจุดแดงใหญ่ ที่เกิดขึ้นบนดาวพฤหัสบดี เป็นต้น

 

สนับสนุนโดย   gclub ทดลองเล่นฟรี

ความลับทางทหารที่ได้รับการปกป้องมากที่สุด

แน่นอนว่าเมื่อได้ยินว่าเป้นเรื่องเกี่ยวกับฐานทัพทางทหาร มันก็ต้องเป็นเรื่องที่ลับสุดยอด             ไม่สามารถให้บุคคลภายนอกรับรู้ได้  เพราะถ้าคนภานอกรับรู้มากเท่าไหร่นั้นก้แสดงว่าฝ่ายตรงข้ามก็ต้องรู้อย่างแน่นอน

ดังนั้นเรื่องที่เป็นความลับก็จะไม่เป็นความลับอีกต่อไป แต่เมื่อเวลาผ่านไปเรื่องราวทางทหารที่เคยเกิดขึ้นก็จะกลายมาเป็นประวัติศาสตร์ที่ให้เราได้ศึกษากัน แต่มันคงจะใช้ไม่ได้กับสถานที่แห่งนี้เพราะมันยังคงมีความลับซ้อนเอาไว้อยู่มากมาย

ทุกคนก็คงจะอยากรู้แล้วว่าพื้นที่  ที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้มันคือที่ไหนกันแน่ และแน่นอนว่าเรื่องที่เรากำลังจะพูดถึงก็ได้มีนักทฤษฏีสมคบคิดหลายคนได้ออกมาพูดถึงกันเป็นจำนวนมาก และนอกเหนือจากนักทฤษฏีสมคบคิดและผู้คนที่คิดสวนทางกันคุฯก้คงจะรู้ดีว่า พื้นที่ของ Area 51 มันเป็นสถานที่ ทางการทหารที่ลับสุดยอดของสหรัฐอเมริกา

ซึ่งในท้ายที่สุดแล้ว ทฤษฏีสมคบคิดต่างๆ ก้มีอย฿่รอบๆ ฐานทัพลับ ที่จัดว่าเป็นพื้นที่ทางการทหารที่ใหญ่ที่สุดในโลกของเรา  โดยที่การสมคบคิดทั้งหมดที่เกี่ยวกับบริเวณพื้นที่ของ  Area 51 ดูเหมือนกับว่ามันจะแตกแขนงออกไป

จากที่เคยได้มีการถูกเปิดเผยครั้งจากนักฟิสิกส์ที่มีชื่อว่า   Bob Lazar ซึ่งก็ได้มีนักทฤษกีสมคบคิดบางคนเชื่อว่าฐานทัพลับ  Area 51 นั้นมันน่าจะเป้นเพียงสถานที่ทางทหารอีกแห่งหนึ่ง และมันก็อาจจะไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับมนุษยืต่างดาวแต่อย่างไรเลยก็เป็นไปได้

แต่ในความเป็นจริงแล้วมันไม่ได้ใช่แค่นักทฤษฏีสมคบคิดที่พบว่า  Area 51 เป็นสถานที่ ที่น่าสนใจเพราะก็ยัง       มีนักบินอวกาศบางคนที่อยู่บนสถานีอวกาศ Skalab ได้ทำการถ่ายภาพ  Area 51 ดดยที่ไม่ได้ตั้งใจ           

  ซึ่งหลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นทาง CIA ก็ได้สงบันทึกพิเศษให้กับพวกเขา พร้อมทั้งระบุว่า  Area 51 ถือว่าเป็นพิกัดเดียวบนดาวเคราะห์ดวงนี้ที่มีคำแนะนำอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้ใครก็ตามทำเช่นนั้นหรือ       

ถ้ากล่าวอีกความหมายหนึ่งก็คือ รัฐบาลยังคงตระหนักถึง  Area 51 ว่าเป็นสถานที่ ที่เป็นความลับที่ได้รับการปกป้องสูงที่สุดของกองทัพสหรัฐ และถึงแม้ว่าตัวประธานาธิบดีเองก็ยังไม่รู้ข้อมูลเบื้องลึกทั้งหมดเกี่ยวกับฐานทัพลับแห่งนี้

อย่างไรก้ตามไม่ว่าพื้นที่แห่งนี้จะเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวหรือไม่ หรือว่ามันก็เป็นเพียงราก็ไม่สามารถที่จะรู้ไสถานที่ทางการทหารธรรมดา ซึ่งเรื่องนี้เองเราก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ แถมมันยังเป็นพื้นที่ ที่ได้รับการปกป้องเป็นอย่างดี ในการที่จะหาข้อมูลหรือความจริงต่างๆ คงจะเป็นไปได้ยาก หรือก็อาจจะเป็นไปไม่ได้เลยก็ได้

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย   gclub slot เล่นผ่านเว็บ

ไม่มีใครรู้ว่าทำไมถึงเรียกว่า Area 51

มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ หรือในจักรวารอันกว้างใหญ่แห่งนี้ เราไม่รู้ว่าทำไม่มันถึงต้องสิ่งนี้วันแบบนี้ ทำไมไม่เรียกแน่นอนว่าจะต้องมีหลายคนที่สงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ไม่มอกก็น้อย

และในวันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับสถานที่แห่งหนึ่งที่ได้มีการสร้างขึ้นมา และสิ่งนั้นก็คือ  Area 51 ไม่คุณรู้หรือไม่ว่า ไม่มีใครรู้ว่าทำไมมันถึงได้ชื่อว่า  Area 51 ใ นวันนี้เราจะมาหาคำตอยกันว่าทำไม

แน่นอนว่าทุกคนเกิดมาต้องมีชื่อไม่ว่าจะเป็นชื่อจริงหรือชื่อเล่นที่เราจะใช้เรียกกันโดยทั่วไป แม้แต่สิ่งของต่างๆ ยังมีชื่อเรียก ดังนั้นถ้าไม่มีชื่อเรียกเราจะไม่สามารถทราบได้เลยว่าสิ่งนี้มันคืออะไร ต้องเรียกว่ายังไง

แต่ในวันนี้เราจะมาพูดถึงสิ่งที่มีชื่อเรียกเช่นเดียวกัน แต่ไม่มีใครรู้ว่าทำไมมันถึงต้องชื่อนี้ และสิ่งนั้นก็คือ  Area 51 พวกเราส่วนใหญ่แล้วยังไม่ทราบว่าชื่อของฐานทัพดังกล่าวจริงๆ แล้วมันไม่ใช่ Area 51 แม้ว่ารัฐบาลจะใช้ชื่อ  Area 51

ในการอ้างถึงหลายครั้ง ในอดีตที่ผ่านมาอีกทั้ง  Area 51 นั้นยังไม่ใช่ชื่อเดิมของฐานทัพดังกล่าวอีกด้วย เนื่องจากว่าในยุคของสงครามเย็น ฐานทัพที่ว่านี้มันถูกเรียกว่า Homey Aieport หรือ Groom Lake โดยที่ฐานทัพจะถูกอ้างอิงว่า Area 51

สำหรับวัตถุประสงค์ทั้งหมดแม้แต่ในบันทึกอย่างเป็นทางการที่ทันสมัย แน่นอนว่ามันเป็นคำถามที่ว่าทำไมชื่อ Area 51 นั้นแสดงถึงการดำรงอยู่ของ Area 1-50 และถึงแม้ว่ามันจะมีอยู่จริง แต่ก็ไม่มีใครสามารถค้นหาคำตอบได้เรารู้แค่เพียงว่าแผนผังโครงการของรัฐบาลจากยุค 60 ได้เรียกมันว่าเป้น Area 51

ซึ่งในปี 2013 ทาง CIA ก้ได้มีการออกมายืนยันอย่างเป็นทางการถึงการมีอยู่ของมันด้วย แต่ก็ยังมีบางคนบอกว่ามันเป็นเพราะระบบของการตั้งชื่อผิด หรือ โครงข่ายไฟฟ้าโดย คณะกรรมการโครงการปรมณู ได้วางแผนสำหรับภูมิภาคนั้น

ซึ่งบางคนอ้างว่า Area 1-50 มันได้เคยถูกสร้างขึ้นมาโดยในที่สุดก็ถูกทำลายเนื่องจากสิ่งต่างๆ ได้ตกไปอยูในมือของมนุษย์ต่างดาว และเท่าที่เรารู้จักทฤษฏีสมคบคิดต่างๆ คำอธิบายดังกล่าวมันก็อาจจะเป็นจริง แต่เรานั้นก็ยังไม่สามารถที่จะรู้ได้อีกว่า

พื้นที่บริเวณได้มีการถูกโดยมนุษย์ต่างดาวจริงๆ หรือไม่ อย่างไรก็ตามได้มีทฤษฏีสมคบต่างๆ มากมายเกี่ยวกับเรื่องราว ที่เกิดขึ้นนี้ ซึ่งในบางทีเราก็ต้องคัดกรองและวิเคราะห์ก็ว่ามันมีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด  

แต่สุดท้ายนี้ไม่ว่าอย่างไรกตามเรื่องราวที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับ Area 51 ยังมีเรื่องที่เป็นปริศนาและน่าสนใจให้เราได้ศึกษากันอีกมากมายหลายเรื่อง ซึ่งแต่ละเรื่องต้องบอกไว้ก่อนเลยว่า เมื่อคุณไได้รับรู้คุณจะต้องตกใจอย่างแน่นอน

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย   ufabet เว็บหลัก