วันที่โลกดับมนุษย์เราจะเป็นอย่างไร

คุณรู้หรือไม่ว่าโลกใบนี้เกิดขึ้นมาจากอะไร? คุณรู้หรือไม่ว่าโลกใบนี้เกิดขึ้นมาเป็นระยะเวลานานเท่าไหร่แล้ว? เชื่อแหละว่าคุณเคยอาจจะสงสัยสิ่งเหล่านี้ หรืออาจจะตั้งคำถามที่มากกว่านี้เสียด้วยซ้ำที่เกี่ยวกับโลกใบ

คุณอาจจะตั้งคำถามมากมายเกี่ยวกับการกำเนิดโลก แต่คุณเคยคิดบ้างหรือไม่ว่าโลกนั้นอาจจะมีวันหมดอายุเหมือนอาหาร ที่ว่าสักวันหนึ่งมันอาจจะต้องสลายและหายไป หลายๆคนอาจจะไม่นึกถึงหรอกว่าโลกใบนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป

จึงไม่จำเป็นที่จะต้องมาสนใจ เพราะได้มีคนออกมาอธิบายเรื่องเกี่ยวกับวันที่ที่โลกจะดับหรือโลกแตกแล้วว่า เหตุการณ์เหล่านั้นจะเกิดขึ้นในอีก 7,000 พันล้านปีข้างหน้า แน่นอนว่าเราคงจะมีอายุที่จะสามารถอยู่ได้นานแล้วเห็นว่าโลกใบนี้สลายหรอก

แต่ในความเป็นจริงแล้วอายุของโลกที่ได้ถูกคำนวณออกมานั้นเป็นเพียงเวลาที่โลกจะต้องไม่มีปัจจัยอื่นๆที่ส่งผลกระทบหรือความเสียหายเท่านั้น ซึ่งผิดกับสิ่งที่เราเองนั้นต้องเผชิญกันอยู่ ในปัจจุบันมนุษย์เองนั้นได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับธรรมชาติมากขึ้น

ซึ่งการทำลายธรรมชาติก็ไม่ต่างจากการทำลายโลก ยิ่งเราทำลายมากเท่าไหร่อายุของโลกก็ยิ่งลดน้อยลง และปัจจัยในอนาคตที่จะก่อนเกิดโลกดับนั้นคือการที่มนุษย์จะสูญพันธุ์หายจากโลกนี้ไป และด้วยเวลาที่นานมากของวันที่โลกดับ นอกจากเราที่ไม่สามารถมีอายุที่ยาวนานอยู่ถึงวันนั้นได้ ก็อาจจะเป็นไม่มีมนุษย์หลงเหลืออยู่บนโลกใบนี้แล้วก็เป็นไปได้เช่นกัน

แต่ถ้าหากมนุษย์เราสามารถที่จะดำรงเผ่าพันธุ์ในการมมีชีวิตอยู่ในถึงอายุของโลกนานถึงขนาดนั้น ถ้าหากว่าโลกดับจริงๆ แน่นอนว่ามนุษย์จะไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ เพราะสูญเสียทรัพยากรทางธรรมชาติ ระบบนิเวศแปรปรวน ขาดออกซิเจนในการหายใจ โลกจะไร้แรงโน้มถ่วง เมื่อโลกไร้แรงโน้มถ่วงมนุษย์โลกและสิ่งมีชีวิต

รวมถึงวัตถุทั้งที่อยู่ภายในโลกก็จะกระเด็นออกสู่นอกทันที และข้างนอกโลกนั้นอันตรายมากกว่าภายในโลกเสียอีก อากาศด้านนอกไม่สามารถทำให้เรามีชีวิตอยู่ อวัยวะภายในจะบวมและจะทำการระเบิดตัวเอง แต่สำหรับอนาคตที่ไกลขนาดนั้นแล้ว มันก็ไม่แน่หรอกใช่หรือไม่ว่า เทคโนโลยี และ วิทยาศาสตร์ จะมีความก้าวหน้าและพัฒนาไปได้ไกลมากขึ้น

มนุษย์เราอาจจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ต่อไปบนโลกใบนี้ด้วยนวัตกรรมที่ทันสมัยอื่นๆ แต่ถึงอย่างไรนั้นก็หาพลังงานที่จะสามารถมาทดแทนสิ่งที่โลกทำให้มันกายไปอย่างเช่น นิวเคลียส เรื่องนี้ยังถือทั้งเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ ฉะนั้นแล้วสิ่งเราควรทำและปฏิบัติในตอนนี้คือการหยุดทำลายโลก และธรรมชาติจะเป็นการดีที่สุด

 

สนับสนุนโดย  www.ufa168.co ลิงค์เข้าใช้งานค่ะ

อาการรู้สึกขยะแขยงบอกอะไร

      เชื่อว่าหลายๆคนย่อมเคยเกิดอาการที่รู้สึกขยะแขยงกับบางสิ่งบางอย่างที่ตัวเองไม่ชอบกันอย่างแน่นอน ซึ่งในแต่ละคนก็ย่อมจะเกิดอาการทางความรู้สึกเช่นนี้ในแต่ละอย่าง แต่ละเหตุการณ์ที่แตกต่างกันออกไป

อาการเหล่านี้เป็นการแสดงออกมาผ่านทางความรู้สึกส่งต่ออกมายังร่างกายให้เกิดการตอบสนองเมื่อเจอสิ่งนั้นๆ และวันนี้เราจะมานำเสนอข้อมูลที่จะทำให้เราทุกคนได้รู้ว่าอาการที่รู้สึกว่าขยะแขยงแบบนี้นั้นสามารถที่จะบอกอะไรกับเราได้บ้าง

       ความรู้สึกขยะแขยงหรืออาการที่ทำให้รู้สึกขมคอ เกิดอาการที่ทำให้ท้องไส้ปั่นป่วนในตอนที่ได้เห็นอะไรบางสิ่งที่มีความน่ารังเกียจจนทำให้รู้สึกขยะแขยงขึ้นมานั้นแน่นอนว่าไม่ใช่อาการที่หลายๆคนทั่วไปนั้นจะพึงปรารถนาให้อาการดังกล่าวเกิดขึ้น ในทางของนักวิทยาศาสตร์เองก็ได้ออกมาออกมาให้ข้อมูลยืนยันเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าอาการดังกล่าวนั้นถือได้ว่าเป็นอาการส่วนหนึ่งที่บ่งบอกถึงวิวัฒนาการของมนุษย์

โดยที่ทางนักวิทยาศาสตร์เองได้ทำการวิจัยออกมาว่าความรู้สึกที่เป็นอาการขยะแขยงนั้นจะช่วยส่งผลดีกับสุขภาพของมนุษย์ได้อีกด้วย โดยที่ทางนักจิตวิทยาได้ทำการทดลองเพื่อหาข้อเท็จจริงเหล่านี้กับผู้คนชาวอังกฤษจำนวนหนึ่งทั้งในเพศชาย เพศหญิงจำนวนกว่า 2,000 คน

นั่นก็เพื่อที่จะได้คอยสังเกตดูปฏิกิริยาของแต่ละคนถึงการตอบสนองของร่างกายและความรู้สึกต่อสิ่งเร้าว่าแต่ละคนจะแสดงปฏิกิริยาอย่างไรออกมาเมื่อจะต้องเจอกับสิ่งที่น่าขยะแขยงต่างๆเหล่านั้น โดยที่ทางผู้คนที่ได้เข้าร่วมทำการทดลองนั้นจะทำการให้คะแนนในแต่ละสิ่งหรือ ในแต่ละสถานการณ์ต่างๆที่มีความน่ารังเกียจทั้งหมดจำนวน 75 รายการด้วยกันโดยผู้เข้าร่วมแต่ละคนก็จะต้องลงคะแนนตามความรู้สึกที่ตนได้รับมากน้อยแตกต่างกันไป

ซึ่งแน่นอนว่าระดับของคะแนนนั้นจะต้องมีความรู้สึกถึงความขยะแขยงเริ่มจากขนาดที่เล็กน้อยแบบปกติธรรมดาไล่เรียงไปจนถึงอาการความรู้สึกที่แสดงออดกมามากๆอย่างอาการคลื่นไส้ ปั่นป่วน ความรู้สึกที่สะอิดสะเอียนต่อสิ่งเร้านั้นๆซึ่งก็ถือว่าเป็นอาการที่รุนแรงมากที่สุดเลยก็ว่าได้ ในส่วนของสถานการณ์ต่างๆที่ทางผู้ทำการวิจัยได้มีการกำหนดเอาไว้

เพื่อใช้ในการทำการทดลองนั้นก็มีเหตุการณ์หลากหลายที่แตกต่างกันออกไปซึ่งในแต่ละเหตุการณ์ก็จะมีรูปแบบที่ไม่เหมือนกันอย่างเช่น การนำเอาสุนัขจรจัดมาเลียขาผู้เข้าร่วม ไปจนถึงเหตุการณแปลกๆที่ผู้เข้าร่วมอาจจะไม่ได้คาดคิดมาก่อนก็มีเช่นกัน

ซึ่งจากผลการวิจัยจากเหตุการณ์นี้ก็ทำให้ทางผู้วิจัยได้พบว่า มีผู้เข้าร่วมในการทำการทดลองที่เป็นเพศหญิงแสดงออกถึงอาการขยะแขยงอย่างรุนแรงในแต่ละเหตุการณ์ที่ทำการทดลองมากกว่าเพศชายที่มาเข้าร่วม 

         โดยทางผู้เชี่ยวชาญที่ได้ทำการวิจัยนี้ขึ้นมานั้นก็ได้อธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าอาการความรู้สึกที่แสดงออกมาถึงความขยะแขยงจากสิ่งต่างๆที่พวกเขาแต่ละคนได้พบนั้นจะเป็นสิ่งที่จูงใจทำให้มนุษย์ทุกคนต่างจะต้องพากันหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ต่างๆเหล่านี้อันจะนำมาซึ่งความเสี่ยงที่จุลินทรีย์ต่างๆจะทำการก่อให้เกิดโรครวมไปถึงการติดเชื้อต่างๆตามมาได้ในภายหลังนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  www.ufabet.com เริ่มเดิมพัน

ผี ในหลักวิทยาศาสตร์

บนโลกใบนี้ถือว่ามีสิ่งลี้ลับมากมายที่มนุษย์เรานั้นไม่สามารถหาคำตอบและวิทยาศาสตร์เองก็ไม่สามารถหาคำตอบได้เช่นกัน หนึ่งในนั้นก็คือ เรื่องผี เป็นความเชื่อของใครหลายๆคนบอกว่ามันคือดวงวิญญาณของคนที่ตายไปแล้ว แล้ววิญญาณออกจากร่าง เพราะเชื่อว่าร่างกายเป็นเพียงแค่ร่างที่ดวงวิญญาณอาศัยอยู่เท่านั้น

ถึงจะบอกแบบนั้นแต่หลายคนเองก็มีความหวาดกลัวของเรื่องผีเรื่องวิญญาณกันเป็นเสียตัวส่วนใหญ่ ขนาดบางคนนั้นยังไม่เคยเห็นด้วยตัวเองเลยด้วยซ้ำ แต่บางคนก็ไม่เชื่อว่า ผี หรือ วิญญาณ มีอยู่จริง เพราะถ้าหากให้อธิบายตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว ก็คงไม่สามารถเอาอะไรมาอธิบายหรือยืนยันได้ ซึ่งได้มีโต้เถียงกันว่า ที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถหาคำตอบได้นั้นเป็นวิทยาการทางวิทยาศาสตร์ไร้ประสิทธิภาพเองหรือไม่

จึงเกิดเป็นการถกเถียงกันมาเป็น 200-300 ปีว่า ผีมีจริงหรือไม่? ซึ่งได้มีนักวิทยาศาสตร์ออกมาตั้งข้อสันนิฐานเกี่ยวกับเรื่องผีหรือดวงวิญญาณขึ้น ในทฤษฎีที่1 ได้บอกว่า สิ่งที่เห็นนั้นคือภาพลวงตา ที่เกิดจากความผิดปกติของร่างกาย และในทฤษฎีที่2 บอกว่า เป็นอาการของประสาทหลอน คล้ายอาการผีอำ ซึ่งอาการผีอำนี้ถูกอธิบายว่า เป็นการที่เราตื่นนอนมาตอนที่เส้นประสาทและกล้ามเนื้อกำลังซ่อมแซมหรือกำลังคลายอยู่นั้นเอง

จึงทำเกิดเป็นอาการที่เรียกว่าผีอำ ทั้ง 2 ทฤษฎีนี้จึงสรุปได้ว่าเกิดจากความผิดปกติของร่างกาย แต่ก็ยังคงมีนักวิทยาศาสตร์บางส่วนนั้นออกมาเป็นเผยว่า ผี หรือ วิญญาณ มีอยู่จริง ซึ่งได้อธิบายว่า ผี เป็นสะสารที่มีพลังงานอย่างหนึ่ง มีพลังงานความถี่ในร่างกายที่แตกต่างกับของมนุษย์ ทำให้มองไม่เห็นหรือสื่อกันไม่ได้ และในเวลาต่อมาเพื่อพิสูจน์ค้นหาความจริง ได้เกิดทดลองขึ้น

โดยเปิดรับอาสาสมัครมาทดลองตาย ด้วยการทำให้หัวใจหยุดเต้นเป็นเวลาประมาณ 1-2 นาที ในการทดลองนี้มีทั้งผู้ตายจริง และไม่ตาย ในส่วนของผู้ที่ไม่ตายได้บอกว่า โลกหลังความตายนั้นมีอยู่จริง พวกเขาได้ไปในสถานที่ที่แตกต่างกัน อย่างไรแล้วการทดลองนี้ไม่อาจยืนยันได้ว่าเป็นการทดลองที่เกิดขึ้น

ในกลุ่มคนที่ไม่เชื่อก็ได้โต้แย้งกลับว่า โลกหลังความตายที่ว่านั้นก็คือความฝัน ความฝันที่เราจะไปไหนก็ได้ มันบอกไม่ได้เลยว่าเป็นผีหรือวิญญาณที่ออกจากร่าง ในปัจจุบันเองเรื่องของผี วิญญาณ ก็ยังคงเป็นเรื่องปริศนาที่หาคำตอบมายืนยันได้อย่างแน่นอน และยังคงเป็นเรื่องที่หลายๆคนทั่วไปกำลังถกเถียงกัน ไม่เว้นแม้แต่ในทางวิทยาศาสตร์เองก็พยายามที่จะหาคำตอบของเรื่องนี้เช่นเดียวกัน

 

ขอขอบคุณ  ทางเข้า Ufabet168  ที่ให้การสนับสนุน

ถ้าอุกกาบาตชนโลกเหมือนยุคไดโนเสาร์

อย่างที่ทุกคนทราบกันดีว่าโลกของเราเมื่อหลายล้านปีที่ผ่านนั้น เป็นยุคของสิ่งมีชีวิตอย่างไดโนเสาร์ ซึ่งสุดท้ายแล้วมันก็สูญพันธุ์ไป ปัจจัยที่ใครหลายๆคนเข้าใจว่าเป็นการทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ก็คือ สภาพสิ่งแวดล้อมเปลี่ยน ทำให้ไดโนเสาร์ไม่สามารถอาศัยอยู่บนโลกใบนี้ได้

ซึ่งปัจจัยนี้ก็มีส่วนในการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ แต่เป็นปัจจัยรองที่เกิดหลังจากปรากฏการณ์ครั้งใหญ่ ที่เป็นสาเหตุให้สิ่งแวดล้อมและธรรมชาติเกิดการเปลี่ยนจนไดโนเสาร์นั้นไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ต่อไปได้ นั้นก็คือ อุกกาบาตพุ่งเข้าชนโลก การที่อุกกาบาตเข้าพุ่งชนได้นั้น

จะต้องมีขนาดที่ใหญ่มากๆ หากให้ทำการวัดขนาดแล้วอุกกาบาตจะต้องมีขนาดเท่าๆกับ 1 ประเทศเลยก็ว่าได้ มีหลากหลายคำถามเลยว่าอุกกาบาตกับดาวตกนั้นเหมือนกันหรือไม่ เพราะเป็นวัตถุที่อยู่นอกโลกเหมือนกัน ในส่วนของดาวตกมีขนาดเล็ก เมื่อผ่านเข้ามาสู่ชั้นบรรยากาศของโลกทุกชั้นแล้ว จะทำให้มีขนาดที่เล็กลงเรื่อยๆ และตกไปโดยไม่มีอะไร

แต่ในส่วนของอุกกาบาตนั้นมีขนาดที่ใหญ่มากๆ และมีพลังงานที่มาก เมื่อเดินทางมายังโลกและต้องผ่านชั้นบรรยากาศของโลกทุกชั้น ก็ไม่ได้ทำให้พลังงานของอุกกาบาตลดลง และอุณหภูมิในอุกกาบาตยังมีมากกว่า 10,000 องศาเซลเซียส 

มีการสันนิฐานที่ว่าการพุ่งชนของอุกกาบาตนั้นจะเกิดขึ้นทุกๆ 5000,000 ปี ซึ่งครั้งที่ก่อให้ไอโนเสาร์มีการคาดการณ์ว่าเป็นอุกกาบาตที่พุ่งชนเข้ามาและตกในมหาสมุทร หากคิดภาพไม่ออกลองนำก่อนหินโยนลงในน้ำ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ การกระจายตัวของน้ำ เช่นเดียวกัน

กับทฤษฎี เมื่ออุกกาบาตขนาดใหญ่ที่มาพร้อมกับอุณหภูมิที่สูงมาก เมื่อตกลงน้ำในมหาสมุทรก็จะทำให้น้ำนั้นมีอุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างฉับพลัน ด้วยแรงการพุ่งชนมหาศาลทำให้น้ำกระจายสูงเป็นคลื่นยักษ์ขนาดใหญ่ที่ทำลายพื้นแผ่นดิน ทำให้สิ่งมีชีวิตอย่างไดโนเสาร์ล้มตายถึง 95% รวมถึงสิ่งชีวิตในน้ำเช่นเดียวกัน จนสภาพแวดล้อมนั้นมีการเปลี่ยนแปลง

ซึ่งในเวลาต่อมาทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ เพราะไม่สามารถทนอยู่กับสภาพแวดล้อมใหม่ได้ โดยทฤษฎีเป็นที่น่าเชื่อถือเพราะมีหลักฐานว่า เดิมทีพื้นแผ่นดินทั้งหมดเป็นแผ่นเดียวกัน แต่เพราะอุกกาบาตพุ่งชนโลกทั้งพื้นแผ่นดินและพื้นน้ำ ทำให้เกิดรอบแยกของแผ่นดินออกที่สามารถสังเกตได้จากรอบต่อระหว่างทวีปจากแผ่นที่ปัจจุบัน

และมีแผ่นดินจมลงใต้น้ำด้วย เพราะเป็นเช่นนี้ถ้าหากมีอุกกาบาตพุ่งชนโลกอีกครั้ง ก็เป็นไปได้ว่าสิ่งมีชีวิตจะสูญพันธุ์ แต่ในปัจจุบันถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะได้มีเทคโนโลยีที่ช่วยในการคาดการณ์ที่จะสามารถดูปรากฏการณ์ต่างๆที่จะเกิดขึ้นได้ไกล และหากว่าจะเกิดขึ้นก็จะทำการแจ้งกับองค์กร NASA เพื่อให้เตรียมอพยพทันที ถือว่าวิทยาการของมนุษย์เองก็พัฒนามาได้ไกลเช่นเดียวกัน

 

สนับสนุนโดย  Aesexy

การเดินทางข้ามเวลาด้วยทฤษฎีอควอมตัม

เรื่องการเดินทางข้ามเวลาคงจะเป็นความฝันของใครหลายๆคนที่อยากจะให้มันเกิดขึ้นจริงบนโลก แต่ถ้ามองในโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว เรื่องการเดินทางข้ามเวลาไปยังอดีตหรืออนาคตนั้นยังถือว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากมาก เพราะนักวิทยาศาสตร์หลายๆแขนงเองนั้น

ก็ต่างบอกว่า มันไม่สามารถเป็นไปได้ ถึงจะยืนอย่างนั้นแต่เพราะทฤษฎีของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ก็พอยังทำให้มีหวังอยู่สำหรับคนที่มีความเชื่อว่ามันจะเป็นไปได้อย่างได้แน่นอน นั้นก็คือ ทฤษฎีอควอนตัม ซึ่งเป็นทฤษฎีที่หลายๆคนรวมถึงนักวิทยาศาสตร์เอง

ก็ทราบกันเป็นอย่างดีว่า ทฤษฎีควอนตัมนี้มีแนวความคิดในเรื่องของเวลาอยู่ในนั้นด้วย โดยอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์บอกว่า เวลานั้นสามารถที่จะมีความบิดเบือนได้ นั้นหมายถึงว่าเราจะสามารถเดินทางไปข้างหน้าและย้อนกลับได้

แต่นักวิทยาศาสตร์ยุคหลังจากอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ได้มีแนวคิดที่แตกต่างกันเล็กน้อย เพราะความคิดของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์นั้นมีความหมายที่ว่าจะสามารถเดินทางไปอนาคตและอดีตได้ หรือที่เราเรียกว่า การเดินทางข้ามเวลา นั้นเอง ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ไม่ได้มองว่ามันคือการเดินทางข้ามเวลา แต่มองว่ามันคือยืดหดของเวลา โดยที่เราจะต้องสามารถย่อขนาดตัวให้เล็กลงมากพอที่จะเข้าไปอยู่กาลอวกาศ และสามารถที่จะดึงตัวของตัวเอง

มาจากเส้นทางความเร็วของแสง และจะต้องเดินทางให้เร็วกว่า ถ้าหากว่าสามารถทำได้เราก็จะสามารถเดินทางไปข้างหน้าและย้อนกลับมาได้ ซึ่งเป็นการเดินทางที่เร็วกว่าเวลาและช้ากว่าเวลา โดยไม่ใช่การเดินทางข้ามเวลานั้นเอง ไม่ว่าแนวความคิดไหน ตัวแปรที่สำคัญของการเดินทางให้เร็วกว่าเวลานั้น เราจะต้องเดินทางด้วยด้วยความแสง

ซึ่งถือได้ว่าไม่มีทางเป็นไปได้อย่างแน่นอน ขนาดยานอวกาศอะพอลโล่11 ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นยานพาหนะที่เร็วที่สุดในโลกก็ยังเทียบกับความเร็วแสงไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ตามหลักของวิทยาศาสตร์แล้ว การที่จะมีวัตถุที่สามารคเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงให้เท่ากับความเร็วแสงหรือมากกว่าเร็วแสง จะทำให้เกิดพลังงาน ซึ่งมนุษย์เองมีความต้องการเดินทางข้ามเวลาด้วยความเร็วแสงนั้น

ร่างกายก็จะเกิดพลังงาน ซึ่งพลังงานนี้จะความรุนแรงและส่งผลอันตรายต่อร่างกายให้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน ในการเปลี่ยนแปลงนี้ก็ไม่มีใครหรือนักวิทยาศาสตร์คนไหนให้คำตอบได้เช่นกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น โดยสรุปแล้วถ้าหากการเดินทางข้ามเวลาเกิดขึ้นได้จริง มันคงไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนในจิตนาการ นิยาย ภาพยนตร์เลย

เพราะจะต้องอาศัยวิทยาการวิทยาศาสตร์หลากหลายศาสตร์ช่วยกันหาคำตอบในเรื่องต่างๆ แต่ถึงอย่างไรแล้วเราอาจจะต้องรอคอยเผื่อว่าในอนาคตวิทยาศาสตร์จะก้าวหน้าเพิ่มมากขึ้น และเราเองก็อาจจะสามารถหาคำตอบกับเรื่องได้ว่าแท้จริงแล้วทฤษฎีควอนตัมสามารถทำให้เดินทางข้ามเวลาไปได้จริงหรือไม่

 

สนับสนุนโดย  ae sexy

สิ่งมีชีวิตแรกบนโลกมาจากไหนกันแน่

มนุษย์ไม่ได้เป็นสิ่งมีชีวิตแรกที่เกิดขึ้นบนโลก ลิงที่ถูกตั้งเป็นทฤษฎีว่ามนุษย์ได้วิวัฒนาการมานั้นก็ไม่ได้สิ่งมีชีวิตแรกบนโลก รวมถึงไดโนเสาร์ที่การค้นพบว่าเป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่สุดก็ไม่สิ่งมีชีวิตแรกบนโลกเช่นเดียว เพราะถ้าบอกว่าไดโนเสาร์คือสิ่งมีชีวิตแรกบนโลก

ก็คงต้องย้อนกลับไปถามอีกว่า แล้วไดโนเสาร์เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ตามหลักของวิทยาศาสตร์คือ ไม่มีสิ่งใดที่เกิดขึ้นได้ด้วยการไม่มีอะไร ทุกอย่างล้วนแล้วแต่ต้องมีอะไรมาเป็นตัวกำเนิดทั้งสิ้น นี่จึงกลายมาเป็นคำที่ว่า สิ่งมีชีวิตแรกบนโลกนั้นมาจากที่ไหน

ซึ่งคำถามนี้ในทางวิทยาศาสตร์เองนั้นก็ยังไม่สามารถให้ตอบได้อย่างแน่ชัด ไม่มีใครทราบเลยว่าแท้จริงสิ่งมีชีวิตนั้นได้ถือกำเนิดที่โลก

หรือว่ามาจากอวกาศภายนอกของโลกที่เดินทางมาโลกด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งกันแน่ ในสิ่งมีชีวิตทั้งมนุษย์และสัตว์ได้มีส่วนประกอบพื้นฐานอย่าง กรดอะมิโน และวิตามินอยู่ และได้ทำการตรวจสอบว่าส่วนประกอบหลักนี้พบได้จากเศษน้ำแข็งที่อยู่บนอุกกาบาต และอยู่ในที่ที่มีสภาพแวดล้อมสุดขั้ว เพราะไม่มีการทิ้งรอยสำคัญใดๆเอาไว้เลยว่าสิ่งใดคือสิ่งมีชีวิตแรกบนโลก และการค้นหาส่วนประกอบพื้นฐานเหล่านั้นว่าถือ

กำเนิดมาจากอะไรนั้นก็ยังถือว่าเป็นเรื่องที่ยากมากในวงการวิทยาศาสตร์แขนงชีววิทยาเลยทีเดียว แต่ก็ได้มีนักวิจัยได้ออกมาให้คำตอบว่าสิ่งมีชีวิตแรกของโลกคือ ไซยาโนแบคทีเรีย เป็นสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์ตั้งแต่ไดโนเสาร์ และในปัจจุบันมันก็ยังไม่สูญพันธุ์เหมือนไดโนเสาร์ด้วย แต่ยังคงอาศัยอยู่รอบๆตัวเราซึ่งมันก็คือสาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียวนั้นเอง มันถือกำเนิดเกิดขึ้นเมื่อ 3,500 ล้านปี

ที่แล้ง และยังเป็นสิ่งมีชีวิตเริ่มต้นที่ก่อให้เกิดการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ตามมาในภายหลัง ทั้งนี้นักวิทยาศาสตร์เองได้ค้นพบว่า ไซยาโนแบคทีเรียเป็นต้นกำเนิดของพืช ได้ทำการวิวัฒนาการเป็นเซลล์พืชที่สามารถสร้างอาหารเองได้ด้วยวิธีการสังเคราะห์แสง คือ คลอโรพลาสต์นั้นเอง เพราะไซยาโนแบคทีเรียนี้มีโครงสร้างทีไม่ซับซ้อน

สามารถสืบพันธุ์โดยไม่อาศัยเพศได้ มันจึงเป็นสิ่งมีชีวิตแรกบนโลกที่มีอายุอยู่บนโลกได้นานที่ยังคงอยู่มาถึงปัจจุบัน แต่ถ้าหากจะถามว่าสัตว์และมนุษย์เกิดมาจาเข้าแบคทีเรียชนิดนี้หรือไม่ก็ไม่มีใครทราบเช่นเดียวกันว่า ระยะเวลาที่ผ่านมานั้นมันได้วิวัฒนาการไปอย่างไรบ้าง มีการรวมตัวของแบคทีเรียชนิดอื่นๆในภายหลังจนเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตรูปแบบขึ้นมาเรื่อยๆ

จนวิวัฒนาการมาเป็นสัตว์หรือมนุษย์อย่างปัจจุบันหรือไม่นั้นก็ไม่มีใครทราบได้ และเรื่องนี้ก็ยังถือว่าเป็นปริศนาที่วิทยาการวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันเองก็ไม่สามารถหาคำตอบมายืนยันได้ แต่ในอนาคตก็ไม่แน่นอน ถ้าหากทั้งวิทยาการวิทยาศาสตร์และวิทยาการเทคโนโลยีก้าวหน้ามากขึ้น ก็อาจจะสามารถรู้คำตอบได้ในไม่ช้า

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ดูบอล

How to คุณรู้หรือไม่ไข่สามารถลอยน้ำได้

          สำหรับการทดลองวิทยาศาสตร์นั้นไม่ได้มีข้อจำกัดว่าจะต้องทดลองที่ห้องแล็บหรือทดลองเฉพาะในโรงเรียนเท่านั้น  ขึ้นชื่อว่าวิทยาศาสตร์เราสามารถนำทุกอย่างที่อยู่รอบตัวของเรามาทำการทดลอง บ่อยครั้ง

ที่ผลจากการทดลองทางวิทยาศาสตร์ของเราสามารถนำมาต่อยอดเป็นสินค้าสำหรับขายได้ด้วย สำหรับวันนี้จะมาทำให้เห็นว่าไข่ไข่ที่น้ำหนักก็สามารถที่จะลอยน้ำได้เช่นกัน อุปกรณ์ที่ต้องเตรียมมีดังนี้  ไข่ไก่  2 ฟอง  แก้วน้ำ 2 ใบ  น้ำเปล่า    น้ำร้อน  และ เกลือ

           เมื่อเตรียมอุปกรณ์ทดลองครบแล้ว เรามาเริ่มการทดลองกันได้เลยค่ะ

  1. นำน้ำเปล่าใส่แก้วน้ำใบที่1  หลังจากนั้นใส่ไข่ไก่ลงไป จะเห็นได้ว่าไข่ตกลงไปที่ก้นแก้วทันที
  2. น้ำน้ำร้อนใส่แก้วแล้วนำเกลือ 4-5 ช้อนโต๊ะใส่ลงในแก้วน้ำร้อน แล้วคนให้เกลือละลาย เสร็จแล้วรอจนน้ำร้อนผสมเกลือเย็นลงหลังจากน้ำเย็นแล้วนำไข่ไก่ใส่ลงไปในแก้ว จะพบว่าไข่ไก่ในแก้วใบที่สองนั้นลอยน้ำได้

หลักการนี้สามารถอธิบายได้ว่า ทั้งน้ำและไข่ไก่มีโมเลกุลความหนาแน่น โดยไข่จะมีความหนาแน่นมากกว่าน้ำ เป็นเหตุให้การทดลองที่  1 เมื่อเรานำไข่ไก่ใส่ในแก้วน้ำเปล่า ไข่จึงจมลงในน้ำ  แต่เมื่อการทดลองครั้งที่สองเราเปลี่ยนจากน้ำเปล่าเป็นน้ำเกลือไข่ไก่ลอยน้ำได้

เพราะความหนาแน่นของไข่น้อยกว่าน้ำ  นี่คือผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์เพื่อทดลองเกี่ยวกับความหนาแน่นของสะสาร  ซึ่งจาการทดลองการทำให้ไข่ลอยน้ำได้ ยังสามารถเช็คได้ด้วยว่าหากมีไข่ลอยน้ำทั้งที่ใส่ในน้ำเปล่าเท่านั้นเป็นการตรวจสอบได้ว่าไข่ใบดังกล่าวเป็นไข่ที่เน่าเสียแล้ว จึงมีผลให้สามารถลอยได้ในน้ำเปล่า 

           นอกจากนี้มนุษย์เรายังไม่ได้มีการดัดแปลงการทดลองนี้มาทำเป็นอาหารได้ด้วย เช่นการทำไข่เค็ม ด้วยขั้นตอนที่คล้ายกันกับการทดลองไข่ลอยน้ำ คือเตรียมไข่ แต่โดยปกติไข่เค็มจะใช้ไข่เป็ดเพราะสีข้างในจะสวยกว่า น้ำอุ่นใส่เกลือ  ขวดโหลดที่สามารถมีฝาปิดสนิทอากาศเข้าไม่ได้ เพียงเท่านี้เราก็สามารถทำไข่เค็มนำมารับประทานได้แค่เอาน้ำเกลือใส่ขวดโหล

แล้วนำไข่ใส่ลงไปหลายๆฟองให้เต็ม หาพลาสติกมากดทับไข่ไว้ให้จอน้ำเกลือแล้วปิดขวดโหลให้แน่น อย่าให้อากาศเข้าเก็บไว้ในที่ร่ม สักประมาณ 2 – อาทิตย์ก็ได้ไข่เค็มมารับประทานหรือจะนำไปขายสร้างรายได้ก็ได้ หากเราต้องการทำไข่เค็มสามารถนำมาทอดเป็นไข่ดาวได้ให้เก็บไว้แค่ 2 อาทิตย์

แต่ถ้าหากอยากทำเป็นไข่ต้มเก็บไว้สัก 3 อาทิตย์  เห็นไหมคะว่าวิทยาศาสตร์อยู่คู่กับเรามานานแล้ว เราสามารถนำเรื่องการทดลองทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับชีวิตประจำวันได้ 

 

สนับสนุนโดย  ตารางบอลพรุ่งนี้

การเรียนวิทยาศาสตร์ในวัยเด็กของฉัน

สำหรับในวัยเด็กย่อมมีเรื่องราวต่างๆที่เราจดจำได้เป็นอย่างดีในเรื่องราวที่เรารู้สึกว่ารักหรือเรื่องราวที่กระทบจิตใจ ดังนั้นการเรียนวิทยาศาสตร์สำหรับเราในวัยเด็กนั้นเราว่ามันเป็นเรื่องที่น่าจดจำเพราะเราจำได้ทุกเรื่องราวของมันเลยแหละ ซึ่งเรื่องราวที่เราได้พูดถึงนั้นมันเป็นเรื่องราวที่เรียกว่าดี เพราะทำให้เราชื่นชอบในการเรียนวิทยาศาสตร์และเราก็ยังจำได้ดีเกี่ยวกับการเรียนวิทยาศาสตร์ในวัยเด็กของเรา

เนื่องจากการเรียนในสมัยนั้นเป็นการเรียนที่ไม่ค่อยมีวิชาหลักมากเท่าไหร่ แต่วิชาหลักที่เราเรียนก็มีแต่เรื่องที่น่าปวดหัวทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นวิชาคณิตศาสตร์ วิชาสร้างเสริมลักษณะนิสัย วิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต และการงานพื้นฐานอาชีพ และที่สำคัญก็วิชาวิทยาศาสตร์นี่แหละ ตอนในวัยนั้นของเราต้องบอกว่าวิชาที่น่าเบื่อมากที่สุดก็น่าจะเป็นคณิตศาตร์เพราะเวลาเรียนปวดหัวแถมง่วงนอนมากกว่าวิชาอื่นๆ แต่ทว่าวิชาอื่นๆเราก็ไม่มีความชื่นชอบเลย ยกเว้นวิชาวิทยาศาสตร์ เพราะวิชาวิทยาศาสตร์นั้นมีความสนุก และเพลิดเพลินดี 

เนื่องจากการเรียนวิทยาศาสตร์นั้นในวัยของเรามันมีการทดลองต่างๆ ซึ่งการทดลองในเวลานั้นมันช่างสนุกและเพลิดเพลินจนทำให้ลืมเวลาไปเลย เรียกได้ว่าเผลอแป๊บเดียวก็หมดเวลาเรียนอีกแล้ว 

การทดลองในการเรียนวิทยาศาสตร์นั้น เป็นการทดลองในเชิงแนวคิด และเป็นการสร้างสรรค์ผลงาน การทอลองในเชิงวิทยาศาสตร์ที่ตามหลักวิทยาศาสตร์คิดค้น และมันก็เป็นการที่ทำให้เราเกิดความสนุกมากกว่าการเรียนอย่างอื่น มันเป็นการค้นหาคำตอบที่ต้องบอกว่าแต่ละเรื่องที่เหล่านักวิทยาศาสตร์ได้คิดค้นไว้มันน่าทึ่งมาก

และที่สำคัญมันเป็นการสร้างสรรค์ให้กับเด็กๆได้มีแนวคิด และอยากให้เด็กในวัยนั้นได้ค้นคว้าหาความรู้เข้าตนเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องบอกว่าดีนะ เพราะนั้นมันเป็นจุดเริ่มที่ทำให้เราได้สงสัยและหาคำตอบกับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินชีวิตหรือในรูปแบบอื่นๆก็ตาม เรื่องราวของวิทยาศาสตร์ที่เรารู้จักมันเป็นจุดเริ่มต้นให้เด็กๆในวัยนั้นได้พัฒนาสมองมาเป็นผู้ใหญ่ในวัยนี้ 

และการใช้ชีวิตในทุกวันนี้ก็นำหลักการทางวิทยาศาสตร์มาเป็นองค์ประกอบในการดำเนินชีวิตด้วยเช่นกัน และเราคิดว่านั้นคือสิ่งมหัศจรรย์มากในการที่เราเกิดมาในยุคที่นักวิทยาศาสตร์มีการประดิษฐ์และคิดค้นหาวิธีต่างๆเพื่อมาเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่เราอย่างเช่นทุกวันนี้

เราอาจจะเห็นสิ่งประดิษฐ์หลากหลายชนิดที่นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายได้ประดิษฐ์ไว้ และสามารถพัฒนามาใช้ได้ในทุกวันนี้ สำหรับเราเราว่าพวกเหล่านักวิทยาศาสตร์เหล่านั้นน่าชื่นชม และพวกเขาสำคัญกับเรามากที่สุด และที่สำคัญเขาคุ้มค่ากับประวัติศาสตร์ให้รุ่นหลังๆหรือรุ่นใหม่ๆได้ศึกษาเพื่อเอาเป็นแบบอย่างมากที่สุด

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  Holiday Palace

มนุษย์เกิดจากแบคทีเรีย

เรามักจะถูกพร่ำสอนหรือได้ยินมาอย่างหนากันบ่อยครั้งว่า มนุษย์เรานั้นมีต้นกำเนิดมาจากลิง เพราะอะไรทำไมถึงคิดว่ามนุษย์นั้นมีต้นกำเนิดมาจากลิง

ตามข้อพิสูจน์ด้วยการมองนั้นรูปร่างลักษณะภายนอกของมนุษย์กับลิงนั้นมีความคล้ายคลึงกันหลายส่วน มีขา มีแขน สามารถเดินด้วย 2 ขาได้ มีโครงสร้างของกระดูกที่เหมือนกัน โดยรวมแล้วมันคล้ายกันมากจนมีทฤษฎีที่บอกว่า มนุษย์แต่เดิมนั้นเป็นลิงที่ถูกพัฒนาและวิวัฒนาการมาเรื่อยๆ

ซึ่งก็ยังเป็นความเชื่อที่ได้รับการยอมรับเป็นอย่างมากตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน แต่ก็ยังมีหลายคนที่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้เพราะได้นำสปีชีร์ของมนุษย์กับลิงนั้นมาตรวจสอบแล้วพบว่า มนุษย์ กับ ลิง นั้นมีสปีชีร์ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง จึงเป็นไปไม่ได้ที่ลิงจะวิวัฒนาการมาเป็นมนุษย์ หรือ ผสมพันธุ์ข้ามสายพันธุ์

เป็นไปไม่ได้เช่นเดียวกัน หากย้อนมองกลับไปเมื่อหลายล้านพันปีก่อนตอนที่โลกกำลังจะเกิด ได้มีข้อสันนิฐานมาว่า ในตอนนั้นไม่มีสิ่งมีชีวิตใดก่อกำเนิดขึ้นเลย จึงมีความเชื่อที่ว่ามนุษย์เราก่อกำเนิดและวิวัฒนาการมาจากแบคทีเรีย แล้วแบคทีเรียนั้นมาจากไหน? มีการตั้งทฤษฏีขึ้นมาว่า แบคทีเรียนั้นมาจากนอกโลกหรืออวกาศนั้นเอง

เพราะมีค้นพบสถานที่ที่มีอุกกาบาตตกลงมา จึงนำพาแบคทีเรียที่อยู่นอกโลกมาด้วย ทำให้เจ้าแบคทีเรียเหล่านั้นมีวิวัฒนาการโดยเริ่มจากการเป็นสัตว์หน้าตาแปลกๆ กลายพันธุ์มาเรื่อยๆ รวมไปถึงมนุษย์ด้วยเช่นเดียวกัน แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่ามนุษย์เรานั้นเกิดมาจากแบคทีเรีย ตราบใดที่เรานั้นไม่สามารถลบล้างข้อมูลของการวิวัฒนาการของลิงได้

เพราะลักษณะภายนอกของลิงนั้นเหมือนกันมนุษย์เป็นอย่างมาก และในภายหลังในมีการฝึกให้ลิงทำตามคำสั่งของมนุษย์ จึงเริ่มทำให้หลายๆคนยิ่งเชื่อเข้าไปใหญ่ว่า ลิงนั้นก็มีสมองที่สามารถพัฒนาให้เป็นมนุษย์ได้เหมือนกัน

แต่เคยสงสัยหรือไม่ว่าเราทำลิงในยุคปัจจุบันนั้นไม่สามารถวิวัฒนาการกลายเป็นคนได้ ข้อมูลตรงนี้ก็ไม่ยืนยัน100% ซึ่งในข้อมูลตรงนี้ก็ยังเป็นข้อถกเถียงกันมาอยู่เรื่อยมาว่าแท้จริงแล้วนั้นมนุษย์เกิดมาจากสิ่งใดกันแน่ หรือความจริงแล้วเราอาจจะถูกมาจากพระเจ้าจริงๆ

นั้นคงจะเป็นความคิดที่ผิดหลักการไม่สามารถหาข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ได้เป็นแน่ แต่ความเชื่อที่ว่ามนุษย์นั้นเกิดจากแบคทีเรียที่มาจากจักรวาลนั้นก็อาจจะมีความเป็นได้อยู่เช่นกัน เพราะข้างนอกนั้นก็อาจจะมีดวงดาวที่คล้ายโลกและมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่เช่นเดียวกัน ซึ่งก็มีความเป็นได้ว่ามนุษย์เรานั้นก็มาจากนอกโลกได้เหมือนกัน

 

สนับสนุนโดย  ufabet168 ทางเข้า

ถ้าหาคำตอบทฤษฎีอควอนตัมได้จะสามารถเดินทางข้ามเวลาได้จริงหรือไม่

ถ้าคุณเป็นหนึ่งคนที่สนใจเรื่องราวของวิทยาศาสตร์ คุณก็คงจะทราบกันดีว่าสิ่งหนึ่งที่ใครหลายๆคนคิดว่าวิทยาศาสตร์จะสามารถทำได้นั้นก็คือ  การเดินทางข้ามเวลา

ทั้งการเดินทางข้ามเวลาไปยังอนาคต และการเดินทางทางข้ามเวลาไปยังอดีต ถึงแม้ว่าทางนักวิทยาศาสตร์ส่วนเองจะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่ามันเป็นไปไม่ได้ก็ตาม แต่ตราบใดที่ยังหาคำตอบที่สมบูรณ์ของทฤษฎีอควอนตัวของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ที่ถูกคิดค้นเมื่อ 100 กว่าปีมาแล้ว

ก็ยังคงมีความหวังใช่หรือไม่ เพราะทฤษฎีอควอนตัมที่อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ค้นพบนั้นได้มีแนวความคิดที่อธิบายถึงเรื่องของมิติเวลาเอาไว้ด้วย ซึ่งเวลาที่ว่านี้จะเข้าไปเกี่ยวโยงกับเรื่องทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของ เซอร์ไอแซค นิวตัน ค้นพบจากการที่ผลของแอปเปิ้ลตกลงมาจากต้นสู่พื้นดิน ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้เซอร์ไอแซค นิวตัน

รู้ได้ว่าทุกอย่างบนโลกนี้จะถูกควบคุมด้วยแรงโน้มถ่วงหรือแรงดึงดูดของโลกนั้นเอง และในทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของเซอรไอแซค นิวตันเองนั้นก็ได้มีแนวความคิดของเรื่องเวลาเข้ามาเกี่ยวด้วย โดยนิวตันได้อธิบายว่า เวลา เป็นสิ่งที่ไม่สามารถบิดเบือนได้ นั้น

ก็หมายถึงการที่เวลาจะคงที่ไม่สามารถไปข้างหน้า หรือย้อนกลับได้นั้นเอง จึงกลายเป็นสิ่งที่ตรงกกันข้ามกับแนวความคิดของไอน์สไตน์ที่ค้นพบทฤฎีอควอนตัม โดยไอน์สไตน์ให้เหตุผลในเรื่องของเวลาในทฤษฎีอควอนตัมว่า เวลาสามารถบิดเบือนได้ และมันเรียกว่า กาลเวลา หรือ Space Time ซึ่งเป็น มิติเวลา ในกาลเวลาที่ไอน์สไตน์ได้กล่าวนั้นมีทั้งหมด 4 มิติ

ถ้าหากว่ามีวัตถุที่ยิ่งมีมวลเยอะเข้าใกล้กาลเวลามากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีผลต่อกาลเวลามากขึ้นเท่านั้น จึงเป็นไปได้ว่าเราจะสามารถเห็นเวลาที่เดินไปข้างหน้า และย้อนกลับได้ แต่ในกลุ่มของนักฟิสิกส์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้ใรทฤษฎอควอนตัม พวกมองว่าการเดินทางข้ามไปเวลายังอนาคตหรือกลับไปอดีตนั้นเป็นไปไม่ได้

แต่กลับมองว่าทฤษฎีอควอนตัมเป็นการยืดและหดของเวลามากกว่า โดยมีแนวคิดที่ว่า ยิ่งเรานั้นสามารถจะย่อให้ตัวเรามีขนาดเล็กลงมากเท่าไหร่ แล้วไปอยู่ในกาลอวกาศ และสามารถทำให้ตัวเราอยู่นอกความเร็วของแสงได้

โดยเราจะต้องเดินทางเร็วกว่า เราจะสามารถเดินทางไปข้างหน้าและย้อนกลับมาได้ แต่มันคงเป็นไปไม่ได้ที่เราจะสามารถเดินทางได้เร็วกว่าแสงอย่างแน่นอน สุดท้ายแล้วการเดินทางข้ามเวลานั้นจะเป็นไปได้หรือไม่ ไม่มีใครสามารถหาคำตอบได้อย่างสมบูรณ์ ตราบใดที่ทฤษฎีทุกอันนั้นมีข้อหักล้างกันอยู่มากมาย แต่อนาคตเองก็ไม่แน่ถ้าวิทยาการทางวิทยาศาสตร์พัฒนามากยิ่งขึ้น เราอาจจะพบคำตอบเหล่านี้ก็เป็นได้

 

สนับสนุนโดย  คาสิโนออนไลน์ฝากขั้นต่ำ 100