บิล เกตส์

ในเวลานี้เชื่อได้เลยว่าหลายๆ คนคงจะมีความกังวนเป็นอย่างมากเกี่ยวกับโรคที่กำลังระบาดอยู่ในช่วงนี้ แน่นอนถ้าหากมีคนมาพูดว่าเรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวนอะไร คนคนนั้นคงจะกำลังพูดเรื่องโกหกแน่ๆ

ไวรัสโคโรน่าหรือ COVID-19 เป็นไวรัสที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้ ต้นกำเนิดของโรคนี้    ก็มากประเทศจีน และมันก็ได้แพร่เข้ามาในประเทศไทยทำให้มีผลกระทบต่างๆ มากมายตามมาโดยเฉพาะเรื่องของเศษรฐกิจ

หลังจากที่โรคนี้ได้ระบาดไปยังหลายๆ ประเทศทั่วโลกของเรา มันก็ได้เกิดทฤษฏี สมคบคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้มากมายหลายเรื่อง บางก็มีข่าวออกมาว่าไวรัสตัวใหม่นี้เกิดจากการที่รัฐบาลสสำหรับหน่วยงายวิจัย สหรัฐเป็นผู้ที่สร้างมันขึ้นมา

เพื่อที่จะทำลายเศษรฐกิจของประเทศ ซึ่งเราเองก็ไม่รู้ว่าเรื่องนี้มีความจริงมากน้อแค่ไหน และในวันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับทฤษฏีสมคบคิดอีกเรื่องหนึ่งนั้นก็คือ บิล เกตส์ ไวรัสอันตรายสามารถกลายไปเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ รวมไปถึงบริษัทยักษ์ใหญ่ทางเภสัชกรรมที่สามารถผลิตวัคซีนป้องกันได้

และถ้าหากว่าคุณกำลังสงสัย ว่าบิล เกตส์ นั้นมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างไรนั้น เราก็คงจะต้องย้อนกลับไปในเดือนตุลาคม ปี 2019

ซึ่งในเดือนนั้นเอง มูลนิธิ Bill และ Melinda Gates ของเขาได้รวมมือกับสภาเศษรฐกิจโลก และศูนย์ความปลอดภัยด้านสุขภาพ ของมหาวิทยาลัย Johns Hopkins เพื่อทำการทดสอบว่าเราพร้อมที่จะรับมือกับโรคระบาดแล้ว จากนั้นในอีกสองเดือนต่อมา ไวรัส  COVID-19

ก็ได้ปรากฏตัวขึ้นครั้งแรก นักทฤษฏีสมคบคิดได้กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นต้นต่อที่นำไปสู่การแพร่ระบาดของไวรัส ซึ่งทั้งสององค์กรได้มีการวางแผนมาตลอด  และในขณะเดียวกันนั้นศูนย์ความปลอดภัย          

ด้านสุขภาพของมหาวิทยาลัย Johns Hopkins ได้ปฏิเสธความเชื่อมโยงใดๆ เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ ทั้งในเรื่องการทดลอง และการระบาดของไวรัส  COVID-19 นักทฤษฏีสมคบคิด ได้มีการสนับสนุนทฤษฏีของพวกเขาด้วยความจริงที่ว่า มูลนิธิ Bill และ Melinda Gates ได้ให้เงินทุนแก่สถาบัน Pirbright

สถาบันที่ทำการวิจัยเกี่ยวกับเทคโนโลยีชีวภาพ ที่ตั้งอยู่ในสหรัฐราวอาณาจักรโดยพวกเขาได้กล่าวว่า บิล เกตส์ ได้รวมมือกับสถาบัน Pirbright ในการเริ่อมต้นการแพร่ระบาดของไวรัสตัวนี้ เพื่อที่จะทำให้เขาสามารถที่จะขาดวัคซีนได้

แต่ทางสถาบัน  Pirbright ก็ได้มีการออกมาปฏเสธการเชื่อมโยงใดๆ ระหว่างองค์กรกับไวรัส COVID-19  โดยที่พวกเขาได้กล่าวว่า พวกเขาได้ทำการวิจัยเฉพาะไวรัส โคโรน่าที่มีผลกระทบต่อนก และไม่ใช่ในมนุษย์ อีกทั้งวัคซีนของพวกเขาก็จะไม่สามารถใช้ได้กับมนุษย์ด้วยเช่นเดียวกัน 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย   www.ufabet.com ลูกค้าลองเข้าผ่านลิ้งนี้นะค่ะ

น้ำควอนตัม

หลายๆ คนคงจะเคยได้ยิน และรู้จักกับคำที่ว่ามิติควอนตัม  จากที่ไหนสักที่ แล้วมิติควอนตัมที่ว่านี้มันเกี่ยวอะไรกับเรื่องที่เรานั้นจะมาพูดกันในวันนี้  ก่อนอื่นเราต้องบอกเลยว่าน้ำนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆ กับสิ่งมีชีวิตบนโลกของเรา

เพราะสิ่งมีชีวิตทุกชนิดล้วนแล้วแต่ที่จะต้องการน้ำในการดำรงชีวิตอย่างแน่นอน อย่างที่เรารู้ๆ กันดีว่าคนเราไม่สามารถที่จะกินอาหารได้ 1 วันเต็มๆ แต่ร่างกายนั้นไม่สามารถที่จะขาดน้ำได้นานถึงขาดนั้น เพราะแบบนี้น้ำจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากต่อการดำรงชีวิตทุกชนิดบนโลกใบนี้

แน่นอนว่าหลายคนเคยได้ยินเกี่ยวกับเรื่องของมิติควอนตัว แต่เชื่อได้เลยว่าแต่จะมีน้อยคนมากๆ     ที่จะเคยได้ยินเรื่องราวที่เกี่ยวกับน้ำ ซึ่งน้ำนั้นก็มีชื่อว่า น้ำควอนตัมนั้นเอง  ในปี 2016 นักวิทยาศาสตร์        

ที่ห้องปฏิบัติการแห่งชาติ Oak Ridge กระทรวงพลังงานของสหรัฐได้สร้างสถานะควอนตัมใหม่ของน้ำ     ซึ่งพวกเขาค้นพบโดยการบีบบังคับโมเลกุลของน้ำ  ในระหว่างผลึกหกเหลี่ยม การบีบบอัดครั้งใหญ่นี้       

ได้เพิ่มแรงกดดันมากมาย  จนทำให้อะตอมของโมเลกุลน้ำผิดตำแห่งซึ่งมันจะทำให้น้ำไม่เป็นไปตามกฎทางฟิสิกส์อีกต่อไป โดยที่โมเลกุลจะสามารถผ่านสิ่งกีดขว้างในระดับอะตอม  ซึ่งนี้ถือว่าเป็นพฤติกรรมที่อาจจะอธิบายโดยกลสาศาตร์ควอนตัม

และถูกเรียกว่า Tunneling หรือการขุดเจาะอุโมง พฤติกรรมนี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อสสารอยู่ในสถานะควอนตัมเท่านั้น โดยที่นักวิทยาศาสตร์มีความเชื่อว่า น้ำมักจะเข้าสู่โหมดควอนตัมเพื่อที่จะเดินทางผ่านช่องว่างที่มีความแน่นมาก ตัวอย่างเช่นในหิน ในดิน

และแม้แต่ผนังเซลล์ของสิ่งมีชีวิตเองก็ตามที อย่างไรก็ตามสิ่งต่างๆ ที่ได้มีการค้นพบทางวิทยาศาสตร์เหล่านี้ มันเป็นสิ่งที่สามารถแสดงให้เราได้เห็นว่า เทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ของเราได้ก้าวไปไกลมากแล้ว ซึ่งการค้นพบสิ่งต่างๆ นั้นสามารถที่จะยืนยันได้ แต่ถึงแม้ว่ามันจะกว่าหน้าไปไกลแค่ไหน แต่มันก็ยังมีหลายสิ่งหลายอย่างอีกมากมาย

                    ที่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถค้นพบได้   ซึ่งบางเรื่องก็ทำได้เพียงแค่สงสัยเพียงเท่านั้น เรื่องราวต่างๆ ที่ได้มีการค้นพบทั้งในโลกของเราเอง หรือว่านอกโลกเองก็ตามเป็นสิ่งที่ล้วนสำคัญทั้งนั้น

สุดท้ายนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เรื่องราวทั้งหมด  ที่เราได้กว่ามานั้นเป้นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งถ้าหากว่าใครสนใจที่จะศึกษาเกี่ยวกับเรื่องราว ของน้ำควอนตัมนี้ต่อ ความสามารถค้นหาได้ตามอินเตอร์เน็ต หรือว่าหนังสือที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงเลยก็ได้ แต่จะศึกษาในประเด็นใด ต้องรวบรวมข้อมูลให้มากพอที่จะศึกษาประเด็นของความน้ำก่อนจะดูควอนตัม

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย   จีคลับ สล็อต มือถือ

น้ำเหนือวิกฤต

หลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นมาบนโลกของเรานั้น บางเรื่องมันก็เป็นเรื่องที่เรานั้นยากจะเข้าเลยในทันที เพราะมันค้องอาศัยปัจจัยหลายๆ อย่างๆ ทั้งเรื่องของเวลา ความรู้พื้นฐานเบื้องต้นของเรื่องนั้น และอีกหลายอย่างมากมาย

แต่บางเรื่องก็ไม่ต้องอาศัยสิ่งเหล่านี้ เราก็สามารถที่จะทำความเข้าใจได้เป็นอย่างดี   มันอาจจะเพราะเรื่องนั้นเราสนใจ หรืออะไรก็ตามแต่ เช่นเดียวกับเรื่องที่เรากำลังจะพูดถึงต่อไปนี้นั้นก็คือเรื่องที่เกี่ยวกับน้ำ มันอาจจะดูว่าง่าย แลฃะเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเรามากเกินไป แต่เปล่าเลยากกว่ามันมีอะไรที่มากว่านั้นอย่างแน่นอน

สสารนั้นมันสามารถไปถึงสถานะเหนือวิฤกตได้  ก็ต่อเมื่อ มีอุณหภูมิและความดันที่สูงมาก จนมันไม่มีความแตกต่างระหว่างสถานะของเหลวและสถานะก๊าซ และในกรณีของน้ำที่เรากำลังจะได้พูดถึงนี้

น้ำจะอยู่ในสถานะเหนือวิฤกตได้ นั้นคือหลังจากที่มันมีสถานะเป็นก๊าซ ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงลำดับตามสถานะของน้ำนั้นก็คือ จากสถานะของแข็ง ของเหลว ก๊าซ ไปจนถึงสถานะเหนือวิกฤต

ซึ่ง ณ จุดๆนี้ น้ำจะอยู่ในรูปแบบของไอแปลกที่ไม่ใช่ก๊าซ เมื่อน้ำมาถึงสถานะเหนือวิกฤตน้ำอุณหภูมิของน้ำที่วัดได้จะ มีอุณหภูมิอยู่ที่ 373 องศาเซลเซียส และแรงดันที่ได้จะสูงถึง 220 บาร์  ซึ่งน้ำที่อยู่ในสถานะเหนือ วิฤกตนั้นจะไม่สามารถที่จะบีบอัดแล้ว  กลับไปเป็นของเหลวในขณะที่อยู่ในสถานะนั้นได้ เช่นเดียวกับของไหลวิฤกตยิ่งยวด หรือก็คือ Supercritical Fluid อื่นๆ

ที่จะสามารถแพร่แทรกเข้าไปในโครงสร้าง  ของของแข็งได้ดี โดยที่น้ำในสถานะของวิฤกตนั้นจะสามารถไหลผ่านของแข็งได้  เหมือนกับสถานะก๊าซ และสามารถที่จะเป็นตัวทำละลายกับสถานะของเหลว และนี้ก็ดูเหมือกับว่าจะเป็นเรื่องที่แปลกใหม่มากๆ

สำหรับใครหลายๆ คน ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับน้ำ แต่ก็ใช่ว่ามันจะเป็นที่คนทั่วไปจะนำมาพูดถึงกันแต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์  ถ้าหากว่าเราหันมาสนใจเรื่องราวเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์  เพิ่มมากขึ้น ถึงแม้ว่ามันจะใช้ในชีวิตประจำวันของเราไม่ได้ แต่ก็ใช่ว่าเราจะศึกษาเกี่ยวกับมันไม่ได้

อย่างไรก็ตามสุดท้ายนี้คุณอย่าคิดว่าอะไรที่มันเป็นเรื่อง  ใกล้ตัวของเรามันจะเป็นเรื่องที่ง่าย และเราอาจจะมองข้ามไปไม่ได้สนใจมัน แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เรื่องใกล้ตัวของเรา  มันกลับมามีบทบาทในชีวิตของเราขึ้นมาซักวัน นั้นก็คงจะเป็นอะไรที่คุณคงจะนึกไม่ถึงอย่างแน่นอน อย่างทำให้เรื่องที่ใกล้ตัวไกลเป็นเรื่อง     ที่ไกลตัวเพียงเพราะไม่ใช่เรื่องที่เราสนใจ

 

สนับสนุนโดย   ae บาคาร่า

การระเบิดของภูเขาไฟยักษ์

 

อย่างที่เรานั้นรู้ๆ กันดีว่าดาวอาทิตย์ที่คอยปล่อยแสงสว่างมา  ให้ยังโลกของเรานั้น มันเป็นดาวฤกษ์  และดาวฤกษ์ที่ว่านี้มีอยู่มากมายหลายดวงในจักรวารของเรา  ที่เราพูดถึงดาวฤกษ์เพราะมันเป็นดาวที่มีอายุขัย ใช่แล้วละ

มันมีอายุเหมือนกับมนุษย์อย่างเราๆ เมื่อถึงวันที่มันหมดอายุมันก็จะทำการระเบิดตัวเองเรียกว่าซูปเปอร์โนวา ซึ่งแน่นอนว่าดวงอาทิตย์ของเรามันก็จะต้องเกิดเหตุการณ์แบบนั้นในวันหนึ่ง และหลายๆ สงสัยว่าแล้วโลกของเราละมีวันที่จะสิ้นันก็จะมีเหตุการณ์ที่จะทำให้สิ้นสุดอายุขัยเหมือนกับ         ดาวฤกษ์หรือไม่ คำตอบก็คือไม่มี แต่ว่ามนุษย์อย่างเราสูญพันธ์ได้เช่นกัน 

Campi Flegrei ภูเขาไฟยักษ์ หรือก็คือ Supervolcano ที่ตั้งอยู่ในอ่าว Naples ซึ่งภูเขาไฟดักล่าวนี้     มันประกอบไปด้วยโครงสร้างใต้ดินอันกว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยแมกมา ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมันจะอยู่ใต้ทะเลโดยภูเขาไฟCampi Flegrei ลูกนี้ มันไม่ได้ปะทุมานานแล้วกว่า 500 ปีได้

  และก็ดูเหมือนกับว่าสิ่งนี้อาจจะเกิดขึ้นได้ในไม่ช้า โดยที่ในเดือน ธันวาคม ปี 2016  นักภูเขาไฟวิทยาได้มีการออกมาเตือนว่าภูเขาไฟ Campi Flegrei  มันสามารถเข้าถึงความกดดันที่ลดลงอย่างรุนแรงซึ่งอาจจะนำไปสู่การปะทุได้ในอนาคต เมื่อประ 39,000 ปีก่อน ภูเขาไฟ Campi Flegrei ได้เคยมีการปะทุขึ้นหรือก็คือเกิดการระเบิดขึ้นมา

มันได้ปลดปล่อยปรมาณลาวาออกมา มากกว่า 300 ลูกบากศ์กิโลเมตร ซึ่งได้แผ่ขยายหินหลอมเหลวไปไกลกว่า 70 กิโลเมตร และได้มีการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกขึ้นไปบนอากาศกว่า 450,000 ตัน โดยที่เถ่าภูเขาไฟ ได้ลอยไปไกล  ถึง 2,000 กิโลเมตร

ซึ่งการปะทุในครั้งนั้น  ส่งผลร้ายแรงต่อทวีปยุโยปมาหลายศตวรร ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยออกมา จากการปะทุของภูเขาไฟในฤดูหนาว ได้ปกคลุมดินด้วยความหนา 20 เซนติเมตร และได้ปิดกั้นความร้านจากดวงอาทิตย์ที่ได้ส่องแสงลงมายังโลกของเรา

ถึงแม้ว่า Campi Flegrei อาจจะไม่ได้เป็นSupervolcano เพียงแห่งเดียวที่ยังคงมีอยู่บนโลกของเรา ซึ่งทะเลสาป โตบาร์ ในประเทศอินโดนิเซีย และทะเลสาป Taupo ในนิวซีแลน ก็ล้วนเป็นสถานที่ของภูเขาไฟ ที่มีศักยภาพในการกวดล้างทุกสิ่งอย่างเป็นจำนวนมากในโลกของเรา

และเปลี่ยนที่ดินในบริเวณนั้นให้กลายเป็นทะเลทราบ ซึ่งผู้เชี่ยงชายกำลังทำงานกันอย่างนัก เพื่อให้สามารถคาดการณ์ได้ว่า การปะทุที่รุนแรงแบบนี้จะเกิดขึ้นเมื่อใด โดยนักธรณีวิทยา       ที่ศึกษาภูเขาไฟแบบเดียวกันนี้เชื่อว่ามันจะมีการทื้งช่วงเวลาของการปะทุเฉลี่ย 740,000 ปี

ในระหว่างการปะทุของแต่ละรอบ  นั้นก็หมายความว่าสิ่งมีชีวิตบนโลกในปัจจุบันจะยังคงปลอดภัย อย่างน้อยๆ ก็ 100,000 ปี และเราก็หวังว่าทฤษฏีทั้งหมดจะเชื่อถือได้

 

สนับสนุนโดย  ufabet

การระเบิดของรังสีแกมมา

อย่างที่เรานั้นเองก็รู้ ๆ กันดีว่าโลกของเรานั้นถือกำเนิดเกิดขึ้นมาเมื่อนานมาแล้ว ตั้งแต่ 4.5 พันล้านปีก่อน ซึ่งตั้งแต่ในตอนนั้นจนถึงตอนนี้โลกของเรา  มีการเปลี่ยนแปลงไปไกลมาก

จนในบางทีเราเองยังตามไม่ทันมัน เป็นความจริงที่ว่าโลกเกิดขึ้นมานานแล้ว  และคุณเคยคิดไหมว่ามันเกิดมานาน และมันจะมีวันหายไปหม พูดง่ายๆ ก็คือจะมัวันสิ้นโลกไหมนั้นเอง แน่นอนว่าดลกของเรา

ไม่สามารถที่จะทำลายตัวเองได้เหมือนกับดาวฤกษ์ อย่างดวงอาทิตย์ แต่สิ่งรอบข้างนั้นสามารถที่จะทำได้ นั้นก็รวมถึงมนุษย์เราด้วย แต่ก็คงจะไม่มีใครโง่ทำลายดาวบ้านเกิดตัวเองหรอก

รังสีนั้นเป็นสิ่งที่เราได้ยินกันอยู่บ่อยๆ รังสีแกมมาก็เป็นอีกสังสีที่ผ่านหูผ่านตามาบาง วันนี้เราจะมาพูดเรื่องเกี่วกับการระเบิดของรังสีแกมมา หรือก็คือ Gamma-Ray Burst (GRB) เป็นการระเบิดของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่สูง

ซึ่งการระเบิดดังกล่าวนี้มันสามารถที่จะให้พลังงานที่มากกว่าดวงอาทิตย์ได้ โดยที่ใน 10 ล้านปี มันจะเกิดขึ้นในไม่กี่วินาที ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า(GRB)  อาจจะเกิดจากการระเบิดของดาว หรือว่าจากการชนของดาวนิวตรอน มีการประเมินว่าหากโลกของเราถูกโจมตี  จากการระเบิดของรังสีแกมมาที่เกิดขึ้นในทางช้างเผือก มันจะทำลายชั้นบรรยากาศของโลกเรา

และจะทำลายชั้นโอโซน ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยปกป้องเราจากรังสีอัตราไวโอเลต และจะก่อให้เกิดการสูญพันธ์ครั้งใหญ่ได้ โดยที่นักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่า การระเบิดของรังสีแกมมาอาจจะให้รังสีคอสมิกด้วย

ซึ่งจะทำให้เกิดการเจ็บป่วยจากการแผ่รังสี ในผู้ที่สามารถเอาชีวิตรอดจากผลกระทบเบื้ยงต้นของ(GRB) การระเบิดส่วนใหญ่ขะใช้เวลาน้อยกว่า 2 วินาทีแต่ (GRB) ที่ยาวนานกว่า 2 วินทีที่กระทบต่อดลกของเราโดยตรงอาจจะทำให้เกิดการสูญพันธ์ครั้งใหญ่บนโลก

แต่อย่างไรก็ตามเรายังคงโชคดี ที่การระเบิดของรังสีแกมมานั้นมันเกิดขึ้นในกาแล็กซี่แคระที่อยู่ห่างไกลจากเราออกไป  แต่ถ้าว่าเมื่อใด ที่มันเกิดขึ้นใกล้กับบ้านของเรานักวิทยาศาสตร์ได้คาดการณ์ว่า การระเบิดของรังสีแกมมาอาจจะทำให้เกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่บนโลกของเรา 

แต่สุดท้ายแล้ว ไ ม่ว่าวันสิ้นโลกของเราจะเกิจากการระเบิดของรังสีแกมมาหรือไม่นั้นก็เป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคตของเรา ซึ่งเราเองก็ยังไม่รู้อีกว่ามันจะเกิดขึ้นตอนไหน แต่อย่างไรก้ตามไม่ว่ามันจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้น อันเป็นสิ่งที่ธรรมชาตกำหนดเอาไว้เราไม่สามารถที่จะหลีกเลี้ยงมันได้

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย    เว็บพนันออนไลน์ ฟรีเครดิต

ดาวหางโบร์เซน

ท้องฟ้าในยามราตรีนั้น เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เมื่อเรามองขึ้นไป  เมื่อไหร่ก็ไม่มีวันเบื่อ เพราะมันจะคอยเป็นเพื่อนเราอยู่กับเราในยามที่เรารู้สึกเหงา แต่รอบข้างของเราไม่มีใครที่จะสามารถปลอบเราได้เลย ท้องฟ้าเป็นสิ่งแรกที่เราจะมองเห็นมัน มองขึ้นไป

ต่อให้มันจะพูดกับเราไม่ได้แต่เชื่อเถอะว่ามันทำให้คุรดีขึ้นได้   ไม่มากก็น้อย และเมื่อมองมันแล้วคุณก็คงจะคิดว่าบนนั้นมีอะไรที่เป็นความลับแล้วบอกใครไม่ได้เหมือนกับคุณไหม แน่นอนว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีความลับที่เราไม่สามารถเข้าถึงได้ อาจจะเป็นเพราะว่ามันยังไม่ถึงเวลาที่จะต้องรู้ก็เป็นไปได้ แต่มันก้คงจะไม่เป็นความลับไปตลอดหรอก

ดาวหางนั้นเป็นวุตถุบนท้องฟ้าชนิดหนึ่งที่หลายๆ คนรู้จักดี และสำหรับในวันนี้เราจะมาทำความรู้จักเกี่ยวกับดาวหางดวงหนึ่ง ที่ชื่อของมันตรงกับชื่อเรื่องเลย ดาวหางโบร์เซนนั้น มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ดาวหาง 5D โบร์เซน มันถูกค้นพบโดย Theodor Brorsen นักดาราศาสตร์ท่านหนึ่ง เทื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ปี 1846 และมันก็ยังคงปรากฏให้เราได้เห็นกัน จนถึงวันที่ 22 เมษายน ในปีเดียวกันนั้น จนกระทั้งใน

ที่สุดมันก็เกิดทางห่างไกลออกไป  เกินกว่าที่เราจะสามารถสังเกตได้ จนในกระทั้งJohann Franz Encke       นักดาราศาสตร์ชาวเยอรมัน ได้มีการอ้างว่าดาวหางโบร์เซนดวงนี้นั้น จะมีการปรากฏตัวในตอนกลางคืน และทุกๆ 3.44 ปี แต่ในตอนต่อมาคาดว่าน่าจะอยู่ในประมาณ 5.5 ปี

และยังได้มรการคาดการณ์อีกว่าดาวหางดวงนี้ จะกลับมาให้เราได้เห็นกันอีกครั้งใน เดือนกันยายน ปี 1851 แต่ถ้าว่าก็ไม่มีใครเคยเห็นมันมาก่อนเลย จนกระทั้งที่ในเดือนมีนาคม ปี 1857  Karl Christian Bruhns นักดาราศาสตร์ชาวเยอรมัน

ได้ทำการค้นพบดาวหาง แต่มันก็ไม่ใช่ดาวหางดวงใหม่แต่อย่างไร และดาวหางดวงนี้ก็คือดาวหางโบร์เซน ที่หายไปก่อนหน้านี้ ดาวหางโบร์เซนมันได้กลับมาอีกครั้งแต่ไม่ได้เป็นที่สังเกตเท่าไรนั้น จนกระทั้งมันปรากฏขึ้นใน       ปี 1868

อย่างไรก็ตามมันควรจะกลับมาอีกครั้ง ในปี 1874  แต่ถ้าว่าดาวหางโบร์เซนได้มีการปรากฏตัวเร็วขึ้นหนึ่งปี โดยที่นักดาราศาตร์ได้มีการสังเกตเห็นว่าดาวหางโบร์เซนนั้นมันจะโคจรเข้าใกล้ดาวพฤหัสบดี ซึ่งได้ทำให้วงโคจรของมันเปลี่ยนไป และทำให้มันมีวงโคจรที่สั้นลง 

อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นก็ไม่มีใคร   ที่จะสามารถค้นพบดาวหางดวงนี้  อีกเลย มันคงจะเหลือไว้เพียงแต่ชื่อไว้ให้นักดาราศาสตร์รุ่นต่อไปได้ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องราวของมันเพียงเท่านั้น

 

สนับสนุนโดย   gclub ฟรีสปิน

RX J1856.5-3754

หลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นมารอบๆ  ตัวเองเรานั้น ถึงแม้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวแต่ก็ใช่ว่าเราจะสังเกตไปทุกเรื่อง เพราะเรื่องที่เราจะต้องทำเป็นประจำก็มากพออยู่แล้วเลยเลือกที่จะมองข้าม          

สิ่งเหล่านั้นไป แต่นั้นก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่ผิดอะไร  เพราะคนส่วนใหญก็มักจะทำกันแบบนี้อยู่แล้ว แต่มันมีอยู่สิ่งหนึ่งที่ไม่อยากให้ทุกคนละเลย  แล้วก็มองข้ามไปว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่สำคัญ แต่ที่จริงแล้วไม่ก็ไม่ได้สำคัญไปน้อยกว่า สิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลกของเราเลย

ใช่แล้วละเรื่องที่เรานั้นได้ศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับมันดูนั้นก็คือเรื่องราวของสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอวกาศของเรานั้นเอง

ถึงแม้ว่าอวกาศจะกว้างใหญ่มากแค่ไหน แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องอยากเลย  ถ้าหากว่าเราสนใจที่จะศึกษาเกี่ยวกับมันจริงๆ เพียงแต่ว่าในบางเรื่อง  เราต้องให้เวลากับมันหน่อย ก็เหมือนกับคนที่ทำอะไรที่ตัวเอง  

  ไม่เคยทำและไม่เก่งในด้านนั้นเอาเสียเลย คนเหล่านี้เข้ามีความสนใจที่จะฝึกฝน แต่เราจะต้องให้เวลาเขามากหน่อยเท่านั้นเอง และในวันนี้เราจะพากทุกคนไปรู้จักกับดาวดวงหนึ่ง ที่ชื่อของมันก้ตรงกับชื่อเรื่องเลยดาวนี้นั้นถึงแม้ว่ามันจะมีขนาดที่เล็ก แต่ก็เป็นเล็กพริกขี้หนูนะบอกไว้ก่อนเลย เพราะเจ้านี้นั้น มีมวลที่สูงกว่า       

  ดวงอาทิตย์ของเราด้วยซ้ำ มันมีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ถึง 10 เท่า  และมีสนามแม่เหล็กมากว่า พันล้านเท่า      

ซึ่งอนุภาคเหล่านี้นั้นยังมีคามแข็งแกร่งมากอีกด้วย จนแสงนั้นไม่สามารถที่จะผ่านได้ แต่มันจะปรากฏขึ้นและหายไปอย่างไร้รองรอยแทน ในส่วนของเหตุผลที่เป็นอย่างนั้น เกิดจากการทำงานรวมกัน ระหว่างโฟตรอน และอนุภาคภายในอวกาศ

ทำให้ไม่ดูเหมือนกับว่าแสงปรากฏขึ้นและหายไป ยิ่งสนามแม่เหล็กแรงมากเท่าไร การเลี้ยวเบนของแสงก็จะยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น ดาวดวงนี้คาดว่าก่อตัวขึ้นหลังจากเกิดเหตุการณ์ซูปเปอร์โนวาของกลุ่มดาวใกล้เคียง เมื่อ 1 ล้านปีก่อน ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของมันอยู่ที่ 7.6 – 16.10 กิโลเมตร  แรงโน้มถ่วงมากกว่าโลกของเรามากถึง 2 ล้านล้านเท่ากันเลย

และที่น่าแปลกไปกว่านั้นก็คือ        ที่ดาวดวงนี้มีปรากฏการณ์ยืดเวลาแรงโน้มถ่วงอีกด้วย  หมายความว่าหากบนดาวดวงนี้อายุ 8 ปี บนโลก ของเราก็จะมีเวลาเท่ากับ 10 ปี และถ้าหากว่าเราสามารถที่จะไปอยู่บนดาวดวงนี้ได้จริงๆ

คงไม่ต้องใช้ครีมกันเลยก็ว่าได้ แต่อย่างไรก็ตามเรื่องจริงก็มีอยู่ว่าหากเราจะย้ายไปอยู่บนดาวดวงอื่นนั้นเป็นเรื่องที่ยัง ไม่สามารถที่จะทำได้ในตอนนี้  แต่ในอนาคตก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเกิดขึ้นไหม แต่เราคงไม่ได้อยู่ดูจนถึงตอนนั้นหรอก พูดแล้วก็เศร้า

 

ได้รับการสนับสนุนโดย   gclub ฟรี 100

VX Sagittarii

คุณว่าชีวิตของคนเรานั้นมีความซับซ้อนมากมายแค่ไหน  แน่นอนว่าคุณอาจจะคิว่าชีวิตของคนเราทั่วไปนี้มันชั่งซับซ้อนเหลือเกิด ซับซ้อนจนบางทีเราเองก็ยังไม่เข้าใจตัวเองว่าชีวิตนี้ต้องการบางทีคิดว่าอะไรกันแน่ หรือเกิดมาต้องการเพียงแค่เงินทองเท่านั้น

ชีวิตต้องการแค่นี้เท่านั้นหรือ  แต่ว่าบางคนกลับคิดว่าชีวิตนี้ที่เกิดมาเงินก็จำเป็น แต่มันไม่ได้เป็นทุกอย่างของชีวิตเราหรอก  ความสุขต่างหากเกิดมาหนึ่งชีวิตของใช้ชีวิตให้คุ้มมีความสุขกับการใช้ชีวิต เรื่องบางเรื่องไม่จำเป็นต้องคิดมากก็ได้ คุณว่าชีวิตของคนเรานั้น       มีความซับซ้อนแลเว แต่ยังมมีอีกหลายสิ่งที่ซับซ้อนกว่านี้อีก

อย่างที่เราได้กล่าวไปว่ามีสิ่งที่ซับซ้อนการมนุษย์นั้น  หลายๆ คนอยากจะรู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไรแน่นอนว่าเรามีคำตอบให้ สิ่งที่ซับซ้อนกว่ามนุษย์นั้นก็คือ จักรวารที่แสนจะกว้างใหญ่ที่รวมเอาดวงดาว และกาแล็กซี่ต่างๆเอาไว้มากมาย

สิ่งนี้ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ใครหลายๆ คนไม่ค่อยได้ให้ความสนใจเท่าไหร่นัก ในส่วนของวันนี้เราจะมาทำความรู้จักเกี่ยวกับดาวดวงหนึ่งที่มีชื่อว่า  VX Sagittarii ดาวดวงนี้นั้นเป็น       ดาวฤกษ์อีกดวงหนึ่งที่จัดอยู่ในประเภทของ  Sed Supergtant และ Hypergiant สำหรับดาวฤกษ์ดวงนี้นั้นตั้งอยู่ในกลุ่มของดาวคนยิงธนู

มันอยู่ห่างจากโลกและดวงอาทิตย์ของเราถึงประมาณ 5,000 ปีแสง และ    ดาวฤกษ์  ดวงนี้มันยังมีความไม่ธรรมดาซ้อนอยู่เพราะแสงสว่างที่มันปล่อยออกมันนั้นมันมีความสว่าง        ที่มากกว่า    ดวงอาทิตย์ของมากถึง 110,000-19,000 เท่ากันเลยทีเดียว

เนื่องจากว่าดาวที่อยู่ในกลุ่มคนยิงธนู  มีรูปร่างที่ไม่แน่นอนจึงไม่สามารถวัดขนาดที่ชัดเจนได้ ขนาดของมันมีรัศมีที่ใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ของเรามากถึง 1,350-1.940 เท่า ซึ่งถือได้ว่ามันเป็นดาวฤกษ์อีกดวงหนึ่งที่มีขนาดที่ใหญ่เอามากๆ ดวงหนึ่งในจักรวารแห่งนี้เลยก็ว่าได้

อย่างไรก็ตามในส่นของดาวฤฏษ์ที่มีขนากที่ใหญ่ๆ นั้น  ยังมีอยู่อีกมากมายในจักรวารแห่งนี้ ดาวฤกษ์นั้นดาวที่มีอายุขัยเช่นเดียวกับมนุษย์อย่างเรา เพราะเมื่อถือเวลาหรือสิ้นสุดอายุขัยของมันแล้วนั้น  มันก็จะทำการระเบิดตัวของมันเอง 

ซึ่งถือว่าในการระเบิดของดาวฤกษ์แต่ละครั้งนั้นถือว่าการระเบิด    ที่ยิ่งใหญ่เอามากๆ ในจักรวาร แต่อายุขัยของดาวฤกษ์แต่ละดวงนั้นก็จะมีความแตกต่างกันไป แต่อายุขัยของมันไม่ได้มีเทากับสิ่งมีชีวตอย่างเราๆ หรอกนะ เพราะถ้าเป็นแบบนั้นดวงอาทิตย์ของก็คงจะระเบิดไป       นานแล้ว และโลกของเราแห่งนี้  ก็คงจะไม่มีอยู่อีกแล้วตลอดการ มันคงจะเหลือเพียงแค่ชื่อเท่านั้น

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย   ufabet

แรงดึงดูดลึกลับ

ทุกคนเคยสงสัยหรือไม่ว่ามนุษย์อย่างเราๆ นี้สามารถที่จะอาศัยหรือว่าดำรงชีวิตอยู่บนโลกได้อย่าไรโดยที่ไม่ลองลอยไปในอวกาศ และที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่าโลกของเรานั้นมีแรงดึงดูดยังไงละ ในส่วนของแรงดึงดูดที่ว่านี้นั้น

มันดูดทุกสิ่งที่มีอยู่บนโลกของเราเอาไว้ไม่ให้มันลองลอยออกไปในโลก ซึ่งถ้าโลกของเราไม่มีแรงดึงดูดที่ว่าไม่รู้ว่าชีวิตของเราทุกคนจะลองลอยอยู่ส่วนไหนของอวกาศที่กว้างใหญ่แบบนี้ และถ้าเป็นแบบนั้นจริง ๆ อาจจะจะไม่มีสิ่งมีชีวิตบนโลกนี้เลยก็ได้

แรงดึงดูดนั้นจำเป็นอย่างมาก ต่อทุกสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บนโลกใบนี้เพราะถ้าไม่มีมันแล้วละก็วันนั้นคงจะเป็นวันที่โลกของเราไม่มีสิ่งมีชีวิตหลงเหลืออยู่เลย ถึงแม้ว่ววงการของวิทยาศาสตร์นั้นจะมีการพัฒนาไปมากมายแค่ไหน แต่มันก็ยังมีเรื่องราวที่เป็นปริศนาที่รอการเปิดเผยอยู่อีกมากมาย และหนึ่งในเรื่องที่น้อยคนนักที่รู้เกี่ยวกับเรื่องของแรงดึงดูดลึกลับนี้ด้วย

ถึงแม้ว่าในอวกาศนั้นจะมีอยู่เกือบทุกที่ แต่เจ้านี้นั้นพิเศษใส่ไข่กว่าคนอื่น เนื่องจากว่าไม่มีใครสามารถที่จะระบุได้ว่ามันอยู่ตรงไหนในอวกาศกันแน่ รู้เพียงแค่วามันมีตัวตอนอยู่จริง ๆ แต่ไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่าตำแหน่งของมันนั้นอยู่ที่ไหนกันปิดบังหน้าตากันสุดๆ ไปเลยก็ว่าได้ ในส่วนของแรงดึงดูดลึกลับที่ว่านี้นั้นมันถูกค้นพบในปี 1970

ขณะที่นักดาราศาสตร์กำลังทำ แผนที่รังสีไม่โครเวฟพื้นหลังของจักรวาร โดยที่เขาได้สังเกตเห็นว่ามีแสงเล็กๆ กำลังเคลื่อนตัวไปทาง กาแล็กซี่ช้างเผือกมากกว่าปกติด้วยความเร็วประมาณ 600 กิโลเมตรต่อวินาที และยังมีการเชื่อกันว่ามันต้องเป็นแรงดึงดูดจากที่ไหนสักแห่งแน่ๆ และสุดท้ายเราก็ได้พบว่ามีกาแล็กซี่ขนาดอยู่ในบริวาณดังกล่าว

มันมีมวลที่มากกว่าดวงอาทิตย์มากถึง 1,000 ล้านล้านเท่ากันเลยทีเดียว ซึ่งมวลของมันนั้นมากพอที่จะสามารถดูดเอากาแล็กซี่นับพันให้มากระจุดรวมกันอยู่ในบริวารที่ว่านี้ก็ยังสามารถที่จะทำได้ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ได้เจอ

แต่ถ้าหากว่ากาแล็กซี่ของเรานั้นถูกดูดเข้าไปแล้ว   ก็ไม่อยากจะคิดเลยว่าเราจะเป็นอย่างไรนั้นก็เป็นปริศนาที่ยังคงจะต้องหาคำตอบกันต่อไปอย่างที่เราได้บอกไปว่ามันเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่เรานั้นสามารถค้นพบสิ่งน่าตื่นเต้นได้ขนาดนี้ 

แต่ในความตื่นเต้นนั้นมันก็ยังคงมีความกลัวซ้อนเอาไว้อยู่ดี ความกลัวที่เกิดขึ้นที่ว่านี้เรานั้น            ไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่ามันจะดูดเอาเราไปหรือไม่ เพราะถ้าหากว่าดูดไปแล้วเรายังสามารถทำทุกอย่างได้เหมือนเดิมนั้นก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี 

แต่ถ้าหากว่าดูดไปแล้วโลกของเราไปชนเข้ากับดาวดวงอื่นที่ถูกดูดเข้ามาพร้อมกันแล้วละก็ไม่อยากจะคิกเลยว่า วันนั้นต้องเป็นวันที่ทุกสิ่งมีชีวิตทกชนิดบนโลกใบนี้ได้มีชีวิตอยู่อย่างแน่นอน เพราะหลังจากการจนกันแล้วโลกของเราอาจจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ โดยที่เราเองก็ต้องจบชีวิตลงในวันนั้นอย่างแน่นอน

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย   เล่นคาสิโนออนไลน์ ที่ไหนดี

สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาในอวกาศ

หลายๆ คนนั้นคงจะรู้กันดีว่ามนุษย์โลกอย่างเราๆ นี้ได้มีการศึกษาเกี่ยวกับอวกาศมาตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน มีหลายสิ่งหลายาอย่างที่นักวิทยาศาสตร์และนักดาราศาสตร์ได้ค้นพบ ซึ่งแน่นอนว่าบางเรื่องเราเองก้เคยได้เรียนกันในบทเรียนเกี่ยวกับวิยาสาสตร์ทั่ว ๆ ไปด้วยเช่นกัน

แล้วทุกคนเคยสงสัยหรือเปล่าว่าในอวกาศนั้นนอกจาก ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ โลก และดาวเคราะห์อื่น ๆ ในระบบสุริยะของเรา มันยังมีอะไรอีกไหม แน่นอนว่าคำถามนี้เป็นคำถามยอดฮิตเอามาก ๆ เลยก็ว่าได้

สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา ชื่อนี้คงจะเป็นอะไรที่น้อยคนนักที่จะเคยได้ยินกัน แต่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่แปลกใหม่อะไร และหลายคนคงจะเคยได้ยินกันมาบ้าง แล้วคุณเชื่อไหมว่าในอวกาศก็มี แถมมันยังเป็นที่ที่ลึกลับซับซ้อนมากเหมือนกันกับที่มีอยู่ในโลกของเราสะด้วยสิ สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาที่ว่านี้มันอยู่ในบริเวณมหาสมุทรแอตแลนติกตอนใต้

ซึ่งเหล่าบรรดานักบินอวกาศนั้น พวกเขาไม่ค่อยอยากที่จะเข้าใกล้สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาที่ว่านี้เท่าไหร่นัก ถ้าหากว่าไม่จำเป็นจริง ๆ เพราะมันเกิดปรากฏการณ์แสงเฟลชขนาดใหญ่ที่เรียกว่า SAA โดยมันจะเกิดขึ้นมาโดยที่ไม่มีเสียงใดเพื่อที่จะแจ้งเตือนเราก่อนล้วงหน้าเลย แสงท่ว่านี้ไม่เป็นอันตรายต่อผู้คน แต่มันจะทำให้ระบบคอมพิวเตอร์เกิดอาการรวนอย่างหนัก  จนกระทั้งจะต้องซ้อมกันยกใหญ่ เพราะฉนั้นไม่ว่ายานอวกาศ

สถานีอวกาศ หรือแม้แต่ดาวเทียมก็ตามถ้าหากว่าเผลอเข้ามาในบริเวณนี้ก็มีสิทธิ์ที่จะกลับบ้านแบบมึนๆ ได้เหมือนกัน ในส่วนของสาเหตุของปรากฏการณ์ที่ว่าน่าจะเกิดมาจากรักสีที่มีความเข้มข้นสูงก็ได้ ถึงแม้ว่ามันจะไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์และโลกก็ตาม

แต่มันก็เล่นทำให้ระบบคอมพิวเตอร์พังไม่เป็นท่าแบบนี้ใครที่เซฟงานไมม่ทันก็คงต้องรับกำกันต่อไปแล้วละ และคงจะเป็นเพราะเหตุผลที่ว่านี้พื้นที่ในบริเวณถึงไม่มีเครื่องบินบินผ่านเลย   แต่ให้มันจะเป็นเส้นทางที่ใกล้กว่าแต่มันก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะเป็นเส้นทางที่ดีที่สุด

เพราะถ้าหากเกิดว่ามันมีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นมาในระหว่างที่เครื่องบินกำลังบินผ่านไป ไม่อยากจะคิดเลยว่าระบบคอมพิวเตอร์ที่แปรปรวนแบบนี้จะสามารถบังคับเครื่องบินไม่ให้ตกลงสู่พื้นได้อย่างไร

 ดังนั้นจะเป็นการดีกว่าถ้าหากว่าเลือกไป ในเส้นทางที่ไกลกว่าแต่มีความปลอดภัยสูงกว่าเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามนี้ไม่ใช้เรื่องที่แปลกใหม่อย่างที่เราได้บอกไปข้างต้นเพราะเรื่องนี้ได้ถูกค้นพบมาเมื่อนานมากแล้ว

 

ได้รับการสนับสนุนโดย     ีดฟิำะ