แบคทีเรียกับแฟชั่น

ยุคสมัยที่มีความเฟื่องฟูกันมากๆในทางเทคโนโลยี

และพัฒนาการของอารยะธรรมมนุษย์ทำให้เราได้เห็นสิ่งต่างๆมากมายที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ที่ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างสิ่งต่างๆเหล่านั้นขึ้นมา และที่เห็นได้ชัดเลยว่าโลกของเราได้

มีวิวัฒนาการของเทคโนโลยีที่ควบคู่ไปกับความงามนั่นก็คือ เรื่องราวของวงการแฟชั่นนั่นเอง ซึ่งในปัจจุบันก็มีการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆเพื่อใช้ในวงการนี้อยู่เสมอ อย่างที่วันนี้ที่เราจะมานำเสนอเกี่ยวกับการที่ได้คิดค้นนำเอาแบคทีเรียมาใช้ในการช่วยย้อมสีผ้าเพื่อที่จะลดการใช้น้ำ

      ทุกคนรู้หรือไม่ว่าเสื้อยืดที่หลายๆคนนิยมสวมใส่กันอย่างที่เป็นผ้าคอตตอนจำนวน 1 ตัวนั้นในกระบวนการทางการผลิตอาจจะมีการใช้ปริมาณน้ำที่มากถึง 630 ลิตรที่ใช้ในการย้อมสีเสื้อหนึ่งตัวนั้นเลยก็ว่าได้

โดยที่หลังจากนั้นน้ำที่เกิดเสียจากการผ่านสารเคมีโดยที่ไม่ได้มีการทำการบำบัดก่อนปล่อยทิ้งลงไปแหล่งน้ำต่างๆก็จะทำการคร่าชีวิตสัตว์น้ำจำนวนมากส่งผลเป็นมลภาวะที่ไม่ดี แต่สำหรับกระบวนการที่เราจะนำเสนอข้อมูลในวันนี้นั้นเป็นวิธีการใหม่โดยจะมีการใช้น้ำในกระบวนการผลิตเพียง 200 มิลลิลิตรต่อกระบวนการย้อมผ้าใน 1 กิโลกรัม

สำหรับกระบวนการในการย้อมผ้าในสายการผลิตนี้จะมีการใช้แบคทีเรีย“Streptomyces coelicolor” ซึ่งแบคทีเรียนี้เองที่จะเป็นตัวที่ทำให้ในกระบวนการย้อมผ้าในสายการผลิตนั้นมีการใช้น้ำในปริมาณที่น้อยลงอย่างมากต่อการย้อมสีผ้าในแต่ละครั้ง แน่นอนว่าวิธีการนี้เป็นวิธีที่สามารถช่วยให้มีการลดปริมาณที่จะเกิดน้ำเสียที่เป็นมลพิษอันเกิดมาจากกระบวนการย้อมผ้าในรูปแบบวิธีเดิมๆได้โดยในกระบวนการนี้เองก็มีเคล็ดลับในการย้อมผ้านั่นก็คือการใช้แบคทีเรียที่ชื่อว่า“Streptomyces coelicolor”ซึ่งจะมีการหมักกลุ่มของแบคทีเรียเหล่านี้

ลงไปในสารละลายน้ำตาลโดยมันจะเกิดปฏิกิริยาในการผลิตเม็ดสีต่างๆลงไปบนเส้นใยเนื้อผ้าโดยตรง แต่ทั้งนี้เองก็ขึ้นอยู่กับว่าแบคทีเรียต่างๆนี้จะถูกเลี้ยงมาอย่างไร มีกระบวนการเลี้ยงที่ดีหรือไม่ เลี้ยงไว้ที่ไหน ซึ่งจากความเป็นกรดด่างจากสิ่งรอบข้างอย่างสภาพแวดล้อมนั้นเองเราก็สามารถที่จะสร้างสีต่างๆขึ้นมาได้ด้วยอย่างเช่น สีกรมท่า สีชมพูสด ก็สามารถที่จะทำขึ้นได้

       ซึ่งหากจะถามว่าที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรแน่เป็นเรื่องของแฟชั่น เรื่องวิทยาศาสตร์ หรือว่าในเรื่องของการออกแบบ ก็ต้องบอกว่ามันสามารถเป็นได้ทั้งหมดที่กล่าวมา อย่างที่เราได้บอกไปข้างต้นว่าโลกนั้นได้มีวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าไปไกลมากๆทำให้ในปัจจุบันสิ่งต่างๆ

ที่เกิดขึ้นได้ถูกบูรณาการณ์เข้าหากันได้อย่างไม่น่าเชื่อ หรือเป็นสิ่งที่ไม่ได้มีใครคาดคิดเอาไว้ก่อนหน้านี้ว่ามันอาจจะเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามสิ่งต่างเหล่านี้เป็นเรื่องราวดีๆที่จะช่วยให้ชีวิตมนุษย์อย่างเรานั้นดำเนินไปได้อย่างดีมีคุณภาพ และแน่นอนว่าจะมีความสะดวกอีกมากมายเกิดขึ้นมาเพื่ออำนวยให้ชีวิตเราดำเนินไปได้อย่างมีคุณภาพมากยิ่งขึ้นไปอีก

ความจริงของมนุษย์ต่างดาว

คุณเชื่อหรือไม่ว่ามนุษย์ต่างดาวนั้นมีอยู่จริงในเอกภพอันกว้างใหญ่นี้ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ยังหาคำตอบไม่ได้ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะมีหลากหลายเหตุการณ์บนโลกเราที่แปลกเกิดขึ้นต่างๆนานา ที่สามารถนำเอาไปเชื่อมโยงกับมนุษย์อีกสายพันธุ์ที่ไม่ได้อาศัยอยู่บนพื้นโลกเดียวกับเรา เรื่องของมนุษย์ต่างนั้น

มีข่าวออกมาให้เห็นมาแต่นานแล้ว

รวมถึงเรื่องเล่าต่างๆ มีคนเห็นจานบินลักษณะแปลกๆบินอยู่เหนือท้องฟ้าแล้วได้ทำการบันทึกภาพเอาไว้ จนกลายเป็นใหญ่ หลายคนต่างก็พูดกันเป็นเสียงเดียวกันว่าของปลอมหรือใช้เทคนิคการตัดต่อเข้าช่วย จึงทำให้คลิปวีดิโอนั้นได้ถูกนำไปตรวจสอบอย่างละเอียด ปรากฏว่าคลิปนั้นเป็นจริงที่ไม่ได้กระบวนการตัดต่อโดยใช้โปรแกรมใดๆ

จึงทำให้เป็นฮือฮาให้กับเหล่าผู้คนสงสัยเป็นอย่างมากว่ามนุษย์ต่างมีอยู่จริงหรือ และอีกหนึ่งคำกล่าวจากนักวิทยาศาสตร์ที่ได้ออกพูดถึงการมีอยู่จริงของมนุษย์ก่อนที่เขาจะเสียชีวิต

เขามีความตั้งใจอยากจะบอกให้ทุกคนทราบก่อนที่จะเสียชีวิตว่า มนุษย์ต่างดาวนั้นมีอยู่จริง เพราะในโครงการทางวิทยาศาสตร์ของเรานั้นได้ร่วมมือกับมนุษย์ต่างดาว แต่ระยะเวลาที่ผ่านมาจะต้องปิดเป็นความลับไม่อย่างนั้นแล้วทุกคนจะแตกตื่น

เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ก็ใช้ว่าทุกคนจะตกใจหรือแตกตื่นอย่างใด เพราะสุดท้ายคนส่วนมากก็ไม่เคยได้มีการพบเจอกับมนุษย์ต่างดาวตัวจริงเลยสักครั้ง เล่าขานกันว่าที่จริงแล้วมนุษย์ต่างดาวนั้นอาศัยอยู่บนโลกเรามาเป็นเวลานานมากๆพอๆกับการที่มีมนุษย์เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ มนุษย์ต่างนั้นมีความแตกต่างจากมนุษย์ปกติบนโลกที่เราพบเจอกันทั่วไปตรงที่คนพวกนี้ฉลาดมาก

จึงข้อสันนิฐานว่าในอดีตมนุษย์และมนุษย์ต่างดาวอาศัยอยู่กัน มีความสัมพันธ์กัน ทำให้ลูกหลานที่เกิดมาได้รับสปีชีส์ทั้งของมนุษย์ทั่วไปและมนุษย์ต่างดาว กลายเป็นว่าโลกเรานั้นมีทั้งมนุษย์อาศัยและมนุษย์ต่างดาวที่ข้ามสายพันธ์อาศัยอยู่ ลักษณะจึงมีความคล้ายกัน

แต่แล้วมนุษย์ต่างดาวที่มาจากนอกโลกล่ะ มีจริงหรือไม่ มนุษย์ต่างดาวที่อยู่นอกไม่สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆได้เลยว่ามีอยู่จริงไหม แต่ก็มีข้อสงสัยเกิดขึ้นเช่นเดียวกัน โลกเรานั้นมีสิ่งชีวิตหลากหลายสายพันธุ์ไม่ใช่แต่มนุษย์ ยังมีสัตว์หลากหลายประเภท และยังมีเชื้อราแบคทีเรียต่างๆที่ถึงแม้จะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่สิ่งเหล่านี้ก็คือสิ่งชีวิตเหมือนกันเพียงแต่มีขนาดที่เล็กมาก

เช่นเดียวกับดาวดวงอื่นๆในเอกภพ เอกภพนี้กว้างใหญ่มาก ขนาดที่ว่ามนุษย์อย่างเราก็ยังไม่สามารถสร้างยานอวกาศที่จะใช้เดินทางไปสำรวจได้อย่างทั่วถึง นั้นแหละ

เราไม่สามารถทราบได้เลย นั้นหมายความหมายว่าในเอกภพของเรานั้นคงมีดาวที่คล้ายโลกอยู่อีกมากมายและมีสิ่งมีชีวิตเช่นกันกับโลก เพราะถ้าหากเป็นเช่นนั้น ไม่ใช่แค่นอกโลกที่ถูกเรียกว่ามนุษย์ต่างดาว แต่เราอาจจะเป็นมนุษย์ต่างสำหรับเขาเช่นเดียวกัน

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์

วิทยาศาสตร์ : วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ

      เราเคยสังเกตไปรอบๆตัวเรากันหรือไม่ว่าในอาณาบริเวณใกล้ๆรอบตัวเรานั้นมีสิ่งใดบ้างที่เป็นสิ่งที่ธรรมชาติได้สร้างสรรค์ขึ้น หรือธรรมชาติต่างๆที่อยู่รอบตัวเรานั้นเป็นอย่างไรมีอะไรบ้าง แต่การที่เราจะไม่ทันสังเกตเรื่องอะไรพวกนี้นั่นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะด้วยลักษณะการดำเนินชีวิตของแต่ละคนนั้นก็ไม่เหมือนกัน

ต่างคนก็ต่างมุ่งหน้าหาเป้าหมายจนอาจจะไม่ทันได้มองไปยังรอบๆตัว แต่วันนี้เราอยากจะมาแนะนำให้ทุกๆคนได้ทำความเข้าใจและรู้จักกับวิทยาศาสตร์ธรรมชาติกัน

       หากจะกล่าวถึงเรื่องของวิทยาศาสตร์ธรรมชาตินั้นหลายๆคนก็คงจะนึกถึงพวกต้นไม้ใบหญ้าเป็นอย่างแน่นอน สำหรับวิทยาศาสตร์ธรรมชาติเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในพื้นฐานเรื่องที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ประยุกต์นั่นเอง

 

โดยเป้าหมายของวิทยาศาสตร์ธรรมชาตินั้น

เกิดขึ้นมาเพื่อที่จะเป็นตัวที่อธิบายในเรื่องของกระบวนการทำงานหรือกลไกในการทำงานของโลกที่เราอาศัยอยู่นี้ด้วยหลักการทางธรรมชาติ โดยนอกจากนี้แล้วการแยกแยะระหว่างปรัชญาและวิทยาศาสตร์ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับธรรมชาติให้มีความแตกต่างกันก็ยังมีการใช้หลักการในเรื่องของวิทยาศาสตร์ธรรมชาตินี้เองในการตั้งเป็นข้อสังเกตในการแยกแยะให้ออก สำหรับวิทยาศาสตร์ธรรมชาติในปัจจุบันนี้ได้มีการนำมาใช้ประโยชน์ต่างๆในเชิงของความหมายที่เกี่ยวกับเรื่องของวิทยาศาสตร์ชีวภาพอีกด้วย โดยที่วิทยาศาสตร์ธรรมชาติที่เรานำมาเสนอในวันนี้นั้นจะประกอบไปด้วย 2 กลุ่มใหญ่ด้วยกันนั่นก็คือ วิทยาศาสตร์กายภาพ และวิทยาศาสตร์ชีวภาพ

สำหรับวิทยาศาสตร์กายภาพนั้น

จะเน้นไปที่การมุ่งศึกษาไปในส่วนของสิ่งต่างๆในธรรมชาติที่ไม่มีชีวิตกล่าวให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นก็คือเรื่องราวของ เคมี ฟิสิกส์ เรื่องของดาราศาสตร์ หรือแม้กระทั่งในส่วนของธรณีวิทยาเองก็เกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน ในส่วนของวิทยาศาสตร์ชีวภาพนั้นจะเน้นไปที่การศึกษาในเรื่องที่เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตเป็นหลัก ซึ่งในส่วนนี้เองก็มีการแบ่งแยกให้ออกมาเป็น 2 กลุ่มเพื่อระบุให้มีความชัดเจนเพื่อใช้ในการศึกษาได้ง่ายขึ้นโดยแยกเป็นกลุ่มของพฤกษศาสตร์ ที่จะทำการศึกษาค้นคว้าข้อมูลที่เกี่ยวกับพืชหรือต้นไม้ทุกๆชนิด ส่วนอีกกลุ่มนั่นก็คือกลุ่มของสัตวศาสตร์

โดยกลุ่มนี้นั้นจะเน้นในการศึกษาค้นคว้าข้อมูลที่เกี่ยวกับสัตว์บนโลกใบนี้ในทุกๆชนิดเลยก็ว่าได้ จากการวิเคราะห์พบว่าสาเหตุหลักๆที่ทำให้วิทยาศาสตร์ในด้านต่างๆสามารถที่จะมีการพัฒนาขึ้นไปในทิศทางที่ดีและรวดเร็วอยู่เสมอได้นั้น

เป็นผลมาจากการที่ทางวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่แล้วนั้นมักจะมีหลักการในการค้นหาข้อมูลความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในแต่ละเหตุการณ์สำคัญต่างๆโดยการมีการตั้งข้อสังเกตที่เป็นไปได้และน่าเชื่อถือมีการใช้เครื่องมือในการร่วมด้วยในการค้นคว้า มีการปรับใช้เทคโนโลยีต่างๆ จึงทำให้มีความแข็งแกร่งขึ้นได้จากความน่าเชื่อถือและสามารถพิสูจน์ได้เสมอจากศาสตร์นี้

        อย่างไรก็ตามสำหรับวิทยาศาสตร์นั้นในการจะเชื่อ หรือเผยแพร่ข้อมูลต่างๆออกมาได้นั้นจะต้องมีการพิสูจน์หาข้อเท็จจริงที่เป็นข้อมูลที่สามารถเชื่อถือได้ จึงทำให้โลกของเราได้มีการพัฒนาไปอย่างยั่งยืน

และก้าวล้ำต่อไปได้ด้วยหลักการต่างๆนี้ของทางวิทยาศาสตร์ ถือได้ว่าวิทยาศาสตร์นั้นมีบทบาทที่สำคัญมากต่อมนุษย์และโลกที่เราอาศัยอยู่

ปัญญาประดิษฐ์ในอนาคต

นับตั้งแต่อดีตจนมาถึงปัจจุบันเราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดบนโลกเรามากมาย ตึก อาคาร บ้าน อาหาร รวมไปถึงการใช้ชีวิตอยู่ เช่นเดียวกับสิ่งที่ก้าวหน้าแบบก้าวกระโดดที่ต้องคอยพัฒนาอยู่ตลอดเวลานั้นก็คือ เทคโนโลยี และ วิทยาศาสตร์

หลักแล้วก่อนที่เทคโนโลยีจะถูกกำเนิดและพัฒนามาได้ถึงขนาดนี้

ก็ต้องอาศัยหลักการทางวิทยาศาสตร์ กับ คณิตศาสตร์เข้ามาช่วยเป็นต้นกำเนิดอยู่ก่อนแล้ว เพราะการที่สร้างสิ่งประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อตอนสนองมนุษย์จะต้องใช้หลักการคำนวณเข้ามาช่วยในเรื่องสถิติ ฐานข้อมูลต่างๆ จนเกิดมาเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ให้ความสะดวกสบายมากมายต่อมนุษย์อย่างเช่น โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ รถยนต์ เป็นต้น

 

มนุษย์เราเองนั้นไม่ได้หยุดการพัฒนาเพียงเท่านี้

เพราะเทคโนโลยีจะเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับมนุษย์เราไปตลอดเวลา เห็นได้ชัดอย่างโทรศัพท์ ที่ในยุคแรกๆจะเป็นโทรศัพท์บ้านที่ต่อตรงตามสาบสัญญาณ แต่ในเวลาต่อมาก็สามารถพกพาได้ ไม่ว่าจะอยู่ไหนก็สามารถสื่อสารกันได้ และมาจนถึงปัจจุบันที่เราพบเห็น เรานั้นสามารถทำแถบทุกอย่างบนโทรศัพท์ได้แล้ว การกดสั่งอาหารผ่านแอพลิเคชั่นโดยไม่ต้องเดินออกจากบ้าน

สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ถูกพัฒนาขึ้นมา

และแน่นอนว่ามันจะต้องพัฒนาไปในหลายๆด้านในอนาคต นั้นแหละ เพราะในอนาคตเราจะต้องมีสิ่งประดิษฐ์เกิดขึ้นอีกมากมาย รวมไปถึงหุ่นยนต์ คุณอาจจะต้องสงสัยว่าทำไมต้องมีมัน หากมองในมุมของานทำงาน เทียบแรงระหว่างมนุษย์กับหุ่นยนต์ ร่างการมนุษย์นั้นต้องการพักผ่อนเพื่อให้มีแรงในการทำงาน ซึ่งแตกต่างจากหุ่นที่ความแม่นยำและเสถียรกว่า หุ่นยนต์ก็ต้องการพักเช่นกันกับมนุษย์

แต่การทำงานหุ่นยนต์จะสามารถทำงานได้ตลอดและสั่งการโดยระบบได้ หรือที่เขาเรียกว่า ปัญญาประดิษฐ์ ที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยระบบการทำงาน Ai นอกจากจะนำมาใช้ในการทำงานแล้ว ยังประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์อีกเช่นเดียว ซึ่งในอนาคตในมีการคิดไว้แล้วเราอยากจะสบาย ทำงานมาเหนื่อยๆก็คงไม่อยากทำอะไร

แต่ถ้าหากเรามีหุ่นยนต์ไว้ในบ้าน และตั้งค่าป้อนชุดคำสั่งลงไปว่าจะให้หุ่นยนตร์ทำอะไรบ้าง นั้นจะทำให้คุณชื่นชอบหุ่นยนต์เป็นอย่างมาก ทางผู้พัฒนาปัญญาประดิษฐ์ได้ทำการคิดและวางแผนไว้ล่วงหน้าเรียบร้อยแล้วว่า ต่อมนุษย์จะมีความต้องการหุ่นยนต์มากขึ้น

เพื่อที่จะได้เวลามากขึ้น หากพูดในแง่ของการทำงานที่ต้องมีแรงงาน

โดยเปลี่ยนการจ้างมนุษย์มาใช้หุ่นยนต์ในการทำงาน จะทำให้ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายให้แรงงาน แต่ก็ใช้ว่าไม่มีข้อเสียในสายงานบางอาชีพก็ไม่สามารถนำปัญญาประดิษฐ์เข้าไปแทนที่ได้ เพราะในสายงานบางอาชีพนั้นยังคงต้องใช้ความคิด ความรู้สึก และการแก้ไขเฉพาะหน้าอยู่ ฉะนั้นแล้วคุณต้องตามเทคโนโลยีให้ทันก่อนที่ปัญญาประดิษฐ์จะก้าวล้ำคุณ

ทำความรู้จัก อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

มาทำความรู้จัก อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ กันดีกว่า

ไม่มีใครในที่นี้คงไม่รู้จักนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังคนนี้เป็นแน่ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันเชื้อสายยิว ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ทางด้านฟิสิกส์และนักฟิสิกส์ทฤษฎี ที่ได้เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง และได้รับคำยกย่องว่าเป็น นักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่20 อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์นั้นได้เป็นผู้นำเสนอทฤษฎีสัมพัทธภาพ

และยังมีส่วนร่วมในการช่วยพัฒนากลศาสตร์ควอนตัม กลศาสตร์สถิติ รวมถึงจักรวาลวิทยา เมื่อปีพ.ศ.2464 อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ได้รับรางวัลโนเบลในสาขาฟิสิกส์ ซึ่งนั้นเป็นเพราะการอธิบายถึงปรากฎการณ์โฟโตอิเล็กทริก และ การทำประโยชน์แก่ฟิสิกส์ทฤษฎี

 

หลังจากที่ไอน์สไตน์ได้ทำการคิดค้นแล้วพบกับทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปได้

เขาได้กลายมาเป็นผู้ที่มีชื่อเสียง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาเลยในยุคสมัยนั้นสำหรับแวดวงของนักวิทยาศาสตร์ ในเวลาต่อมาไปนานชื่อของเขาได้แพร่กระจายไปทั่วจนมากขึ้นยิ่งกว่านักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆในประวัติศาสตร์ เขาได้ถูกพูดถึงเป็นอย่างมากและได้กลายเป็นแบบอย่างของบุคคลที่มีความฉลาดอัจฉริยะ ความนิยมของเขานั้นได้ทำให้เขามีการใช้ชื่อในการโฆษณา

รวมถึงการได้จดทะเบียนชื่อ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ให้เป็นเครื่องหมายการค้าอีกด้วย ซึ่งตัวของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์นั้นได้พึงระลึกถึงผลกระทบทางสังคมอยู่เสมอ ที่มีผลมาจากการที่เขาได้ค้นพบแล้วเข้าใจในวิทยาศาสตร์อย่างถ่องแท้และลึกซึ้ง ในฐานที่เขาได้รับการยกย่องเป็นปูชนียบุคคลแห่งความบรรลุทางปัญญา

เข้ายังได้รับการยกย่องอีกที่ว่าได้เป็นนักฟิกส์ทฤษฎีที่ทรงมีอิทธิพลต่อวิทยาศาสตร์ที่สุดในปัจจุบัน ทุกผลงานการสร้างสรรค์ของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ยังคงเป็นที่น่าเคารพนับถือ ทั้งในความเชื่อ ความสง่า ความงาม และความรู้แจ้งเห็นจริงในเรื่องของจักรวาล นั้นหมายถึงว่า เขาได้เป็นที่ยอมรับและได้เป็นแรงบันดาลใจในวิทยาศาสตร์ให้แก่นักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ ความอัจฉริยะ ความฉลาดของเขาในเชิงโครงสร้างนั้นได้แสดงให้เห็นถึงองค์ประกอบของจักรวาล

โดยผลงานเหล่านี้ได้ถูกนำเสนอผ่านผลงานและหลักการทางปรัชญาของเขาเอง ในทุกวันนี้ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ จึงยังคงเป็นบุคคลสำคัญที่เรานั้นรู้จักกันดีในฐานะนักวิทยาศาสตร์ที่โด่งดังที่สุดคนหนึ่ง ทั้งในวงการวิทยาศาสตร์และนอกวงการ ทั้งหมดนี้ความเป็นมาของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ หลังจากนี้เราจะมาพูดถึงผลงานสำคัญของเขาที่สร้างขึ้นมาบ้างว่ามีอะไร ดังนี้

  • ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ
  • ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป
  • วางรากฐานของจักรวาลเชิงสัมพัทธ์และค่าคงที่จักรวาล
  • ขยายแนวความคิดยุคหลังนิวตัน
  • ทำนายการหักเหของแสงจากแรงโน้มถ่วงและเลนส์แรงโน้มถ่วง
  • อธิบายปรากฏการณ์ของแรงยกตัว
  • ทฤษฎีการแกว่งตัว
  • ทฤษฎีโฟตอน
  • ทฤษฎีควอนตัม
  • พลังงานที่จุดศูนย์
  • อธิบายรูปแบบย่อยของสัมการของชเรอดิงเงอร์
  • EPR paradox
  • ริเริ่มโครงการ ทฤษฎีแรงเอกภพ

นอกนี้ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ยังได้ตีพิมพ์ผลงานทางวิทยาศาสตร์ของเขาออกมามากกว่า 300 ผลงาน และงานอื่นๆอีกที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับทางวิทยาศาสตร์อีกมากกว่า 150 ผลงาน สมแล้วที่เขาได้รับการยกย่องว่าได้เป็น บุรุษแห่งสตวรรษ

วิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจ

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าออกจากนอกโลกโดยไร้ชุดอวกาศ

จากที่เรามักจะเห็นนักอวกาศของนาซ่าขึ้นไปสำรวจบนดวงจันทร์เมื่อหลายสิบปีก่อน ก็เห็นได้ว่าทุกคนนั้นเมื่อออกจากยานพาหนะแล้วนั้นจะต้องสวมใส่ชุดสีขาวๆตัวใหญ่ๆ หรือแม้ในกระทั่งภาพยนตร์ที่เราดูแล้วมีฉากที่ต้องท่องไปยังโลกอวกาศก็จะต้องใส่ชุดป้องกันเหล่านี้ในการใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกโลก

คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่าถ้าหากเราไม่ใส่ชุดป้องกันเหล่านั้นจะเกิดอะไรขึ้น แน่นอนว่าคุณคงต้องเคยคิดสงสัยกันอยู่แล้ว สิ่งหนึ่งที่รับรู้ได้โดยไม่ต้องหาสเหตุเลยก็คือ เราต้องใส่ชุดแบบนั้นเมื่ออยู่นอกโลก

ถ้าไม่ใส่ชุกพวกนั้นขณะที่อยู่นอกโลกเราจะต้องตาย

นี่เป็นสิ่งที่ทำให้เห็นว่าเราสามารถรู้ผลลัพธ์ของการไม่ใส่ชุดป้องกันได้โดยไม่ต้องมีใครบอกแต่อย่างนั้น แต่คุณจะทราบเหตุผลที่แท้จริงหรือไม่ว่ามันจะส่งผลทำให้มนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตจากโลกเมื่อออกไปในจักรวาลแล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้างถ้าหากไม่ใส่ชุดป้องกัน นั้นก็เป็นเพราะว่า ถ้าเราไม่ใส่ชุดอวกาศเมื่อออกไปนอกโลก

ในตอนช่วงแรกๆของการออกไปเจออวกาศอันกว้างใหญ่ ในระยะเวลาประมาณ 10-15 นาทีนั้นเราจะยังคงพอมีสติอยู่ แต่ในเวลาต่อมาเราจะรู้สึกได้ถึงน้ำค่อยๆระเหยออกจากลิ้น และเหงื่อเริ่มออก ร่างกายจะเริ่มรับรู้ถึงความหนาวเย็น อาหารที่อยู่ในกระเพาะในลำไส้จะพุ่งออกมาทางปาก จมูก อย่างรวดเร็ว หูดับจนไม่ได้ยินเสียงอะไร หัวใจจะเต้นในจังหวะที่น้อยลง

ความดันในหลอดเลือดจะสูงเพิ่มขึ้น ร่างกายจะบวมขึ้นเป็น 2 เท่าที่เกิดขึ้นจากการที่ฟองก๊าซในของเหลวภายในร่างกายก่อตัวขึ้น แสงจากดาวที่แผ่ออกมานั้นจะมีรังสียูวีที่ทำให้ผิวจากปกติเปลี่ยนเป็นสีฟ้าม่วง ตาจะเริ่มมองไม่เห็นและบอดในที่สุด

ปอดจะมีการฉีกขาดจากฟองอากาศจนมันระเบิดออกมา

หัวใจจะหยุดการทำงานและหยุดเต้นโดยใช้เวลาประมาณ 90-180 วินาที หลังจากนั้นอวัยวะส่วนอื่นๆจะหยุดทำงานตามไปด้วย ทำให้เราเป็นเหมือนซากขยะที่ลอยอยู่บนอวกาศต่อไป ฉะนั้นแล้วการเดินทางออกนอกโลกจึงมีความเป็นที่ต้องสวมชุดอวกาศเพื่อความปลอดภัย

เพราะชุดอวกาศก็เปรียบเสมือนอากาศขนาดเล็กที่ป้องกันความร้อนและความเย็นที่มากเกินไป มีออกซิเจนที่เหมือนกับโลกช่วยในการหายใจ มีน้ำสำหรับดื่ม ในส่วนของหมวกนิรภัยนั้นเคลือบด้วย เส้นทอง

สำหรับการป้องกันแสงและรังสีของดวงอาทิตย์ และชุดที่ทำออกแบบมาให้มีความหนาหลายชั้นเพื่อป้องกันของมีคมที่มาพวกเศษสะเก็ดดาวที่มีแรงพุ่งเหมือนกันกับกระสุนปืน ชุดอวกาศถูกพัฒนาปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ สภาพแวดล้อมในช่วงเวลาที่ได้เดินทางออกไปอยู่ทุกครั้ง

ดวงอาทิตย์มีวันดับหรือไม่?

ดวงอาทิตย์ (Sun) คือ ดาวฤกษ์ที่เป็นจุดศูนย์กลางในระบบสุริยะ

ดวงอาทิตย์นั้นให้ทั้งความสว่าง ความร้อนและพลังงานหลากหลายแบบให้แก่โลก ดวงอาทิตย์มีสถานะที่เรียกว่า พลาสมา จัดเป็นสะสารสถานะที่4 นั้นคือ แก๊สที่ อิเล็กตรอนไม่ได้ยึดติดกับนิวเคลียส ทำให้พลาสมาเป็นกลางต่อประจุไฟฟ้า

บริเวณโดยรอบของดวงอาทิตย์ประกอบไปด้วยดาวเคราะห์ ดาวบริเวณบริวาร ดาวเคราะห์น้อยนับแสน และดาวหางอีกหลายล้าน ทั้งหมดนี้จึงถูกเรียกรวมกันเป็น ระบบสุริยะ โลกกับดวงอาทิตย์มีระยะห่างจากกันราวๆ 150 ล้านกิโลเมตร มีมวลประมาณ 1.9 x 1030 กิโลกรัม มีรัศมีประมาณ 695,500 กิโลเมตร ภายในดวงอาทิตย์ประกอบไปด้วย ไฮโดรเจน 75% ต่อมวล ฮีเลียม 25% ต่อมวล แลละธาตุหนักอื่นๆน้อยกว่า 1% ต่อมวล

พื้นผิวของดวงอาทิตย์ที่มนุษย์เรานั้นสามารถมองเห็นได้อุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 5,500 องศาเซลเซียส ซึ่งนักดาราศาสตร์ได้ทำการวัดอุณหภูมิของผิวดาวฤกษ์ในหน่อยเคลวิน จะได้ 1 เคลวิน = 1 องศาเซลเซีล = 1.8 องศาฟาเรนไฮต์ เคลวินและองศาเซลเซียลนั้นอาจจะถูกมองว่าเหมือนกันแต่ที่จริงแล้วนั้นมีความแตกต่างกันของจุดเริ่มต้น ซึ่งหน่วยเคลวินจะเริ่มที่ 0 เคลวิน

ในขณะที่องศาเซลเซียสเริ่มที่ -273.15 องศาเซลเซียส ก็จะเท่ากับ -459.67 องศาฟาเรนไฮต์ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า อุณหภูมิของผิวดวงอาทิตย์มีค่าประมาณ 5,800 เคลวิน มีอุณหภูมิที่ส่วนแกนกลางชองดวงอาทิตย์สูงถึง 15 ล้านเคลวิน

พลังงานดวงอาทิตย์นั้นเกิดขึ้นมาจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน

โดยเกิดขึ้นที่แกนกลางของดวงอาทิตย์ โดยการรวมตัวันของอะตอมของธาตุเบาที่ได้อะตอมใหม่ ที่มีมวลน้อยกว่ามวลรวมของอะตอมที่เริ่มต้น และในมวลที่หายไปนั้นได้ถูกนำไปเปลี่ยนเป็นพลังงาน ดวงอาทิตย์นั้นมีความเป็นแม่เหล็ก นักวิทยาศาสตร์ได้กล่าวว่า ความเป็นแม่เหล็กของสารในรูปแบบของสนามแม่เหล็ก

บริเวณที่เป็นสนามแม่เหล็กจะมีผลต่ออวกาศที่อยู่โดยรอบวัตถุแม่เหล็กนั้นด้วย ซึ่งสนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์จะมีความเข้มมากที่บริเวณจุดเล็กๆ นั้นก็คือ จุดมืดบนดวงอาทิตย์ และในบางครั้งก็จะมี ลุกจ้า และการปล่อยก้อนมวลจากชั้นโคโรมาออกมาจากจุดมืดนี้ด้วย ลุกจ้า คือ เหตุการณ์ที่รุนแรงมากในระบบสุริยะ และการปล่อยก้อนมวลจากชั้นโคโรมา

มีความรุนแรงมากกว่าเหตุการณ์ลุกจ้า ซึ่งการปล่อยก้อนมวลนี้ในแต่ละครั้งจะปล่อยมวลสารออกมามากถึง 20,000 ล้านตันสู่อวกาศ

แล้วสุดท้ายนี้คำถามที่ว่า ดวงอาทิตย์จะมีวันดับหรือไม่? นั้นกล่าวได้ว่า ดวงอาทิตย์กำเนิดขึ้นเมื่อราวๆ 4,600 ล้านปีที่แล้ว ยังมีเชื้อเพลิงอยู่มากเพียงพอที่จะสามารถอยู่ต่อไปได้อีกถึง 5,000 ล้านปี โดยหลังจากนั้นจะเข้าสู่การเป็นดาวยักษ์แดง

และในท้ายที่สุดหากว่าชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์หมดไป แกนกลางจะถูกยุบลงตัวไปและกลายเป็นดาวแคระขาวที่ไร้ความร้อนและแสงสว่าง

วิทยาศาสตร์เพื่อการเรียนรู้สำหรับบุคคลทั่วไป

หลายท่านคงคิดว่าวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องที่จริงและสามารถพิสูตรได้

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ต้องค้นหาและพิสูตรเพื่อให้เห็นข้อที่แท้จริง โดยนักวิทยาศาสตร์พวกเขาพยายามค้นและทดลองเพื่อตอบคำถามต่างๆที่เกิดจากโลกของเรา และในขณะนี้พวกเขาก็ได้ทำการทดสอบเรื่องของต่างดาวหรือสิ่งมีชีวิตด้วยการแกะหาร่องรอยของสิ่งมีชีวิต

กล่าวคือในขณะนี้ได้มีการส่งหุ่นยนต์

เพื่อไปค้นหาหรือไปออกสำรวจหาสิ่งมีชีวิตหรือมนุษย์ต่างดาวในมหาสมุทรแอนตาร์กติกหรือมหาสมุทรที่ปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งอย่างที่เรารู้จักเป็นอย่างดีนั้นเอง ซึ่งพวกเขาตั้งใจให้หุ่นยนต์เหล่านี้ไปค้นหาสิ่งมีชีวิตหรือมนุษย์ต่างดาวเพื่อเป็นการยืนยันและเป็นหลักฐานในการพิสูจน์ว่ามนุษย์ต่างดาวที่พวกเขาสันนิษฐานมีอยู่จริง และนี่ก็จะเป็นพิสูจน์ด้วยว่าพวกเขาสันนิษฐานหรือคาดเดาไม่ผิด

สำหรับในเดือนพฤศจิกายนนี้จะเริ่มมีการสำรวจโดยมีการส่งหุ่นยนต์ดังกล่าว

เพื่อส่งออกไปสำรวจใต้พื้นน้ำแข็งที่หนาแน่น ณะสถานีวิจัยเคซีย์ (Casey Research Station) ที่อยู่ในทวีปแอนตาร์กติกาในประเทศออสเตรเลีย ซึ่งพวกเขาต้องการทอสอบหุ่นยนต์เหล่านี้ว่ามีความแข็งแรงและสามารถอยู่ได้นานเท่าไหร่ ถ้าหากว่าหุ่นยนต์เหล่านี้มีความทนทานตามเปาหมายที่ตั้งไว้ พวกเขาก็จพทำการส่งหุ่นยนต์เหล่านี้ออกไปยังดาวดวงอื่นๆ เพ่อค้นหามนุษย์ต่างดาว และเพื่อเป็นการพิสูจน์ว่ามนุษย์ต่างดาวมีอยู่จริง

นักวิทยาศาสตร์สามารถสร้างให้หุ่นยนต์ดำน้ำลึกได้ถึง ขนาด 1 เมตร และนั้นก็ไม่ได้ใช้ยานดำน้ำช่วยเลยแม้แต่น้อย แต่พวกเขาสามารถสร้างพาหนะที่สามารถขับเคลื่อนได้ถึง 2 ล้อด้วยกัน ซึ่งสามารถขับบนน้ำแข็งได้เหมือนราวกับเดินบนผิวดินในแบบปกติของคนเรา

นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายพวกเขามีความสามารถในการออกแบบ BRUIE

เพื่อเป็นการออกสำรวจเพื่อหาร่องรอยของมนุษย์ต่างดาวหรือพวกสิ่งที่มีชีวิตต่างๆ เพราะพวกเขาได้ค้นพบสัตว์ขนาดเล็กและสิ่งมีชีวิตต่างๆและมีระบบนิเวศที่คาดว่าน่าจะมีสิ่งมีชีวิตอื่นๆอาศัยอยู่ในแถบขั้วโลกเหนือและในแถบขั้วโลกใต้ และยังเห็นจุลินทรีย์อีกหลากหลายชนิดด้วยกัน ซึ่งนักวิทยาศาสตร์จึงมีการคาดเดาได้ว่าอาจมีสิ่งมีชีวิตอื่นๆที่เรายังไม่เจอหรือไม่เคยพบเจออยู่อีกที่อาศัยบนดาวเคราะห์ดวงอื่นๆในระบบสุริยะอันไกลโพ้น

ซึ่งกล่าวได้ว่าผู้ผลิตBRUIE จะต้องพัฒนาให้หุ่นยนต์เหล่านี้มีความแข็งแกร่งที่สุดเพื่อตะเวนสำรวจค้นหาสิ่งมีชีวิตใต้น้ำที่หนา 10-30 กิโลเมตร เพราะพวกเขาอาจจะเจอกระแสน้ำที่คาดการไม่ถึงในใต้น้ำทะลึกก็ได้

หัวหน้าทีมวิศวกรของนาซา แอนดี้ เคลช ซึ่งเขาเป็นคนออกแบบ BRUIE มาเป็นอย่างดี เพราะหุ่นยนต์ตัวนี้สามารถ ต้านทานกระแสน้ำที่เรียกว่าแรงได้เกือบทุกชนิด และยังปรับเป็นโหมดประหยัดพลังงานของตนเองได้อีก

นอกจากนั้นยังถ่ายภาพ และสามารถตรวจวัดความดัน หรืออุณหภูมิต่างๆที่อยู่รอบตัว และยังวัดปริมาณของออกซิเจน รวมทั้งเก็บข้อมูลทางชีวภาพต่าง ๆได้เป็นอย่างดี