ยอดเขามัจฉา ปูเชร

มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นมาบนโลกของเราแน่นอนว่าหลายคนรู้กันดีว่าโลกของเรานั้นกว้างใหญ่ไพศาลมากแค่ไหนและมีอะไรอยู่บนโลกของเราบางคนที่ชื่อว่าโลกแห่งนี้อาจเป็นความบังเอิญหรือว่าความตั้งใจ

เขาธรรมชาติที่ดีสร้างให้มันเกิดขึ้นมาและถ้าดาวเคราะห์ดวงนี้ก็ได้สร้างทั้งสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตมากมายคือสิ่งมีชีวิตคือสิ่งที่มหัศจรรย์อย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นมาบนโลกของเรา

แต่ก็ว่าได้เพราะสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดมีรูปร่างลักษณะหรือความคิดที่แตกต่างกันออกไปการใช้ชีวิตก็เช่นเดียวกันด้วย

แต่เมื่อพูดถึงขนาดนี้แล้วหลายคนอาจสงสัยว่าเรากำลังจะพูดถึงเรื่องอะไรกันแน่และเรื่องที่เรากำลังจะพูดถึงต่อไปนี้มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับสถานที่ลึกลับที่มีจริงๆอยู่บนโลกของเราแน่นอนว่าสถานที่ลึกลับมันทั้งน่าค้นหาและน่าตื่นเต้นและในเวลาเดียวกัน

มันก็น่ากลัวอีกด้วยซึ่งในวันนี้เราจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับสถานที่แห่งหนึ่งที่มีชื่อว่า ยอดเขามัจฉา ปูเชร สำหรับนักปีนเขาที่ชอบความท้าทายและภูเขาจะสูงแค่ไหนก็ไม่หวั่นและความคิดจะขึ้นไปพิสูจน์กันอยู่แล้วยอดเขามัจฉาปูเชร 

แห่งในบ้านเป็นแนวสันเขาที่ทอดยาวมาจากยอดเขาอันนะปุรณะระดับความสูงกว่า 700 เมตรมีลักษณะเป็นรอยบากคล้ายกับหางป้าซึ่งเป็นที่มาของชื่อดังกล่าวชอบขึ้นหมื่นเชียวว่ายอดเขาดังกล่าวเป็นที่ประทับของเทพเจ้าชีวะและเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งมีการสงวนพื้นที่นี้เอาไว้เรื่องรถกิจกรรมปีนเขาอย่างเคร่งครัดแน่นอน

ว่าระดับความสูงขนาดนี้ถ้าไม่เป็นที่ใฝ่ฝันของเรานักปีนเขาโดยในปี 1957 จิมมี่โรเบิร์ตและลูกชิ้นได้ปีนขึ้นไปบนสันเขาทางเหนือระดับความสูง 6947 เมตรได้หยุดแค่นั้นตามคำบอกเล่าของชาวบ้านหลังจากนั้นทางรัฐบาลก็ปิดพื้นที่และไม่ให้ใครขึ้นไปอีกเลย 

และแน่นอนว่าถ้าหาคนที่จะรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่ของเขาโลกนี้แล้วก็อาจจะโดนจับได้ถูกปรับหลายบาทเลยทีเดียวอย่างไรก็ตามพื้นที่ลึกลับไม่ได้มีแค่ยอดเขาแห่งนี้เท่านั้นถ้ามันยังมีพื้นที่ใต้มหาสมุทรบนโลกของเราผู้เขามากมาย

ที่เป็นสถานที่ลึกลับที่เราไม่สามารถย่างกรายเข้าไปได้แน่นอนว่าบางครั้งมันก็มีเรื่องเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นของสภาพอากาศหรือแก๊สพิษต่างๆที่อยู่ในนั้นที่เราไม่สามารถที่จะเข้าไปไกลๆเลยถ้าหากเข้าไปใกล้หรือว่าที่ดมกลิ่นของมันแม้แต่น้อยคนก็คงอาจจะดูว่าจะพบเจอกับอะไร

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย.   ติดต่อ ufabet

ร่องลึกก้นสมุทรมาเรียนา

โลกแห่งนี้มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่เป็นสิ่งมีชีวิตโลกของเราได้มีการสร้างสิ่งมหัศจรรย์ขึ้นมาอย่างเช่นมนุษย์

คือสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ที่แน่นอนว่าเราต่างก็รู้จักเผาผลาญดีดีเพราะมัน   คือตัวเรานั่นเองสำหรับมนุษย์แล้วพวกเราได้มีการศึกษาถึงเรื่องราวต่างๆไม่ว่าจะเป็นจุดกำเนิดของโลกจุดกำเนิดของเอกภพความเป็นไปเป็นมาของเผ่าพันธุ์ศึกษาสิ่งมีชีวิตต่างๆและการศึกษาเหล่านี้ทำให้คนรุ่นหลังได้รับรู้ในอดีตที่ผ่านมา

บนโลกของเรามีสถานที่ลึกลับต่างๆมากมายและแน่นอนว่าบางทีเมื่อค้นพบแล้วก็สามารถพัฒนากลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวได้แต่บางสถานที่มันก็ลึกลับเกินกว่าที่จะทำให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแต่ไม่ว่ามันจะลึกลับแค่ไหนนักวิทยาศาสตร์ก็ศึกษาค้นคว้าหามันจนเจอ

และในวันนี้เราจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับสถานที่แห่งหนึ่งที่มีความลึกลับไม่แตกต่างจากสารที่อื่นเลย  ซึ่งมันก็คือร่องลึกก้นสมุทรมาเรียนา ที่มีความลึกที่สุดในโลกถึง 10990 4 เมตรเอาชนะความสูงของยอดเขาเอเวอเรสต์ที่มีความสูง 8878 M ไปได้อย่างขาดลอยเหลืออีกรอบหรือมารีน่าเกิดจากแผ่นดิน 2 แผ่นก็ชวนกันตรงบริเวณเขตมุดตัวของโลกใกล้กับเกาะกวม

ซึ่งกลายเป็นจุดลึกที่เรียกว่าโดยมีแรงดันได้น้ำสูงกว่า 1000 เท่าจากระดับน้ำทะเลหรือเทียบเท่ากับเครื่องบินขนาดใหญ่ระหว่าง 50 ลำทับอยู่บนร่างของคนเลยนะคะ  ถามว่าอัดขนาดไหนก็ลองคิดอยู่นะคะนอกจากความลึก

และแรงดันมหาศาลแล้วมีภูเขาไฟใต้น้ำที่คอยพ่นคาร์บอนไดออกไซด์เหลวอุณหภูมิสูงเรา 103 องศาเซลเซียสออกมาจากปากปล่องภูเขาไฟมากขึ้นสามารถไปถึงระดับความลึก 410 เมตรก็จะพบกับกำมะถันเหลวเข้มข้นใต้มหาสมุทรอีกด้วยถ้ายังรักชีวิตอยู่แล้วก็อย่าเอาชีวิตไปเสี่ยงจะดีกว่าแน่นอนว่าสถานที่แห่งนี้คือที่ที่เราเอง

ไม่คิดว่ามัน  จะมีอยู่บนโลกของเราและสิ่งหลายอย่างทำให้เราได้ศึกษาถึงจะถึงนี้ยังไงก็ตามสถานที่ลึกลับที่เกิดขึ้นมาบนโลกของเรา  ไม่ได้มีเพียงรองหรือแห่งนี้เท่านั้นแต่มันยังมีอีกมากมายที่เราทั้งได้ค้นพบแล้วและอีกมากมายที่จะรอการค้นคว้า

และศึกษาต่อไปแน่นอนว่าโรงเรียนแห่งนี้ไม่มีใครอยากจะย่างกรายเข้าไปไกลอย่างแน่นอนเพราะได้ฟังจากที่เราได้พูดไปแล้วมันมีอันตรายต่อร่างกายของเราเป็นอย่างมากเพราะไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอุณหภูมิ  หรือว่าเรื่องของภูเขาไฟกำมะถันเป็นสิ่งที่ร่างกายหรือว่าจมูกของเราไม่ควรที่จะได้ดมกลิ่น 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย   ติดต่อ ufabet

วิมานะ

 

จักรวาลนั้นเป็นที่ที่รวมหลายสิ่งหลายอย่างเอาไว้มากมาย แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นก็คือระบบริยะจักรวาลของเรานั้นเอง สำหรับระบบสุริยะจักรวาลแล้วมัน  คือสิ่งที่ใกล้ตัวของเรามากๆ ที่บอกว่าใกล้ตัวเพราะมันคือพื้นที่ที่โลกของเรานั้นโคจรอยู่

แต่นอกจากโลกแล้ว หลายคนก็คงจะรู้กันดีว่ามันประกอบไปด้วยอะไรบ้าง และก็เชื่อได้เลยว่าสำหรับระบบสุริยะจักรวาลแห่งนี้  หลายคนที่คิดว่ารู้จักมันเป็นอย่างดีแล้ว นั้นคงจะไม่ใช่เท่าไหร่ เพราะแม้แต่นักวิทยาศาสตร์  ก็ยังมีคำถามบางข้อเกี่ยวกับระบบนี้ที่ยังหาคำตอบไม่ได้

 

ระบบสุริยะจักรวาลนั้นมีดวงดาวต่างๆมากมาย แน่นอนว่า  โลกของเราก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่คุณเชื่อหรือไม่ว่า ในดาวเคราะห์ทั้งหมดที่อยู่ในระบบที่กว้างใหญ่แห่งนี้  จะมีเพียงโลกของเราดวงเดียวที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่

แต่ไม่เชื่อก็คงต้องเชื่อเพราะว่าจากการศึกษา  และสำรวจระบบสุริยะให้ตอนนี้ เท่าที่เทคโนโลยีของเราจะสามารถออกไปสำรวจได้  มีเพียงโลกของเราเท่านั้น  ที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ และเรื่องที่เรานั้นจะพูดถึงเกี่ยวกับทฤษฎี มนุษย์ต่างดาวในยุคโบราณ

เรื่องวิมานะ ในทฤษฎีนักบินอวกาศโบราณ ที่ได้มีการพรรณนาถึง  มนุษย์ต่างดาวว่าพวกเขานั้นเป็นสิ่งมีชีวิต  ที่เหมือนพระเจ้า และมียานพาหนะคล้ายกับ ยานรบจากสวรรค์  ซึ่งมันก็ดูเหมือนกับว่าสิ่งนี้  จะมีอยู่มากในตำราฮินดู โบราณเช่นในมหากาฬที่ยิ่งใหญ่ของอินเดียอย่าง Mahabharata ซึ่งได้มีการอธิบายถึง 

พระราชวังที่บินได้  ที่เรารู้จักกันในชื่อ วิมานะ สำหรับคำบรรยายถึงลักษณะ ถึงวิมานะนั้น ของชาวอินเดีย สมัยโบราณที่ได้มีการบันทึกเอาไว้  ตามตำนานของชาวอินเดีย  ในคัมภีร์พระเวท ที่มีการกล่าวถึง ในยุคโบราณเป็นการกล่าวอ้างถึง  พาหนะที่มีลักษณะคล้ายยานอวกาศนั่นเอง  แต่แตกต่างก็เพียงในตำนาน กล่าวอ้างว่า การเดินทางของยาน วิมานะ ใช้ขับเคลื่อนด้วยลม

  มีลักษณะที่พิเศษที่  ได้กล่าวไว้ในคัมภีร์  คือ เสียงของยาน วิมานะนี้ ไพเราะ ใน 3 โลก เลยที่เดียว แต่บางจารึกนั้น  ก็ได้มีการกล่าวไว้ว่ามีมากกว่านี้ นักทฤษฎีนักบินอวกาศโบราณพวกเขานั้นมองว่า  อากาศยานในนิยายเหล่านี้เป็นเรื่องจริง แต่ด้วยความตีความที่สับสนของมนุษย์โลกในยุคโบราณนั้น 

จึงทำให้พวกเขามองว่าเทคโนโลยีของมนุษย์ต่างดาวเหล่านี้คือพาหนะของพระเจ้าในขณะที่คำอธิบายลักษณะบางอย่าง  ของวิมานะนั้นก็ดูเหมือนว่าจะคล้ายกับ UFO แน่นอนว่าเรื่องที่เรานั้นได้กล่าวไปข้างต้น  ถือว่าเป็นเรื่องที่หลายคนก็ไม่นึกว่ามันจะเกิดขึ้น หรือว่ามีความเชื่อแบบนี้เกิดขึ้นมาได้ แต่ทว่ามันก็เกิดขึ้นมากบนโลกของเรา

 

ได้รับการสนับสนุนโดย    sagame

ดาวเอนเซลาดัส

ในปัจจุบันนี้นั้นโลกของเราได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมาก และเรื่องราวของอวกาศนั้นก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่อยู่ไกลตัวมนุษย์อย่างเราอีกต่อไปแล้ว เพราะในปัจจุบันนี้มนุษย์นั้น

  มีการพัฒนาเทคโนโลยีตลอดจนเครื่องไม้เครื่องมือทันสมัย เพราะฉะนั้นการที่จะออกไปบุกเบิก  ในดินแดนที่เราไม่รู้จักก็น่าจะนับว่าเป็นอีกเรื่องที่น่าสนใจ และน่าค้นหา แล้วก็ยังเป็นการค้นหาคำตอบ  อีกด้วยว่าภายนอกนั้นมีอะไรอยู่บ้าง 

สำหรับในทุกวันนี้นั้นมีการค้นพบใหม่ๆ  ที่ไขปริศนาความลับของสิ่งที่เราเรียกว่าจักรวาล สำหรับจักรวาลของเราแล้วมันไม่เหมือนกับทุกสิ่งที่เราเคย มันเป็นอะไรที่ต้องค้นหาคำตอบ แต่ทั้งหมดต้องมาจากความรู้ในเชิงวิทยาศาสตร์  ที่สามารถพิสูจน์ได้

อย่างที่เรานั้นได้มีการกล่าวไปข้างต้นแล้วว่า  จักรวาลของเรานั้นมีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นมากมาย แต่นักวิทยาศาสตร์ก็พยายามอย่างมากเช่นเดียวกันที่  จะศึกษาเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในจักวาลของเรา แน่นอนว่ามันไม่ได้เป็นเรื่องที่ง่ายเลย และในวันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องที่เกี่ยวกับ ดาวเอนเซลาดัสกัน ก่อนอื่นนั้นเราควรที่จะมุ้งหน้าไปสู่วงโคจร  ของดาวเสาร์กันก่อนเลยดีกว่า ในเท่าที่ทราบ คือวันที่ 22 พฤศจิกายน     ปี 2009

ยานอวกาศลำหนึ่งโคจรรอบดาวเสาร์ กล้องของยานนั้นสามารถที่จะจับภาพ  ที่คาดว่าจะไม่ได้พบ กับดวงดาวที่ส่วนใหญ่เป็นดวงดาวที่ตายแล้ว  ความประหลาดของมันคือ นักวิทยาศาสตร์รายงานว่า พบน้ำพุร้อนพุ่งออกมาจากรอยแยกของพื้นดิน

และยังพบ ก้อนน้ำแข็งขนาดมหึมา นักวิทยาศาสตร์ ตั้งชื่อดาวที่ค้นพบนี้ว่า เอนเซลาดัส เป็นหนึ่งในดาวบริวารของดาวเสาร์ และการมองที่พื้นผิวแผ่นที่ขั้วโลกใต้ ระยิบระยับที่ขั้วโลกใต้ของ  ถึงแม้ว่ามันจะมีขนาดที่เล็ก และภูเขาไฟของเอนเซลาดัสนั้น 

ก็มีความแตกต่างจากภูเขาไฟบนโลกของเราอีกด้วย ซึ่งเป็นแมกมาร้อนที่เป็นหินที่หลอมเหลว แต่เอนเซลาดัสนั้น กลับเป็นน้ำที่เป็นของเหลวพุ่งออกมาแล้วก็แข็ง ยานลำนี้ที่สำรวจสามารถบินทะลุเข้าไปยังแหล่งพลังงานที่ระเบิดออกมา  ในอวกาศนับร้อยไมล์ด้วยความเร็ว 1,400 ไมล์ต่อชั่วโมง สำหรับดาวดวงนี้มันสะดุดตาของเราเมื่อไม่นานมานี้เอง

เพราะว่าเรานั้นเห็นน้ำร้อน ที่พุ่งขึ้นมาจากขั้วโลกใต้ เพราะเราไม่เคยเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นแบบนี้  บนดาวบริวารที่เป็นน้ำแข็งเลย อย่างไรก็ตามสำหรับการศึกษาเกี่ยวกับดาวเสาร์นั้น แน่นอนว่าสิ่งที่เรานั้น จะข้ามไม่ได้ก็คือการศึกษาเกี่ยวกับดาวบริวารของมันด้วย ทุกเรื่องที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบ ไม่ใช้เรื่องบังเอิญ แต่เพราะด้วย เทคโนโลยี่ที่ทันสมัยเรา จึงได้รับรู้ในสิ่งที่น่าค้นหา

 

ได้รับการสนับสนุนโดย   UFABET เว็บหลัก

ดาวเคราะห์ที่ไม่มีชื่อ

โลกดาราศาสตร์และอวกาศนั้นเป็นเรื่องหนึ่งในรายวิชาวิทยาศาสตร์ที่เราต้องได้เรียนกัน ส่วนมาในวิชาที่ว่านี้เรื่องส่วนใหญ่ก็จะเกี่ยวกับดวงดาวต่าง ๆที่อยู่ภายในระบบสุริยะของเรา เรียนเรื่องขององค์ประกอบว่าในระบบสุริยะนี้มีดาวเคราะห์กี่ดวง ดาวฤกษ์กี่ดาว สิ่งต่าง ๆ

เหล่านี้นั้นล้วนแต่มีอยู่แล้วในระบบสุริยะของเรา แต่คุณรู้หรือไม่ว่าในระบบสุริยะนอกจากดาวเคราะห์ทั้ง 8 ดวงที่เรารู้จักกันดีแล้วนั้นมันก็ยังมีดาวเคราะห์ที่นักวิทยาศาสตร์และนักดาราศาสตร์ยังเชื่อว่ามีอีกภายในระบบแห่งนี้

ถึงแม้ว่าในวิชาเรียนนั้นจะพูดถึงดวงดาวต่าง ๆ ในระบบสุริยะแต่คุณรู้หรือไม่ว่านั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบสุริยะเท่านั้น เพราะระบบที่ว่านี้ยังมีเรื่องต่างๆ อีกมากมายที่ในวิชาเรียนไม่ได้พูดถึงซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่น่าทึ่งเอามากๆ เมื่อเราได้ลองที่จะศึกษาดู ดาวเคราะห์โดยทั่วไปนั้นมักจะเกิดความไม่เสถียรภาพหลังการสร้าง

พวกมันมักจะเปลี่ยนวงโคจรเนื่องจากวงโคจรของพวกมันจะถูกเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง  ด้วยแรงโน้มถ่วงของดาวดวงอื่นๆ ซึ่งในปี 2005 นักวิจัยสามกลุ่มได้มีการใช้ทฤษฏีนี้ในการเสนอแบบจำลองที่ดีของการ   ก่อตัวของระบบสุริยะ ในอดีตที่ผ่านมานั้น

การดูดกันระหว่างแรงโน้มถ่วงของดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ ได้มีการทำให้ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน เปลี่ยนวงโคจรของมันเอง และได้ส่งดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์ให้ออกห่างไกลไปจากดวงอาทิตย์มากขึ้น โดยที่ดาวพฤหัสบดียังคงมีความพยายามที่จะเคลื่อนตัวเพื่อให้ตังมันเองเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากยิ่งขึ้น

ก่อนที่มันจะถูกส่งกลับไปยังระบบสุริยะชั้นนอกเหมือนเดิม รูปแบบของทฤษฏีนี้มีการได้รับการยมรับว่าเป้นความจริงมาโดยตลอด จนกระทั่งในปี 2011  ส่วนหนึ่งของทฤษฏีได้มีการถูกหักล้างซึ่งในเวลานั้นนักวิทยาศาสตร์บางคนได้กล่าวว่า ถ้าทฤษฏีดังกล่าวเป็นจริงทั้งหมด จะต้องมีดาวเคราะห์ดวงที่ 5 ระหว่างดาวอังคารและดาวพฤหัสบดี

แต่อย่างไรก็ตามได้มีการแก้ต่างในเรื่องที่ว่านี้ว่า ดาวเคราะห์ดวงดังกล่าวน่าจะพุ่งออกไปจากระบบสุริยะด้วยแรงโน้มถ่วงของดาวเสาร์ หรือไม่ก็ดาวพฤหัสบดี และในปี 2015 นักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ ได้มีการเสนอทฤษฏีที่เกี่ยวกับดาวเคราะห์ชั้นในอันประกอบไปด้วยดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก และดาวอังคาร ซึ่งพวกเขาได้กล่าวว่าดาวพฤหัสบดีเคยหลงเข้าไปในระบบสุริยะวงใน 

แรงโน้มถ่วงของดาวพฤหัสบดี  ก็น่าจะมีการทำลายล้างดาวเคราะห์ชั้นใน โดยเฉพาะอย่างยิ่งดาวพุธและดาวอังคารนั้นเอง ซึ่งดาวเคราะห์ดวงที่ 5 ที่ได้มีการคาดการณ์ไว้นั้นมัน  ก็คือดาวเคราะห์ที่ไม่มีชื่อนั้นเองเพราะรายังไม่สามารถทราบแน่นอนว่ามันมีอยู่จริง ๆ 

 

สนับสนุนโดย    ติดต่อ ufabet

ธีอา (Theia)

 

หลายสิ่งหลายอย่างที่เรานั้นได้เรียนรู้จากในห้องเรียน แต่นั้นคุณคิดว่ามนเพียงพอแล้วหรือยังสำหรับสิ่งที่คุณได้รู้มา แล้วหลังจากที่ได้เรียนในห้องเรียนแล้ว คุณนั้นเคยมีเรื่องอะไรที่คุณสงสัยว่ามันทำไมเป็น แบบนั้นแล้ว

ไม่กล้าที่จะถามครูผู้สอนหรือไม่ แน่นอนว่าต้อง แล้วเมื่อไม่กล้าถามสิ่งที่คุณควรจะทำต่อนั้นคือลองไปค้าหาข้อมูลและนำมาเปรียบเทียบกันดูแน่นอนว่า เมื่อคุณได้ศึกษาแล้วอาจจะติดใจในเรื่องรวมต่าง ๆ    ที่ได้ศึกษาจนไม่สามารถที่จะหยุดได้

อวกาศนั้นเป็นสิ่งที่กว้างใหญ่เอามาก ๆ ถ้าหากจะให้พูดแล้วเข้าใจได้ง่ายถึงความใหญ่เล็กในอวกาศนั้นก็คงจะต่างพูดถึงสิ่งที่ใหญ่ที่สุดนั้นก็คงจะเป็นจักรวาร ต่อมาก็คือกาแลกซี่ รองจากกาแลกซี่ก็คือระบบต่างๆ ที่อยู่ภายในกาแลกซี่และต่อมาก็คือดาวเคราะห์ต่างๆ

ในระบบสุริยะของเรานั้นมีดาวเคราะห์ต่างๆ มากมายที่น่าสนใจและน่าศึกษา ในระบบสุริยะที่เราคุ้นเคยกันดีนี้แน่นอนว่ามันยังมีสิ่งที่คุณยังไม่รู้อีกมากมาย นักวิทยาศาสตร์เคยเชื่อว่าโลกและดวงจันทร์ในปัจจุบันนั้น

ถูกสร้างขึ้นจากการชนกันของดาวเคราะห์ที่พวกเขาได้มีการเรียงมันว่า ธีอา ซึ่งกระแทกเข้ากับโลกในยุคแรกเริ่ม ซึ่งการชนกันในครั้งนั้นมันได้ทำให้ ธีอาซึ่งมีขนาดที่เล็กกว่าแตกสลาย และส่งเศษชิ้นส่วนออกสู่อวกาศซึ่งหนึ่งในชิ้นส่วนเหล่านี้นั้นก็ได้กลายมาเป็น ดวงจันทร์

และนักวิทยาศาสตร์ได้มีการพิสูจน์ทฤษฏีนี้  หลังจากการทดสอบก้อนหินบนดวงจันทร์ พวกเขาได้พบว่าก้อนหินที่โลกและก้อนหินบนดวงจันทร์นั้นเป็นสะสารชนิดเดียวกัน และในทุกวันนี้นักวิทยาศาสตร์ก็ยังคงเชื่อว่าธีอานี้ได้มีการกระแทกกับโลกเก่า เมื่อประมาณ 4.5 พันล้านปีก่อน

ดาวเคราะห์ทั้งสองได้มีการได้มีการผสมกันเพื่อสร้างโลกซึ่งชิ้นส่วนที่เป็นส่วนเกินของโลก  ก็ได้แตกออกเป็นดวงจันทร์ที่มีอยู่ให้เราเห็นในปัจจุบันนั้นเอง

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามในเรื่องที่เกิดขึ้นเหล่านี้นั้นเป็นสิ่งที่น่าสนใจและน่าศึกษาเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าในความเป็นจริงแล้วนั้นมันจะไม่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ แต่เรื่องเหล่านี้ก็ควรจะศึกษาไว้เพื่อเป็นความรู้ และถ้าหากดุดีๆ

แล้วนั้นเรื่องที่เกี่ยวกับอวกาศจะว่าเป็นเรื่องที่ไกลตัว  มันก็คงจะไม่ใช้ทีเดียวเพราะถ้ามองดี ๆ แล้วนั้นเรื่องที่ว่านี้อาจจะเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเรามาก ๆ ด้วยซ้ำไป แต่เรื่องเหล่านี้ก็ที่เราจะตัดสินใจเชื่อก็ควรจะหาข้อมูลจากหลายๆ ที่เพื่อมาเปรียบเทียบกันก่อน

 

สนับสนุนโดย    gclub ทดลองเล่น

ดวงอาทิตย์เป็นสีเหลืองเพราะมันกำลังลุกไหม้

หลายๆ คนที่ได้เรียนวิทยาศาสตร์เรื่องของระบบสุริยะ แน่นอนว่าในระบบสุริที่เรารู้จักกันดีนั้น        มีทั้งดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์ ดาวเคราะห์ ดาวหาง และอีกมามาย ซึ่งมันเป็นสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมาก สำหรับในส่วนที่เราได้เรียนกันไปนั้นก็เป็นเพียงส่วนเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นที่เกี่ยวกับระบบสุริยะ เพราะมันยัง    มีอะไรอีกมากให้เราได้ศึกษาหาคำตอบเกี่ยวกับความลับที่ซ้อนอยู่มากมาย

ถ้าเมื่อเราเรียนเกี่ยวกับเรื่องของระบบสุริยะ  หรือดวงดาวในอวกาศนั้น ส่วนใหญ่แล้วเราก็จะต้องเรียนว่า ลักษณะของดาวแต่ละดวงเป็นอย่างไร มีอะไรที่เป็นของประกอบของดาวดวงนั้นบาง ดาวดวงนี้เป็นดาวฤกษ์หรือว่าดาวเคราะห์อะไรประมาณนี้

และอีกสิ่งหนึ่งที่เราจะไม่พูดึงไม่ได้เลยนั้นก็คือ สีของพวกมัน แน่นนอนว่าในที่นี่ที่ไม่รู้จักดวงอาทิตย์ และถึงแม้ว่าดวงอาทิตย์นั้นจะเป็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่อยู่บนโลก นั่นก็รวมถึงมนุษย์เราด้วย แต่พวกเราส่วนใหญ่ก็ยังไม่เข้าใจถึงวิธีการทำงานที่แท้จริงของดวงอาทิตย์เท่าไหร่นัก

แล้วซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าดวงอาทิตย์ ที่เราว่ารู้จะกันดีนั้นเป็นสีเหลือง และอาจจะเป็นเพราะว่าเรากำลังคิดว่ามันกำลังลุกไหม้อยู่  ซึ่งสีดังกล่าวเป็นลักษณะของไฟ และนั้นก็หมายความว่าตอนนี้เรากำลังไม่เข้าใจว่าอะไรที่ทำให้ดวงอาทิตย์มีความร้อยที่รุนแรง

สำหรับดวงอาทิตย์เพียงหนึ่งเดียวที่มีบอยู่ในระบบสุริยะของเรามันไม่ได้เป็นสีเหลืองอย่างที่เราคิดแต่อย่างไร และดูเหมือนจะเป็นเพราะชั้นบรรยากาศของโลกที่ให้โทนสีเหลืองดังกล่าวแก่ดวงอาทิตย์ ซึ่งแสงแดดที่เรารู้จักกันนั้นจะเป็นสีขาวบริสุทธิ์และที่สำคัญไปกว่านั้นดวงอาทิตย์ไม่ได้กำลังลุกไหม้และเต็มไปด้วยเปลวเพลิงที่ไม่มีวันดับ

อย่างที่เราได้มีการเข้าใจกันแต่อย่างใด เพราะแท้ที่จริงแล้วภายในดวงอาทิตย์นั้นจะมีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นก๊าซไฮโดรเจนซึ่งที่ใจกลางของดวงอาทิตย์มีอุณหภูมิและแรงดันสูงมาก จะทำให้ก๊าซไฮโดรเจน หลอมรวมกันเป็นก๊าซฮีเลียมและแผ่พลังงานออกมาอย่างมากมายมหาศาล เป้นความร้อนและแสงสว่างซึ่งเราจะเรียกปฏิกิริยานี้ว่า ปฏิกิริยานิวเคลียส    ฟิวชัน

โดยพลังงานความร้อนและแสงสว่างที่ได้จากดวงอาทิตย์นั้น จะเอื้อให้เกิดสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิดบนโลกของเรา อย่างไรก็ตามมีสิ่งต่างที่เกิดขึ้นมากมายที่เรายังเข้าใจผิด และไม่เข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของพวกนี้อยู่อีกมาก แต่นั้นก็ไม่ใช้เรื่องยากที่เราจะสามารถเข้าใจได้

 

สนับสนุนโดย.   ufabet

การระเบิดในอวกาศ

ถ้าหากพูดถึงเรื่องระเบิดแน่นอนว่าสิ่งแรกๆ ที่คุณจะนึกถึงเลยก็คงจะเป็นการระเบิดของระเบิดที่ใช้ในการทำสงครามหรือระเบิดที่ใช้ในการก่อเหตุที่เสี่ยงต่อการเกิดอันตรายกับผู้คนจำนวนมาก และแน่นอนว่า   ถ้าพุดถึงเรื่องระเบิดคงไม่มีใครที่จะนึกถึงการระเบิด ในอวกาศอย่างแน่นอน เพราะปกติแล้วคนทั่วไปทีไม่ได้เรียนหรือทำงานเกี่ยวกับสายวิทยาศาสตร์  ก็คงเป็นเรื่องยากที่คนทั่วไปจะรู้ว่ามีการระเบิดในอวกาศจริงๆ

ในจักรวารอันกว้างใหญ่นั้นมีสิ่งต่างๆ  เกิดขึ้นมากมายโดยที่บางเรื่องเราสามารถหาคำตอบได้ แต่บางเรื่องเราก็ไม่สามารถที่จะหาคำตอบได้ และบางสิ่งสามารถค้นพบและหาคำอธิบาย การเกิดได้แต่บางสิ่งทำได้แค่สงสัยว่ามีอยู่จริงแต่ยังไม่มีการค้นพบ เพราะแบบนี้นี้วิทยาศาสตร์จึงเป็นเรื่องที่ค่อยข้างเข้าใจยาก แต่มันก็สามารถเข้าใจได้ถ้าหากว่าเราสนใจจริงๆ 

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการได้เห็นการระเบิดในอวกาศบนจอภาพความละเอียดสูงขนาดใหญ่จะเป็นหนึ่งในสิบสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต เพราะนั้นเป็นการมองเห็นที่น่าปะทับใจแม้ว่า       การระเบิดดังกล่าว จะเกิดขึ้นจาก CGI ก็ตาม แต่ในทางวิทยาศาสตร์นั้น

จะเป็นอีกเรื่องหนึ่งโดยสิ้นเชิงเพราะการระเบิดในอวกาศจากภาพยนต์นั้น  จะใช้การระเบิดบนโลกของเราเป็นแรงบันดาลใจ ในการสร้างฉากระเบิดนั้นๆ ออกมา แต่ถ้าว่าในความเป็นจริงแล้ว  มันอาจไม่ใช้เพราะการระเบิดบนโลกนั้นจะมีอากาศและแรงโน้มถ่วง โดยที่อากาศจะทำงนเป็นตัว OXIDIZER 

และแรงดันภายนอกจากการระเบิดจะทำให้การระเบิดลอยออกไปด้านนอกและพังทลายลงสู้พื้นดิน แม้ว่าการระเบิดในอวกาศจะแตกต่างกันมากกับการระเบิด    บนโลกและดูเหมือนว่ามันจะยอดเยียมกว่า และมากกว่านั้นมันจะมีไฟบางส่วนในการระเบิด

แม้ว่าในอวกาศจำไม่มีอากาศก็ตาม นั้นเป็นเพราะเชื้อเพลิงบางประเภทสามารถทำหน้าที่เป็นตัวOXIDIZER ได้ และแม้ว่ามันจะไม่เหมือนกับไฟที่เรารู้จัก  แต่ไฟที่เกิดขึ้นนี้จะดูเหมือนลูกบอลแสงที่กำลังขยายอย่างต่อเนื่อง

เนื่องจากสภาวะไร้น้ำหนักในการขาดความต้านทานอากาศ ซึ่งนั่นเป็นอันตรายต่อยานอวกาศใกล้เคียง เนื่องจากสเก็ดของการระเบิดอาจจะขยายออกไปด้านนอก  จนกว่าที่จะมีบางสิ่งที่จะมาช่วยหยุดมัน อย่างไรก็ตามแม้ว่า   การระเบิดภายในโลก  หรือจะเป็นการระเบิดในอวกาศ เมื่อได้ขึ้นชื่อว่าระเบิดแล้วแน่นอนว่ามันจะต้อง  มีผลกระทบตามมาแน่นอน และผลกระทบที่จะตามมานั้นก็จะขึ้นอยู่ที่ว่าการระเบิดในครั้งนั้นมีความรุนแรงมากแค่ไหน

 

สนับสนุนโดย.    เวปยูฟ่าเบท

ดาว HV 2112

ระบบสุริยะที่ว่าใหญ่แล้ว ซึ่งองค์ประกอบของมันเป็นอะไรที่น่าศึกษาเป็นอย่างมากเพราะมันประกอบไปด้วย ดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์ ดาวเคราะห์แคระ ดาวหาง หรือสิ่งอื่นๆ อีกมากมายที่เรายังไม่รู้ว่ามันมีอยู่จริงๆ ในระบบสุริยะของเรา

และถ้าหากถามว่าอะไรใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ แน่นอนว่าคำตอบที่ได้คงหนีไม่พ้น    ดวงอาทิตย์อย่างแน่นอน เพราะดวงอาทิตย์นั้นเป็นศูนย์กลางของดาวเคราะห์ภายในระบบ และดวงอาทิตย์ที่ว่านี้ยังเป็นดาวฤกษ์ที่ค่อยส่งแสงสว่างมาให้กับโลกของเราและดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ ในระบบอีกด้วย

ถ้าหากเราจะพูดถึงดวงดาวที่มีแสงสว่างในตัวเอง แน่นอนว่าสิ่งแรกที่คุณจะนึกถึงเลยก็คือดาวฤกษ์ เพราะมันเป็นดาวที่มีแสงสว่างในตัวเอง สำหรับในระบบสุริยะที่โลกของเราอาศัยอยู่นี้ ดาวฤกษ์ของเรามีชื่อว่าดาวอาทิตย์นั้นเอง และถ้าหากถามว่าดาวฤกษ์ที่มีแสงสว่างในตัวเอง

ที่ว่านี้นอกระบบสุริยะมีหรือไม่ แน่นอนว่ามันมีอยู่แล้ว แต่ลักษณะก็จะแตกต่างกันไป สำหรับในวันนี้เราจะมาทำความรู้จักเกี่ยวกับดาวฤกษ์ดวงหนึ่ง     ที่ไม่ได้อยู่ในระบบสุริยะของเรา นั้นก็คือ ดาว HV 2112 ดาวดวงนี้นั้นนักวิทยาศาสตร์ได้มีการกล่าวไว้ว่า    

ดาวฤกษ์ดวงนี้นั้นจะอยู่ในกาแลกซี่แคระที่อยู่ห่างจากโลกของเราออกไป 199,000 ปีแสง ซึ่งดาว HV 2112 นั้นจะมีลักษณะที่คล้ายกับดาวยักษ์ใหญ่แดงที่สว่างมาก แต่อย่างไรก็ตามดาวดวงนี้มันได้ถูกพิจารณาว่าเป็น    

  Tzoเพราะมันมีองค์ประกอบจำนวนมากที่ไม่ได้ถูกปล่อยออกมาเช่นดาวที่เป็นดาวยักษ์ใหญ่แดงทั่วๆ ไปนั้นเอง แต่อย่างไรก็ตาม ในจักรว่าที่กว้างใหญ่แห่งนี้นั้นมีสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นอีกมากมายโดยที่เราเองก็อาจจะยังหาคาตอบเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นมาได้ ในโลกของอวกาศนั้นมีน้อยคนนักที่จะสนใจที่จะศึกษาเกี่ยวกับมันจริงๆ เพราะมันเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาในการหาคำตอบในสิ่งที่ได้มีการค้นพบมาได้ 

ไม่ว่าจะในระบบสุริยะ กาแลกซี่ หรือแม้แต่จักรวารที่กว้างใหญ่นั้น มีสิ่งที่น่าสนใจที่เราสามารถค้นพบได้อยู่ไม่น้อย ถ้าเราสนใจที่จะศึกษาเรื่องเกี่ยวกับอวกาศที่เราไม่สามารถไปสัมผัสด้วยตัวเองแล้วนั้นแต่   ก็ใช้ว่าเราไม่สามารถที่จะศึกษาเกี่ยวกับข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ได้ ถึงแม้ว่าเรื่องที่เกี่ยวกับอวกาศที่ว่านี้จะเป็นอะไรที่เข้าใจยากแต่ก็ใช้ว่าจะไม่สามารถที่จะเข้ใจได้เลย เราต้องใช้ใจที่จะศึกษาและแน่นอนว่าคุณจะสนุกกับมัน

 

ได้รับการสนับสนุนเรื่องราวโดย.   เว็บคาสิโนออนไลน์อันดับ1

หลุมดำมวลยิ่งยวดที่ล้อมรอบด้วยฝุ่นและขยะอวกาศ

ถ้าถามว่าคุณรู้จักเรื่องที่เกี่ยวจักรวาร กาแลกซี่ ระบบสุริยะ หรือแม้แต่ดวงดาวต่างๆ มากแค่ไหนแน่นอนว่าเรื่องพวกนี้อาจจะเป็นเรื่องที่คุณไม่ได้นึกถึงเลยด้วยซ้ำ ว่าพวกมันจะมีการเกิดหรือมีที่มาจากอะไร เพราะคุณคงไม่ได้นึกว่ามันจะเป็นสิ่งสำคัญกับชีวิตของคุณ

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตางมถึงแม้ว่ามันจะไม่จะไม่ใช้เรื่องที่ใกล้ตัวคุณเลย แต่เรื่องของสิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็เป็นอะไรที่ละเลยไม่ได้ เพราะบางทีสิ่งที่อยู่นอกโลกอย่างวัตถุในอวกาศอาจจะเป็นอันตรายกว่าการที่คุณโดยปืนจ่อหัวเลยก็ว่าได้

สิ่งต่างๆ ที่อยู่ในอวกาศนั้นเป็นเรื่องยากที่ผู้คนธรรมดาๆ ยากที่จะเข้าถึงข้อมูลและได้ทำความรู้จัก  และทำความเข้าเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ว่ามันนั้น  มีความน่ากลัวมากแค่ไหน โดยเฉพาะสิ่งที่เราเรียกกันว่าหลุมดำ สำหรับหลุมดำที่ว่านี้ในจักรวาลนี้มีหลุมดำลักษณะต่างๆ มากมายที่นักวิทยาศาสตร์และนักดาราศาสตร์   

    ได้มีการค้นพบมากมาย  หลุมดำนั้นมีทั้งที่อยู่ในกาแลกซี่ทางช้างเผือกและกาแลกซี่อื่นๆอีกมากมาย หลุมดำนั้นเป็นสิ่งที่น่ากลัวไม่แพ้การที่จะมีวัตถุนอกโลก   จะพุ่งมาชนโลกของเราเลย สำหรับว่านี้นั้นเราจะยกตัวอย่างหลุมดำที่ได้การค้นพบมาหนึ่งหลุม นั้นก็คือ หลุมดำมวลยวดยิ่งที่ล้อมรอบด้วยฝุ่นและขยะอวกาศ  หลุมดำ    

ที่กำลังหมุนอยู่นี้ได้มีการรวบรวมกลุ่มผงและกลุ่มซากขยะเอาไว้  ในรูปแบบที่คล้ายกับพายุทอนาโด ซึ่งขนาดของหลุมดำที่ว่านี้มีขนาดที่ใหญ่มากๆ มีการค้นพบหลุมดำที่ทรงพลังแบบนี้มากกว่า 30แห่ง ในการสำรวจของgoodsในปี 2004  สำหรับการสำรวจนี้ถือว่าเป็นการค้นพบที่คุ้มค่ามากๆ  ในการลงทุนและศึกษาต่อ ถึงแม้ว่าในการค้นพบครั้งนี้จะคุ้มค่ากับการลงทุนมากแค่ไหน  แต่ถ้าเราเข้าไปใกล้หลุมดำที่ว่านี้มากเกิดไปก็คงจะไม่เป็นการดีเป็นแน่ 

สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอวกาศนั้น อะไรที่ไกลตัวของเรามากๆ เพราะไม่มีความสนใจในเรื่องนี้หรือ      จะศึกษาเกี่ยวกับมันจริงๆ  ก็คงจะเป็นอะไรที่จะอธิบายให้เข้าใจยาก  เพราะมันเป็นเรื่องที่ที่ต้องอาศัยความเข้าใจจริงๆ เพราะแบบนี้กว่าที่นักวิทยาศาสตร์จะมีการเปิดเผยข้อมูลต่างๆ ที่พวกเขาได้มีการค้นพบจึงจำเป็นที่จะต้องหาคำที่สามารถอธิบายให้บุคคลทั่วไปได้รับรู้และเข้าใจได้ง่ายๆ และจะได้ไม่เป็นที่ข้องใจของคน      หมู่มาก

 

สนับสนุนโดย.   sexybaccarat