นิวยอร์ก-อเมริกาอ่วมติดเชื้อกว่า 76000 ราย

ปัจจุบันสหรัฐอเมริกามีการติดเชื้อ COVID-19 ที่ได้รับการยืนยันมากที่สุดในประเทศใด ๆ โดยมีผู้ป่วยมากกว่า 203,000 รายในวันพุธ มหานครนิวยอร์กกลายเป็นจุดสนใจใหม่ล่าสุดของการระบาดโดยมีผู้คนมากกว่า 44,900 คน ทดสอบเลือดเป็นบวก ณ เวลานั้น 

และการระบาดครั้งใหญ่แพร่กระจายไปในเมืองต่าง ๆ เช่น Seattle และ New Orleans แต่ข้อมูลระดับรัฐอาจซ่อนฮอตสปอตในพื้นที่ที่มีประชากรน้อยกว่า

เวลานี้ทีมจากมหาวิทยาลัยชิคาโกได้ทำแผนที่ยืนยันการติดเชื้อ COVID-19 ต่อเขตและปรับขนาดประชากร การค้นพบของนักวิจัยเปิดเผยกลุ่มที่สำคัญในส่วนต่างๆของจอร์เจียอาร์คันซอและมิสซิสซิปปีท่ามกลางพื้นที่อื่น ๆ แม้ว่าประชากรที่เกี่ยวข้องอาจมีขนาดเล็กกว่าของนิวยอร์กหรือซีแอตเทิลพวกเขาอาจได้รับผลกระทบจากโรคอย่างไม่เป็นสัดส่วน

มาริเนีย โคลัค ผู้ช่วยผู้อำนวยการสารสนเทศด้านสุขภาพของศูนย์วิทยาศาสตร์อวกาศแห่งมหาวิทยาลัยชิคาโกกล่าวว่า เมื่อคุณเปลี่ยนจากข้อมูลระดับรัฐเป็นข้อมูลระดับเขตคุณจะได้รับข้อมูลมากขึ้น ตัวอย่างเช่นมีหลายพื้นที่ในภาคใต้ที่ประชากรมีขนาดเล็กกว่ามาก แต่สัดส่วนของคนที่มี [COVID-19] นั้นใหญ่กว่ามาก นั่นอาจทำให้เกิดความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นเพราะถึงแม้ว่าจะมีคนน้อยกว่าที่ติดเชื้อไวรัส

ในตอนแรกทีมทำแผนที่ใช้ข้อมูลจากตัวติดตามประชาชน ที่มาจากระดับเขตและตรวจสอบความถูกต้องกับการประมาณการจากแผนกสุขภาพของรัฐ นักวิจัยได้รวมข้อมูลจากแหล่งอื่น ๆ และพวกเขาร่วมมือกับเพื่อนร่วมงานของพวกเขาที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซินแมดิสันเพื่อตรวจสอบข้อมูลนั้น 

กลุ่มมหาวิทยาลัยชิคาโกรวบรวมข้อมูลทั้งในระดับรัฐและเขตโดยดูที่กรณีที่ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อ, การเสียชีวิตและจำนวนผู้ป่วย ตามสัดส่วนของขนาดของประชากร ทีมยังได้สร้างภาพข้อมูลแบบอินเทอร์แอคทีฟซึ่งแสดงวิวัฒนาการของฮอตสปอตในภูมิภาคเมื่อเวลาผ่านไป

ข้อมูลแสดงให้เห็นถึงรูปแบบที่น่าแปลกใจบางอย่างในอัตราการติดเชื้อในระดับเขตหลังจากปรับขนาดประชากร ตัวอย่างเช่นกลุ่มหลายเขต – เช่นกลุ่มรอบ Albany, Ga., Detroit, Nashville, Tenn. และบางส่วนของ Mississippi และ Arkansas – มีจำนวนผู้ป่วยต่อหัวค่อนข้างมาก 

เมื่อวันที่ 29 มีนาคม กลุ่มมลรัฐ ครอบคลุมรัฐนิวยอร์ก, นิวเจอร์ซีย์และแมสซาชูเซตส์ยังคงมีการติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันมากที่สุดทั้งโดยรวมและต่อหัว: 76,273 รายหรือประมาณ 22 ต่อ 10,000 คน กระนั้นอัลบานีกามีจำนวนมากที่สุดเป็นอันดับสองต่อหัว: 13 รายต่อ 10,000 คน ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าฮอตสปอตอื่น ๆ ที่รู้จักกันดีเช่นซีแอตเทิลซึ่งมีประมาณแปดรายต่อ 10,000 และซานฟรานซิสโกซึ่งมีสองต่อ 100,000

อเมริกามีผู้ติดเชื้อ covid-19 มากกว่า 376,000 คน รักษาหายแล้วประมาณ 20,000 คน และเสียชีวิตมากกว่า 11,750 คน

 

ขอบคุณ  gclub  ที่ให้การสนับสนุน

1วันจะนานถึง 365 วัน ถ้าโลกหยุดหมุน

คุณเคยตั้งคำถามกับตัวเอง หรือกับสักคนหรือไม่ว่าถ้าโลกของเราหยุดรอบตัวเองแล้วจะเป็นอย่างไร จะเกิดอะไรกับโลกบ้าง ต้องบอกก่อนเลยว่าโลกของเรานั้นอยู่ในระบบสุริยะ ที่มีโลกและดวงดาวต่างๆโคจรหมุนรอบดวงอาทิตย์อยู่

และในส่วนของโลกเรานั้นไม่ได้เพียงแค่หมุนรอบดวงอาทิตย์เท่านั้น แต่มันยังหมุนรอบตัวของมันเองอีกด้วย การหมุนรอบตัวเองของโลกนั้นจะเกี่ยวและสัมพันธ์กับเรื่องเวลา สนามแม่เหล็ก และปรากฏการณ์ต่างๆอย่างเช่น สภาพอากาศ ฤดูกาล เป็นต้น

อยากจะทำความเข้าใจเล็กๆน้อยๆก่อนว่านี่เป็นเพียงแค่การสันนิฐานจากองค์กร NASA เท่านั้นถึงเรื่องสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อโลกหยุดรอบตัวเอง การที่โลกหยุดหมุนรอบตัวเองจะก่อให้เกิดการที่ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้จะลอยขึ้นได้ ทั้งมนุษย์ สิ่งของ และสิ่งมีชีวิตต่างๆ รวมกับการที่เกิดแรงเหวี่ยงอย่างรุนแรงภายในโลกเกิดขึ้น

จนกลายเป็นพายุขนาดใหญ่ที่มีความรุนแรงและเร็วเป็นเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ยังจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของพลังงานบนโลกด้วย เพราะเมื่อโลกหยุดรอบตัวเอง ก็จะมีพลังงานบางอย่างไม่สามารถทำงานต่อได้ ผลที่ตามมาก็คือระดับน้ำในทะเลและมหาสมุทรสูงเพิ่มมากขึ้น

จนทำให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิตามมา เนื่องจากพลังงานบางอย่างจะไปทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของน้ำในทะเลและมหาสมุทรแปรปรวน และในบทความนี้เราจะนำอีกหนึ่งปัญหาที่ตามมาจากการที่โลกหยุดหมุนรอบตัวเองนั้นก็คือ เรื่องของเวลา ที่เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงเกี่ยวกับการหมุนของโลกโดยตรง และจะทำให้เกิดพายุที่มีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

ชั้นบรรยากาศทุกชั้นของโลกจะล้มเหลวแปรปรวน ทำให้เกิดความผิดปกติในการไหลเวียนของอากาศ และในส่วนของเรื่องเวลานั้นก็จะมีการเปลี่ยนเป็นอย่างมาก โดยปกติแล้วเวลาบนโลกของเรานั้นถูกนับเป็น 1 วัน เท่ากับ 24 ชั่วโมงเท่านั้น แต่ถ้าหากว่าโลกหยุดหมุนรอบตัวเอง เวลาในแต่ละวันจะมากขึ้นอย่าง 1 วัน เท่ากับ 365 วัน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ยาวมาก

เราจะต้องใช้ชีวิต 365 วันในเวลากลางวันหรือกลางคืนที่ยาวนานเทียบเท่ากับระยะเวลา 1 ปี แต่ถึงอย่างไรแล้วอย่างที่เราได้กล่าวไปให้ทุกคนทราบในตอนแรกแล้วว่านี่เป็นเพียงการสันนิฐานจากคำถามที่เกี่ยวกับการหยุดหมุนรอบตัวของโลกเพียงเท่านั้น เพราะมันยังไม่เกิดขึ้นจริง และถ้าหากว่ามันจะเกิดขึ้นจริงๆนั้น

มนุษย์เราในยุคปัจจุบันคงไม่มีได้เห็นอย่างแน่นอน เพราะมันอาจจะต้องใช้ระยะเวลาที่ยาวนานมากถึงหลายพันล้านปีเลยก็ว่าได้ และในอนาคตเองถ้าโลกของเรายังมีมนุษย์อาศัยอยู่แล้วละก็ เชื่อเถอะว่าข้อสันนิฐานพวกนี้เราอาจจะได้คำตอบว่ามันจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่จริง และด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีและวิทยาศสาสตร์ในอนาคตคงจะก้าวไกลไปมากกว่านี้ อาจจะทำให้เราพร้อมที่จะเผชิญกับการเกิดเหตุการณ์นี้ได้อย่างแน่นอน

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย   เว็บพนันไม่ผ่านไลน์

อภิมหึมาภูเขาไฟระเบิด ปรากฎการณ์ที่อาจทำให้มนุษย์สูญพันธุ์

ว่ากันว่าภัยธรรมชาตินั้นเป็นสิ่งที่เราห้ามกันไม่ได้จริงๆ แม้แต่ในยุคที่เทคโนโลยีและวิทยาการทางวิทยาศาสตร์เองจะถูกพัฒนาเพิ่มขึ้นแค่ไหน จะถูกกล่าวขานว่าเป็นสิ่งที่สุดล้ำมากแค่ไหน แต่ก็สามารถเตือนภัยกับเหตุการณ์ทางธรรมชาติได้อย่างแม่นยำ

การคำนวณการเกิดภัยธรรมชาติแต่ละอย่างนั้นถือว่ายังเป็นเรื่องที่ยากอยู่ในแวดวงของวิทยาศาสตร์ เพราะมันไม่ได้ง่ายเหมือนกับการเกิดสุริยุปราคาที่จะวนเวียนและคำนวณได้อย่างใกล้เคียงมากที่สุด แต่ภัยที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาตินั้น

เราแถบไม่ทราบไม่เลยว่ามันจะเกิดที่ไหน เมื่อไหร่ ตอนไหน เวลาไหน ซึ่งอ้างอิงมาจากทดลองที่ได้รวมนักธรณีวิทยาหลายคนมาช่วยกันคำนวณการเกิดแผ่นดินไหว ผลลัพธ์ก็คือ สิ่งที่นักธรณีวิทยานั้นได้คำนวณไม่เกิดขึ้นตามอย่างที่ได้คำนวณไว้

แต่มันไปเกิดขึ้นเมื่อ 10 ให้หลังจากนั้น ซึ่งทำให้เห็นแล้วว่าภัยพิบัติจากธรรมชาติเป็นที่เหนือจะคาดการณ์ได้จริงๆ เช่นเดียวกับภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นเพื่อทำให้มนุษย์สูญพันธุ์ได้เช่นกัน ภัยพิบัติทางธรรมชาตินั้นปกติแล้วก็สามารถทำลายชีวิตของมนุษย์ได้อยู่แล้ว

แต่สิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่ทำลายเผ่าพันธุ์มนุษย์ให้หายไปจากโลกโดยสิ้นซากเลยทีเดียว นั้นก็คือ การเกิดอภิมหึมาภูเขาไฟระเบิด ที่สามารถทำลายมวลมนุษย์ได้ก็คือจะต้องมีแรงระเบิดอยู่ที่ระดับ8 ตามดัชนีVEI ที่จะมีอุณหภูมิต่างๆพุ่งออกมาจากปากปล่องของภูเขาไฟมาถึง 1,000  ลูกบาศก์เมตร ซึ่งตลอด 4,000 ล้านปีที่ผ่านมาโลกที่โลก

ได้ดำรงอยู่ในระบบสุริยะจักรวาล ได้มีการระเบิดของภูเขาไฟระดับ8 เพียงแค่ 42 ครั้งเท่านั้น โดยครั้งล่าสุดนั้นได้เกิดขึ้นไปเมื่อ 70,000 ปีที่แล้ว ณ เกาะภูเขาไฟโชก้า บนเกาะสุมาตราเหนือ ประเทศอินโดนีเซีย ถึงแม้ว่าการเกิดครั้งล่าสุดนั้นจะนานมาแล้ว

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่เกิดขึ้นอีกครั้ง เพราะนักวิจัยได้มีการคอยเฝ้าสังเกตการณ์ของ ยินส์โลสโตร ที่เป็นภูเขาไฟที่สามารถปะทุและเกิดแผ่นดินไหวระดับ8 ในอนาคตได้อีกครั้ง และถ้าหากว่ามันเกิดขึ้นจริงอีกครั้ง นอกจากจะเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่แล้ว

เถาภูเขาไฟที่จะถูกปล่อยออกมาในจำนวนมหาศาล จะทำการปกคลุมชั้นบรรยากาศของโลกจนมืดมิด ทำให้การไหลเวียนของสภาพอากาศนั้นล้อมเหลว จนทำให้โลกนั้นเกิดความเหน็บหนาว มนุษย์จะไม่สามารถปรับตัวได้ และนี่เป็นอีกหนึ่งสาเหตุจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ

ที่จะทำให้ทั้งสัตว์และสิ่งมีชีวิตทั้งโลกนี้สูญพันธุ์ไปทั้งหมด และยิ่งไปกว่านั้นอย่างที่ทราบกันดีว่าภัยธรรมชาตินั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถห้ามไม่ให้มันเกิดขึ้นได้ สิ่งที่ทำได้ก็มีเพียงแค่ให้มันหยุดเองเท่านั้น

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  gclub

แคมเบรียนเกิดขึ้นมาได้อย่างไร

คำถามของสิ่งมีชีวิตบนโลกยังคงเป็นเรื่องปริศนาที่ไม่มีใครทราบที่แน่ชัด รวมถึงในแวดวงการวิทยาศาสตร์เองก็เช่นเดียวกัน ที่ได้ค้นพบสิ่งมีชีวิตหลายๆอย่างแล้วบอกว่าสิ่งนี้คือสิ่งมีชีวิตของโลก บางทีมวิจัยก็บอกว่าสิ่งที่ตนเองค้นพบนั้นคือสิ่งมีชีวิตแรกบนโลก

จนสุดท้ายแล้วไม่มีอะไรสามารถมาระบุได้สิ่งมีชีวิตถูกค้นอันไหนคือสิ่งมีชีวิตแรกของโลกกันแน่ ซึ่งในบทความนี้เราจึงนำหลักฐานอีกชนิดหนึ่งมากล่าวถึง ที่มีการสันนิฐานว่าเป็นบรรพบุรุษแรกของสัตว์ทุกชนิดที่เกิดขึ้น นั้นก็คือ ยุคแคมเบรียน (Cambrian) ได้มีงานวิจัยออกมาอธิบายถึงแคมเบรียนว่า หลังจากโลกได้มีอายุมาถึง 4,000 ล้านปี

ได้มีสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นพร้อมๆกันมากมาย สิ่งมีชีวิตเหล่านี้มีรูปร่างหน้าตาที่แปลกประหลาด และอัศจรรย์เป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลัง พวกมันมีที่อยู่อาศัยในทะเล พวกมันนั้นมีสมอง เส้นเลือด และหัวใจ แต่บ้างก็ว่ามันเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 540-560 ล้านปีที่ผ่านมา

การเกิดสิ่งมีชีวิตหลากหลายในระยะเวลาอันสั้นนี้จึงเป็นที่มาของประกฏการณ์ “การระเบิดทางชีวภาพยุคแคมเบรียน (Cambrian Explosion) ถึงแม้ว่ามันจะยังคงเป็นเรื่องที่น่าสงสัยตลอดระยะเวลาที่ผ่าน แต่ทีมวิจัยเองนั้น

ก็ต่างไม่ได้หยุดการค้นหาข้อมูลของการกำเนิดมันขึ้นมาได้อย่างไร ซึ่งในเวลาต่อมานักวิทยาศาสตร์ก็ได้ออกมากล่าวถึงการพบเจอ เบอร์เจสส์ เชล เป็นพื้นที่ที่อุดมไปด้วยซากดึกดำบรรพ์ หรือฟอสซิล ที่ธรรมชาติได้รักษาเอาไว้เป็นอย่างดี และหลังจากนั้นก็ได้มีทีมวิจัยอื่นๆค้นพบซากดึกดำบรรพ์ตามพื้นที่ต่างๆมากขึ้น

ซึ่งได้มีการรายงานสรุปว่า เป็นซากฟอสซิลทางทะเลที่เกิดขึ้นในช่วงของการระเบิดชีวภาพยุคแคมเบรียน นักวิจัยเองก็ได้ทำการตรวจสอบและเปิดเผยในเวลาต่อมาว่า มันมีปัจจัยหลายๆอย่างที่ทำให้ซากฟอสซิลเหล่านั้นสามารถถูกเก็บรักษาเอาไว้ได้เป็นอย่างดี โดยมีข้อสันนิฐานว่าเดิมทีพื้นที่เหล่านี้อาจจะเป็นใต้น้ำลึกมากๆ มาก่อนเมื่อประมาณ 550 ล้านปีที่แล้วได้

เพราะระดับความดึกอย่างนี้จึงทำให้มีออกซิเจนอยู่น้อยมาก จนสามารถเก็บร่างกายสัตว์ที่ตกลงสู่ก้นทะเล ร่างของสัตว์ที่ตายเหล่านั้นจะถูกปกคลุมด้วยตะกอนเป็นเวลานานกว่าล้านปี ก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงสภาวะ จนพื้นที่แห่งนี้ถูกผลักให้กลายเป็นพื้นแผ่นดินบนบก ที่มีความเสถียรภาพมากขึ้น เพราะไม่มีเหตุการณ์ภูเขาไฟ

หรือแผ่นดินไหวมากระทบ ทั้งนี้การหาคำตอบว่าการระเบิดแคมเบรียนจะยังไม่ได้คำตอบอย่างแน่ชัด แต่อย่างน้อยเราก็ทราบถึงข้อมูลของมันคราวๆแล้ว และนักวิทยาศาสตร์เองก็ยังคงทำการคิดค้นกันต่อไปอย่างแน่นอน เชื่อว่าในอนาคตเราอาจจะได้ทราบข้อมูลปริศนานี้ก็เป็นแน่

 

สนับสนุนโดย  สมัครยูฟ่าเบท

สิ่งแปลกปลอมจากมนุษย์ต่างดาว ในร่างกายนักโปเลียนที่1

เพราะจักรวาลที่ใครๆก็ต่างบอกว่ามันกว้างใหญ่ไพศาล มีระยะที่ไม่สิ้นสุด คุณเชื่อหรือไม่ว่ามีสิ่งมีชีวิตที่คล้ายกับมนุษย์อาศัยอยู่ในดวงดาวที่แสนจะห่างไกลจากโลกของเราออกไป หรือที่เรียกกันว่า มนุษย์ต่างดาวนั้นเอง

เราอาจจะคิดว่ามนุษย์ต่างดาวนั้นคนพึ่งรู้จักได้ไม่นาน แต่คุณจะทราบหรือไม่ว่าแท้จริงแล้ว มนุษย์ต่างดาวนั้นถูกเหล่าขานกันมาแต่ช้า และมักจะเกิดเรื่องแปลกเกิดขึ้น ซึ่งบทความนี้เราจะมาเล่าถึงบุคคลหนึ่งที่เขาบอกว่าเขานั้นโดนมนุษย์ต่างดาวลักพาตัวไป

และในยุคสมัยนั้นยังไม่มีใครเรียกสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นว่ามนุษย์ต่างดาวด้วยซ้ำ หรือนี้อาจจะเป็นการเปิดตัวของเรื่องราวมนุษย์ต่างดาวกันแน่ บุคคลนั้นที่ว่าก็คือ นักโปเลียนที่1 ซึ่งตัวเขาเองนั้นได้บอกว่า เขาถูกผู้ใดก็ไม่รู้จับตัวไป คนเหล่านั้นพูดภาษาแปลกๆ และมีรูปร่างหน้าตาที่แปลกประหลาด เขานั้นถูกจับไปเป็นหลายวันเลยทีเดียว

ซึ่งตรงกับในเหตุการณ์ของบนโลกว่า นักโปเลียนที่1 ได้หายตัวไปอยู่หลายวัน ทำให้หลายคนเริ่มเกิดความสงสัยแล้วมันเป็นเพียงสถานการณ์ที่เขานั้นสร้างขึ้นมา หรือเป็นความจริงกัน เขาได้เล่าเรื่องราวทุกอย่างที่เขาได้ไปพบเจอมานั้น จนในเวลาต่อมาเขาได้พบว่าร่างกายของตนเองมันมีความผิดปกติ สาเหตุที่พบก็คือภายในร่างกายของเขานั้นมีสิ่งแปลกปลอมถูกฝังเอาไว้ ในตอนนั้นไม่มีใครทราบได้ว่าสิ่งแปลกปลอมสิ่งนั้นมันคือสิ่งใด

แต่หากหลักฐานที่หลงเหลือมาระบุได้ว่าสิ่งแปลกปลอมที่พบว่าถูกฝังอยู่ในร่างกายของนักโปเลียนที่1 นั้นก็คือ ไมโครชิป แน่นอนว่าในยุคสมัยนั้นไม่มีไมโครชิป และมีความจำเป็นอะไรที่จะต้องนำไปฝังไว้ในร่างกาย ซึ่งทำให้ทุกคนประหลาดใจเป็นอย่างมาก และลงความเห็นว่าสิ่งที่เขาได้เล่ามาก่อนหน้านี้นั้น ดูเหมือนท่าจะเป็นความจริงๆ

เขาได้ไปเจอมนุษย์ที่มีรูปร่างลักษณะประหลาดมาจริงๆ และหากนั้นคือไมโครชิปจริงๆ ก็สามารถอธิบายได้เลยว่า มนุษย์ต่างมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์เป็นอย่างมาก ต้องก้าวหน้ามากแค่ไหนถึงจะสร้างยานพาหะที่สามารถเดินทางมายังโลกได้ด้วยความไวแสง เพราะมนุษย์โลกเองยังไม่สามารถทำได้

และไม่สามารถเดินทางออกไปได้ไกลเพื่อที่จะหาสิ่งมีชีวิตอื่นๆภายในจักรวาลแห่งนี้อีกด้วย ถ้าในสมัยที่โลกยังไม่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ โลกของสิ่งมีชีวิตอื่นได้ก้าวไปไกลอย่างมากแล้ว ซึ่งหมายความว่าในปัจจุบันคนเรานั้นจะต้องมีการพัฒนาและวิวัฒนาการที่ล้ำเลิศอย่างมาก แต่ถึงอย่างไรก็ยังไม่มีอะไรมาพิสูจน์เรื่องการมีชีวิตของมนุษย์ต่างดาวอยู่จริงหรือไม่

ถ้าหากเราไม่ได้ออกไปสำรวจทั่วจักรวาล แต่ในอนาคตก็ไม่แน่ มนุษย์เราอาจจะสามารถสร้างยานพาหนะที่เร็วกว่าความไวแสง และมีเชื้อเพลิงพอที่จะเดินทางข้ามผ่านไปยังจักรวาลอื่นๆได้ เราอาจจะทราบก็ได้ว่าในจักรวาลแห่งนี้ และจักรวาลอื่นๆ มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่อย่างมนุษย์เราหรือไม่

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย   จีคลับ คาสิโน

เราเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์แล้วหรือยัง

ถ้าหากจะถามว่าเราเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์หรือยัง คุณจะคิดว่าอย่างไร หลายๆคนคงอาจจะบอกว่า แน่นอน มนุษย์เรานั้นสมบูรณ์แบบเรียบร้อย มีครบทั้งความสามารถและสติปัญญา แต่ในบทความนี้ที่เรากำลังจะถามนั้นไม่ความสามารถของมนุษย์ หรือ สติปัญญาของมนุษย์

แต่หมายถึง เราจะวิวัฒนาการต่อไปหรือไม่ ไม่ใช่แค่วิวัฒนาการทางด้านสมอง สติปัญญา แต่รวมไปถึงรูปร่าง ลักษณะ และการดำรงชีวิตอยู่ของมนุษย์อีกด้วย

ต้องบอกก่อนว่าคงจะไม่มีใครไม่ทราบว่ากว่ามนุษย์เราจะมีเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัยก้าวหน้าอย่างทุกวันนี้ ได้มีการคิดค้นมาตั้งแต่สมัยยุคโบราณ แนวคิดว่ามนุษย์มีต้นกำเนิดมาจากลิง หากเป็นเช่นนั้นตามทฤษฎีนี้จริง คุณจะเห็นได้ว่ามนุษย์เรานั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยอย่างไร แน่นอนว่าเปลี่ยนไปในเชิงมากเลยทีเดียว

หากมนุษย์เราในปัจจุบันไปเปรียบเทียบกับลิงแล้ว ลักษณะในตอนนี้นั้นเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่ามีความแตกต่างกันอย่างมาก ซึ่งนั้นหมายความว่าเรามีการวิวัฒนาการที่ดีขึ้นไปเรื่อยๆยิ่งขึ้น ทั้งการหาอาหาร การสร้างบ้านอยู่อาศัย การสร้างอุปกรณ์ต่างๆเพื่ออำนวยความสะดวก จากแรกเริ่มที่บรรพบุรุษเราได้เริ่มทำนั้นนับเป็นการพัฒนาที่เพิ่มมากขึ้นจนถึงปัจจุบัน

นี่จึงเป็นการตั้งคำถามว่า เราเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์แบบหรือยัง หมายถึง มนุษย์ในยุคสมัยปัจจุบันจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือมีวิวัฒนาการต่อไปอีกหรือไม่ หรือนี่จะเป็นสุดยอดของมนุษย์แล้ว ในวิทยาศาสตร์เองก็ได้กล่าวว่า มีความเป็นได้ที่มนุษย์จะมีการวัฒนาการเพิ่มขึ้นไปอีกยิ่งขึ้น

ไม่ใช่แค่ในเรื่องของสติปัญญาและความสามารถ แต่ยังจะหมายถึงวิวัฒนาการทางรูปร่างลักษณะภายนอกอีกด้วย นั้นเป็นเพราะแต่เดิมมนุษย์ยุคแรกที่ถูกค้นพบทั้งหมดนั้นมีรูปร่างลักษณะที่คล้ายๆอย่าง ผมที่มีแต่สีดำหรือน้ำตาล ดวงตาที่มีแต่ดำหรือน้ำตาล เท่านั้น เป็นต้น

แต่ในปัจจุบัน เราจะเห็นได้ว่ามีมนุษย์ที่ตาหลายสี ไม่ได้ความว่าในคนคนหนึ่งมีหลายสี ทั้งสีเขียว สีฟ้า สีเขียวอมฟ้า สีน้ำตาลส้ม สีเทา รวมไปถึงเส้นผมที่มนุษย์มีมาตั้งแต่เกิดอย่างผมสีขาวสนิท ผมสีทอง ผมสีน้ำตาลอ่อน สิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนเครื่องพิสูจน์แล้วว่ามนุษย์ได้มีการวิวัฒนาการแตกต่างจากหลักฐานของมนุษย์ยุคโบราณเป็นอย่างมาก

ซึ่งแปลว่าในอนาคตเองมนุษย์จะมีวิวัฒนาการต่อไปขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะมนุษย์แต่ละคนนั้นไม่ได้มีความต้องการแค่เฉพาะกลุ่มของตนเองเท่านั้น มีสืบพันธุ์กับมนุษย์ที่ต่างรูปแบบนั้นเกิดขึ้นให้เห็นบ่อยอยู่ทั่วไป ทำให้สร้างรุ่นต่อไปที่แตกต่าง นั้นก็ถือว่าเป็นการวิวัฒนาการอย่างหนึ่งแล้วนะ

เพราะเหมือนเป็นได้โครงสร้างแบบใหม่เกิดขึ้น และจากรุ่นสู่รุ่นไปเรื่อยๆนั้นเองจะทำให้เราผลิตมนุษย์ออกมาหลากหลายลักษณะ นี่จึงเป็นคำตอบที่ว่า เราอาจจะไม่ใช่มนุษย์โดยเสมบูรณ์แบบอย่างแน่นอน

 

สนับสนุนโดย   www.ufabet.com ลิ้งเข้าเว็บไซต์คะ

 

วันที่โลกดับมนุษย์เราจะเป็นอย่างไร

คุณรู้หรือไม่ว่าโลกใบนี้เกิดขึ้นมาจากอะไร? คุณรู้หรือไม่ว่าโลกใบนี้เกิดขึ้นมาเป็นระยะเวลานานเท่าไหร่แล้ว? เชื่อแหละว่าคุณเคยอาจจะสงสัยสิ่งเหล่านี้ หรืออาจจะตั้งคำถามที่มากกว่านี้เสียด้วยซ้ำที่เกี่ยวกับโลกใบ

คุณอาจจะตั้งคำถามมากมายเกี่ยวกับการกำเนิดโลก แต่คุณเคยคิดบ้างหรือไม่ว่าโลกนั้นอาจจะมีวันหมดอายุเหมือนอาหาร ที่ว่าสักวันหนึ่งมันอาจจะต้องสลายและหายไป หลายๆคนอาจจะไม่นึกถึงหรอกว่าโลกใบนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป

จึงไม่จำเป็นที่จะต้องมาสนใจ เพราะได้มีคนออกมาอธิบายเรื่องเกี่ยวกับวันที่ที่โลกจะดับหรือโลกแตกแล้วว่า เหตุการณ์เหล่านั้นจะเกิดขึ้นในอีก 7,000 พันล้านปีข้างหน้า แน่นอนว่าเราคงจะมีอายุที่จะสามารถอยู่ได้นานแล้วเห็นว่าโลกใบนี้สลายหรอก

แต่ในความเป็นจริงแล้วอายุของโลกที่ได้ถูกคำนวณออกมานั้นเป็นเพียงเวลาที่โลกจะต้องไม่มีปัจจัยอื่นๆที่ส่งผลกระทบหรือความเสียหายเท่านั้น ซึ่งผิดกับสิ่งที่เราเองนั้นต้องเผชิญกันอยู่ ในปัจจุบันมนุษย์เองนั้นได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับธรรมชาติมากขึ้น

ซึ่งการทำลายธรรมชาติก็ไม่ต่างจากการทำลายโลก ยิ่งเราทำลายมากเท่าไหร่อายุของโลกก็ยิ่งลดน้อยลง และปัจจัยในอนาคตที่จะก่อนเกิดโลกดับนั้นคือการที่มนุษย์จะสูญพันธุ์หายจากโลกนี้ไป และด้วยเวลาที่นานมากของวันที่โลกดับ นอกจากเราที่ไม่สามารถมีอายุที่ยาวนานอยู่ถึงวันนั้นได้ ก็อาจจะเป็นไม่มีมนุษย์หลงเหลืออยู่บนโลกใบนี้แล้วก็เป็นไปได้เช่นกัน

แต่ถ้าหากมนุษย์เราสามารถที่จะดำรงเผ่าพันธุ์ในการมมีชีวิตอยู่ในถึงอายุของโลกนานถึงขนาดนั้น ถ้าหากว่าโลกดับจริงๆ แน่นอนว่ามนุษย์จะไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ เพราะสูญเสียทรัพยากรทางธรรมชาติ ระบบนิเวศแปรปรวน ขาดออกซิเจนในการหายใจ โลกจะไร้แรงโน้มถ่วง เมื่อโลกไร้แรงโน้มถ่วงมนุษย์โลกและสิ่งมีชีวิต

รวมถึงวัตถุทั้งที่อยู่ภายในโลกก็จะกระเด็นออกสู่นอกทันที และข้างนอกโลกนั้นอันตรายมากกว่าภายในโลกเสียอีก อากาศด้านนอกไม่สามารถทำให้เรามีชีวิตอยู่ อวัยวะภายในจะบวมและจะทำการระเบิดตัวเอง แต่สำหรับอนาคตที่ไกลขนาดนั้นแล้ว มันก็ไม่แน่หรอกใช่หรือไม่ว่า เทคโนโลยี และ วิทยาศาสตร์ จะมีความก้าวหน้าและพัฒนาไปได้ไกลมากขึ้น

มนุษย์เราอาจจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ต่อไปบนโลกใบนี้ด้วยนวัตกรรมที่ทันสมัยอื่นๆ แต่ถึงอย่างไรนั้นก็หาพลังงานที่จะสามารถมาทดแทนสิ่งที่โลกทำให้มันกายไปอย่างเช่น นิวเคลียส เรื่องนี้ยังถือทั้งเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ ฉะนั้นแล้วสิ่งเราควรทำและปฏิบัติในตอนนี้คือการหยุดทำลายโลก และธรรมชาติจะเป็นการดีที่สุด

 

สนับสนุนโดย  www.ufa168.co ลิงค์เข้าใช้งานค่ะ

อาการรู้สึกขยะแขยงบอกอะไร

      เชื่อว่าหลายๆคนย่อมเคยเกิดอาการที่รู้สึกขยะแขยงกับบางสิ่งบางอย่างที่ตัวเองไม่ชอบกันอย่างแน่นอน ซึ่งในแต่ละคนก็ย่อมจะเกิดอาการทางความรู้สึกเช่นนี้ในแต่ละอย่าง แต่ละเหตุการณ์ที่แตกต่างกันออกไป

อาการเหล่านี้เป็นการแสดงออกมาผ่านทางความรู้สึกส่งต่ออกมายังร่างกายให้เกิดการตอบสนองเมื่อเจอสิ่งนั้นๆ และวันนี้เราจะมานำเสนอข้อมูลที่จะทำให้เราทุกคนได้รู้ว่าอาการที่รู้สึกว่าขยะแขยงแบบนี้นั้นสามารถที่จะบอกอะไรกับเราได้บ้าง

       ความรู้สึกขยะแขยงหรืออาการที่ทำให้รู้สึกขมคอ เกิดอาการที่ทำให้ท้องไส้ปั่นป่วนในตอนที่ได้เห็นอะไรบางสิ่งที่มีความน่ารังเกียจจนทำให้รู้สึกขยะแขยงขึ้นมานั้นแน่นอนว่าไม่ใช่อาการที่หลายๆคนทั่วไปนั้นจะพึงปรารถนาให้อาการดังกล่าวเกิดขึ้น ในทางของนักวิทยาศาสตร์เองก็ได้ออกมาออกมาให้ข้อมูลยืนยันเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าอาการดังกล่าวนั้นถือได้ว่าเป็นอาการส่วนหนึ่งที่บ่งบอกถึงวิวัฒนาการของมนุษย์

โดยที่ทางนักวิทยาศาสตร์เองได้ทำการวิจัยออกมาว่าความรู้สึกที่เป็นอาการขยะแขยงนั้นจะช่วยส่งผลดีกับสุขภาพของมนุษย์ได้อีกด้วย โดยที่ทางนักจิตวิทยาได้ทำการทดลองเพื่อหาข้อเท็จจริงเหล่านี้กับผู้คนชาวอังกฤษจำนวนหนึ่งทั้งในเพศชาย เพศหญิงจำนวนกว่า 2,000 คน

นั่นก็เพื่อที่จะได้คอยสังเกตดูปฏิกิริยาของแต่ละคนถึงการตอบสนองของร่างกายและความรู้สึกต่อสิ่งเร้าว่าแต่ละคนจะแสดงปฏิกิริยาอย่างไรออกมาเมื่อจะต้องเจอกับสิ่งที่น่าขยะแขยงต่างๆเหล่านั้น โดยที่ทางผู้คนที่ได้เข้าร่วมทำการทดลองนั้นจะทำการให้คะแนนในแต่ละสิ่งหรือ ในแต่ละสถานการณ์ต่างๆที่มีความน่ารังเกียจทั้งหมดจำนวน 75 รายการด้วยกันโดยผู้เข้าร่วมแต่ละคนก็จะต้องลงคะแนนตามความรู้สึกที่ตนได้รับมากน้อยแตกต่างกันไป

ซึ่งแน่นอนว่าระดับของคะแนนนั้นจะต้องมีความรู้สึกถึงความขยะแขยงเริ่มจากขนาดที่เล็กน้อยแบบปกติธรรมดาไล่เรียงไปจนถึงอาการความรู้สึกที่แสดงออดกมามากๆอย่างอาการคลื่นไส้ ปั่นป่วน ความรู้สึกที่สะอิดสะเอียนต่อสิ่งเร้านั้นๆซึ่งก็ถือว่าเป็นอาการที่รุนแรงมากที่สุดเลยก็ว่าได้ ในส่วนของสถานการณ์ต่างๆที่ทางผู้ทำการวิจัยได้มีการกำหนดเอาไว้

เพื่อใช้ในการทำการทดลองนั้นก็มีเหตุการณ์หลากหลายที่แตกต่างกันออกไปซึ่งในแต่ละเหตุการณ์ก็จะมีรูปแบบที่ไม่เหมือนกันอย่างเช่น การนำเอาสุนัขจรจัดมาเลียขาผู้เข้าร่วม ไปจนถึงเหตุการณแปลกๆที่ผู้เข้าร่วมอาจจะไม่ได้คาดคิดมาก่อนก็มีเช่นกัน

ซึ่งจากผลการวิจัยจากเหตุการณ์นี้ก็ทำให้ทางผู้วิจัยได้พบว่า มีผู้เข้าร่วมในการทำการทดลองที่เป็นเพศหญิงแสดงออกถึงอาการขยะแขยงอย่างรุนแรงในแต่ละเหตุการณ์ที่ทำการทดลองมากกว่าเพศชายที่มาเข้าร่วม 

         โดยทางผู้เชี่ยวชาญที่ได้ทำการวิจัยนี้ขึ้นมานั้นก็ได้อธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าอาการความรู้สึกที่แสดงออกมาถึงความขยะแขยงจากสิ่งต่างๆที่พวกเขาแต่ละคนได้พบนั้นจะเป็นสิ่งที่จูงใจทำให้มนุษย์ทุกคนต่างจะต้องพากันหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ต่างๆเหล่านี้อันจะนำมาซึ่งความเสี่ยงที่จุลินทรีย์ต่างๆจะทำการก่อให้เกิดโรครวมไปถึงการติดเชื้อต่างๆตามมาได้ในภายหลังนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  www.ufabet.com เริ่มเดิมพัน

ผี ในหลักวิทยาศาสตร์

บนโลกใบนี้ถือว่ามีสิ่งลี้ลับมากมายที่มนุษย์เรานั้นไม่สามารถหาคำตอบและวิทยาศาสตร์เองก็ไม่สามารถหาคำตอบได้เช่นกัน หนึ่งในนั้นก็คือ เรื่องผี เป็นความเชื่อของใครหลายๆคนบอกว่ามันคือดวงวิญญาณของคนที่ตายไปแล้ว แล้ววิญญาณออกจากร่าง เพราะเชื่อว่าร่างกายเป็นเพียงแค่ร่างที่ดวงวิญญาณอาศัยอยู่เท่านั้น

ถึงจะบอกแบบนั้นแต่หลายคนเองก็มีความหวาดกลัวของเรื่องผีเรื่องวิญญาณกันเป็นเสียตัวส่วนใหญ่ ขนาดบางคนนั้นยังไม่เคยเห็นด้วยตัวเองเลยด้วยซ้ำ แต่บางคนก็ไม่เชื่อว่า ผี หรือ วิญญาณ มีอยู่จริง เพราะถ้าหากให้อธิบายตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว ก็คงไม่สามารถเอาอะไรมาอธิบายหรือยืนยันได้ ซึ่งได้มีโต้เถียงกันว่า ที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถหาคำตอบได้นั้นเป็นวิทยาการทางวิทยาศาสตร์ไร้ประสิทธิภาพเองหรือไม่

จึงเกิดเป็นการถกเถียงกันมาเป็น 200-300 ปีว่า ผีมีจริงหรือไม่? ซึ่งได้มีนักวิทยาศาสตร์ออกมาตั้งข้อสันนิฐานเกี่ยวกับเรื่องผีหรือดวงวิญญาณขึ้น ในทฤษฎีที่1 ได้บอกว่า สิ่งที่เห็นนั้นคือภาพลวงตา ที่เกิดจากความผิดปกติของร่างกาย และในทฤษฎีที่2 บอกว่า เป็นอาการของประสาทหลอน คล้ายอาการผีอำ ซึ่งอาการผีอำนี้ถูกอธิบายว่า เป็นการที่เราตื่นนอนมาตอนที่เส้นประสาทและกล้ามเนื้อกำลังซ่อมแซมหรือกำลังคลายอยู่นั้นเอง

จึงทำเกิดเป็นอาการที่เรียกว่าผีอำ ทั้ง 2 ทฤษฎีนี้จึงสรุปได้ว่าเกิดจากความผิดปกติของร่างกาย แต่ก็ยังคงมีนักวิทยาศาสตร์บางส่วนนั้นออกมาเป็นเผยว่า ผี หรือ วิญญาณ มีอยู่จริง ซึ่งได้อธิบายว่า ผี เป็นสะสารที่มีพลังงานอย่างหนึ่ง มีพลังงานความถี่ในร่างกายที่แตกต่างกับของมนุษย์ ทำให้มองไม่เห็นหรือสื่อกันไม่ได้ และในเวลาต่อมาเพื่อพิสูจน์ค้นหาความจริง ได้เกิดทดลองขึ้น

โดยเปิดรับอาสาสมัครมาทดลองตาย ด้วยการทำให้หัวใจหยุดเต้นเป็นเวลาประมาณ 1-2 นาที ในการทดลองนี้มีทั้งผู้ตายจริง และไม่ตาย ในส่วนของผู้ที่ไม่ตายได้บอกว่า โลกหลังความตายนั้นมีอยู่จริง พวกเขาได้ไปในสถานที่ที่แตกต่างกัน อย่างไรแล้วการทดลองนี้ไม่อาจยืนยันได้ว่าเป็นการทดลองที่เกิดขึ้น

ในกลุ่มคนที่ไม่เชื่อก็ได้โต้แย้งกลับว่า โลกหลังความตายที่ว่านั้นก็คือความฝัน ความฝันที่เราจะไปไหนก็ได้ มันบอกไม่ได้เลยว่าเป็นผีหรือวิญญาณที่ออกจากร่าง ในปัจจุบันเองเรื่องของผี วิญญาณ ก็ยังคงเป็นเรื่องปริศนาที่หาคำตอบมายืนยันได้อย่างแน่นอน และยังคงเป็นเรื่องที่หลายๆคนทั่วไปกำลังถกเถียงกัน ไม่เว้นแม้แต่ในทางวิทยาศาสตร์เองก็พยายามที่จะหาคำตอบของเรื่องนี้เช่นเดียวกัน

 

ขอขอบคุณ  ทางเข้า Ufabet168  ที่ให้การสนับสนุน

ถ้าอุกกาบาตชนโลกเหมือนยุคไดโนเสาร์

อย่างที่ทุกคนทราบกันดีว่าโลกของเราเมื่อหลายล้านปีที่ผ่านนั้น เป็นยุคของสิ่งมีชีวิตอย่างไดโนเสาร์ ซึ่งสุดท้ายแล้วมันก็สูญพันธุ์ไป ปัจจัยที่ใครหลายๆคนเข้าใจว่าเป็นการทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ก็คือ สภาพสิ่งแวดล้อมเปลี่ยน ทำให้ไดโนเสาร์ไม่สามารถอาศัยอยู่บนโลกใบนี้ได้

ซึ่งปัจจัยนี้ก็มีส่วนในการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ แต่เป็นปัจจัยรองที่เกิดหลังจากปรากฏการณ์ครั้งใหญ่ ที่เป็นสาเหตุให้สิ่งแวดล้อมและธรรมชาติเกิดการเปลี่ยนจนไดโนเสาร์นั้นไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ต่อไปได้ นั้นก็คือ อุกกาบาตพุ่งเข้าชนโลก การที่อุกกาบาตเข้าพุ่งชนได้นั้น

จะต้องมีขนาดที่ใหญ่มากๆ หากให้ทำการวัดขนาดแล้วอุกกาบาตจะต้องมีขนาดเท่าๆกับ 1 ประเทศเลยก็ว่าได้ มีหลากหลายคำถามเลยว่าอุกกาบาตกับดาวตกนั้นเหมือนกันหรือไม่ เพราะเป็นวัตถุที่อยู่นอกโลกเหมือนกัน ในส่วนของดาวตกมีขนาดเล็ก เมื่อผ่านเข้ามาสู่ชั้นบรรยากาศของโลกทุกชั้นแล้ว จะทำให้มีขนาดที่เล็กลงเรื่อยๆ และตกไปโดยไม่มีอะไร

แต่ในส่วนของอุกกาบาตนั้นมีขนาดที่ใหญ่มากๆ และมีพลังงานที่มาก เมื่อเดินทางมายังโลกและต้องผ่านชั้นบรรยากาศของโลกทุกชั้น ก็ไม่ได้ทำให้พลังงานของอุกกาบาตลดลง และอุณหภูมิในอุกกาบาตยังมีมากกว่า 10,000 องศาเซลเซียส 

มีการสันนิฐานที่ว่าการพุ่งชนของอุกกาบาตนั้นจะเกิดขึ้นทุกๆ 5000,000 ปี ซึ่งครั้งที่ก่อให้ไอโนเสาร์มีการคาดการณ์ว่าเป็นอุกกาบาตที่พุ่งชนเข้ามาและตกในมหาสมุทร หากคิดภาพไม่ออกลองนำก่อนหินโยนลงในน้ำ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ การกระจายตัวของน้ำ เช่นเดียวกัน

กับทฤษฎี เมื่ออุกกาบาตขนาดใหญ่ที่มาพร้อมกับอุณหภูมิที่สูงมาก เมื่อตกลงน้ำในมหาสมุทรก็จะทำให้น้ำนั้นมีอุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างฉับพลัน ด้วยแรงการพุ่งชนมหาศาลทำให้น้ำกระจายสูงเป็นคลื่นยักษ์ขนาดใหญ่ที่ทำลายพื้นแผ่นดิน ทำให้สิ่งมีชีวิตอย่างไดโนเสาร์ล้มตายถึง 95% รวมถึงสิ่งชีวิตในน้ำเช่นเดียวกัน จนสภาพแวดล้อมนั้นมีการเปลี่ยนแปลง

ซึ่งในเวลาต่อมาทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ เพราะไม่สามารถทนอยู่กับสภาพแวดล้อมใหม่ได้ โดยทฤษฎีเป็นที่น่าเชื่อถือเพราะมีหลักฐานว่า เดิมทีพื้นแผ่นดินทั้งหมดเป็นแผ่นเดียวกัน แต่เพราะอุกกาบาตพุ่งชนโลกทั้งพื้นแผ่นดินและพื้นน้ำ ทำให้เกิดรอบแยกของแผ่นดินออกที่สามารถสังเกตได้จากรอบต่อระหว่างทวีปจากแผ่นที่ปัจจุบัน

และมีแผ่นดินจมลงใต้น้ำด้วย เพราะเป็นเช่นนี้ถ้าหากมีอุกกาบาตพุ่งชนโลกอีกครั้ง ก็เป็นไปได้ว่าสิ่งมีชีวิตจะสูญพันธุ์ แต่ในปัจจุบันถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะได้มีเทคโนโลยีที่ช่วยในการคาดการณ์ที่จะสามารถดูปรากฏการณ์ต่างๆที่จะเกิดขึ้นได้ไกล และหากว่าจะเกิดขึ้นก็จะทำการแจ้งกับองค์กร NASA เพื่อให้เตรียมอพยพทันที ถือว่าวิทยาการของมนุษย์เองก็พัฒนามาได้ไกลเช่นเดียวกัน

 

สนับสนุนโดย  Aesexy