หูฟังแบบเอียร์บัดส์ และหูฟังแบบบลูทูธ

คุณว่าโลกของเรานั้นเป็นอย่างไร ในความคิดหรือว่ามุมมองต่างๆ หูฟังแบบเอียร์บัดส์ โลกของเรานั้นเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหน แน่นอนว่าหลายสิ่งหลายอย่างที่ผ่านมา หลายคนอาจจะไม่ได้มองว่าโลกของเรานั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดและสามารถตอบได้เลยก็คือ เรื่องราวเกี่ยวกับเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น และมันก็มีอิทธิพลมากๆ เลยด้วย เพราะไม่ว่าเราจะทำอะไร ไปที่ไหน หรือว่าต้องการที่จะซื้ออะไรก็ต้องมีเทคโนโลยี เข้ามาเกี่ยวข้องอยู่เสมอๆ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็มีทั้งข้อดี และก็ข้อเสีย

มนุษย์อย่างที่ทุกคนก็รู้กันดีอยู่แล้วว่าโลกของเรานั้น พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดดในเรื่องของเทคโนโลยีต่างๆ แน่นอนไม่ว่าคุณจะอยู่ในช่วงอายุไหน หรือว่าวัยไหน เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทกับคุณในทุกช่วงชีวิตสำหรับในยุคปัจจุบันนี้

ซึ่งกว่าการที่โลกของเรานั้น จะได้พัฒนามาถึงขั้นนี้แน่นอนว่าต้องอาศัยระยะเวลาที่นานพอสมควรกว่าที่จะพัฒนาข้อบกพร่องต่างๆ มาได้จนสามารถนำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างในปัจจุบันนี้ เมื่อพูดมาถึงขนาดนี้แล้ว

หลายคนนั้นอาจจะสงสัยว่าเรากำลังจะพูดถึงเรื่องอะไรกันแน่ หรือว่าเรื่องที่เรากำลังจะพูดต่อไปนี้มันเกี่ยวข้องกับอะไร ซึ่งเมื่อพูดถึงเทคโนโลยีแล้วเราก็คงจะพูดเรื่องอื่นไปไม่ได้นอกเสียจากว่ามันจะเกี่ยวกับ อุปกรณ์เทคโนโลยีอย่างหนึ่งที่เรียกว่าหูฟัง

แต่ทว่าเรื่องมันมันเป็นเรื่องของสิ่งที่ได้มีการถูกกล่าวถึงผ่านนิยายวิทยาศาสตร์มาแล้ว และมันก็เกิดขึ้นจริงๆ ในอนาคต และอุปกรณ์ดังกล่าวก็มีชื่อว่า หูฟังแบบเอีนร์บัดส์ และหูฟะงแบบบลูทูธ วิทยุแบบส่วนตัวไม่เคยปรากฏมาก่อนจนกระทั้งในปี 1977

 

มีนักเขียนท่านหนึ่งได้พูดถึงหูฟัง  ที่ช่วยขจัดความคิดของตัวเองออกจากโดลกภายนอกที่กำลังดำเนินไปอยู่ ในนิยายของเขาเรื่อง Fahrenheuit 451 ที่ได้ถูกตีพิมพ์ในปี 1953 ซึ่งในเนื้อหาของนิยายเรื่องนี้ก็ได้กล่าวไว้ว่าผู้คนจะใช้เปลือกหอย และปลอกนิ้วที่มีสัญญาณวิทยุที่มีความคล้ายคลึงกับหูฟังแบบเอียร์บัดส์ และหูฟังแบบบลูทูธ

อย่างไร ก็ตามเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเรื่องแรกที่เกิดขึ้นจริงที่นิยายวิทยาศาสตร์ได้มีการพูดถึง แต่ทว่าเหตุการณ์ในลักษณะนี้ได้เกิดขึ้นมาแล้ว หลายครั้งด้วยกัน ถึงมันจะเกิดขึ้นมาหลายครั้งก็จริง แต่ทว่ามันก็ไม่ได้เกิดบ่อยขนาดนั้น เพราะบางเรื่องผ่านช่วงเวลาไปแล้ว เป็นร้อยปี แต่พึ่งเกิดขึ้นก็ยังมี ดังนั้นแล้วจึงมีคำกล่าวที่ว่าอะไรก็ไม่แน่นอน เกิดขึ้นได้เสมอเช่นนั่น

 

สนับสนุนโดย.   ufabet บาคาร่าออนไลน์

กรีนแลนด์

มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นมาบนโลกของเราไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตแน่นอนว่าดาวเคราะห์ที่ชื่อว่าโลกแห่งนี้มันเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่เองก็ไม่คาดคิดว่ามันจะสามารถเกิดขึ้นมาได้กว่าที่โลกของเราจะมีวิวัฒนาการมาจนถึงปัจจุบันก็ได้ผ่านอะไรมาหลายๆอย่างเช่นเดียวกันเพราะจากการศึกษาแล้วในอดีตที่ผ่านมาโลกของเราสภาพแวดล้อมบนโลกไม่ได้เหมาะสำหรับสิ่งมีชีวิตที่สามารถอยู่อาศัยได้เลย

เมื่อพูดมาถึงขนาดนี้แล้วหลายๆคนก็อาจจะสงสัยว่าเรากำลังจะพูดถึงเรื่องอะไรกันแน่โลกของเราไม่ได้มีแค่สิ่งมีชีวิตที่ลึกลับที่เราควรจะศึกษาแต่สถานที่ต่างๆบนโลกที่ธรรมชาติได้สร้างขึ้นมานั้นก็ยังเป็นที่น่าสนใจและน่าค้นหาด้วยซึ่งในวันนี้สถานที่ที่เราจะพูดถึงนั้นก็คือดินแดนแห่งหนึ่งที่ชื่อว่ากรีนแลนด์นั้นเอง

Baby บนพื้นที่หนาวเย็นแห่งนี้จะมีประชากรอาศัยอยู่แต่ก็มีบางส่วนที่ไม่มีใครกล้าย่างเท้าเข้าไปอยู่เหมือนกันเพราะนอกจากจะหนาวเย็นสุดขั้วหัวใจแล้วยังมีพื้นที่เป็นน้ำแข็งกว้างสุดลูกหูลูกตาถึง 1.7 ล้านตารางกิโลเมตรเลยไม่รู้บ้างไม่รู้ไปขึ้นน้ำแข็งสีขาวที่เห็นอยู่นี้เรียกว่าถ้าน้ำแข็งพื้นทวีปที่มีพื้นที่ของเกาะกรีนแลนด์ถึง 80%

มีความยาวกว่า 2 พัน 700 กิโลเมตรใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากธารน้ำแข็งแอนตาร์กติกเนื่องจากเกิดจากการทับถมของฉันหิมะเป็นเวลาหลายแสนที่ทำให้พื้นฐานน้ำแข็งมีความหนาถึง 3.2 กม. เลยนอกจากพื้นที่เกือบทั้งประเทศที่ปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งแล้ว

ประชากรที่นี่ยิ่งมีน้อยมากหรือแม้แต่นักท่องเที่ยวเองก็คงไม่กล้าเข้าไปบริเวณดังกล่าวเหมือนกันเพราะแทนที่จะได้เล่นสกีบนพื้นน้ำแข็งสวยๆเหมือนในซีรี่ส์ที่จะกลายสภาพเป็นตุ๊กตาหิมะแช่แข็งไปซะก่อนก็ได้นะ

อย่างที่เราได้กล่าวไปนั้นแน่นอนว่ามันเป็นสถานที่ ที่เราเองก็ต่างอย่างไปเหยียบครั้งหนึ่งในชีวิต แต่ทว่าก่อนที่เราจะไปได้มันก็ต้องประกอบไปด้วยปัจจัยสำคัญหลายประการ อย่างไรแล้วสถานที่ต่างๆสถานที่ต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาบนโลกของเรานั้นล้วนเป็นสิ่งที่เราเองไม่สามารถที่จะคาดเดาได้เลย

สุดท้ายนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม บนโลกของเราต่อให้จะมีการศึกษาสิ่งต่างๆ ที่อยู่บนโลกใบนี้อยู่ตลอดเวลา แต่ทว่ามันก็ยังคงมีบางอย่างที่เราไม่สามารถหาคำตอบเกี่ยวกับมันได้ แต่ทว่านักวิทยาศาสตร์ก็ไม่เคยคิดที่จะยอมแพ้ แต่ในทางกลับกันพวกเขาเลือกที่จะศึกษาสิ่งนั้นไปเรื่อยๆ ต่อให้มันจะใช้เวลาไหนก็ตาม เพราถ้าหากว่าสิ่งนั้นประสบความสำเร็จมันจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาสิ่งอื่นอย่างแน่นอน

 

สนับสนุนโดย    ufabet บาคาร่าออนไลน์

ไม่มีใครรู้ว่าทำไมถึงเรียกว่า Area 51

มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ หรือในจักรวารอันกว้างใหญ่แห่งนี้ เราไม่รู้ว่าทำไม่มันถึงต้องสิ่งนี้วันแบบนี้ ทำไมไม่เรียกแน่นอนว่าจะต้องมีหลายคนที่สงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ไม่มอกก็น้อย

และในวันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับสถานที่แห่งหนึ่งที่ได้มีการสร้างขึ้นมา และสิ่งนั้นก็คือ  Area 51 ไม่คุณรู้หรือไม่ว่า ไม่มีใครรู้ว่าทำไมมันถึงได้ชื่อว่า  Area 51 ใ นวันนี้เราจะมาหาคำตอยกันว่าทำไม

แน่นอนว่าทุกคนเกิดมาต้องมีชื่อไม่ว่าจะเป็นชื่อจริงหรือชื่อเล่นที่เราจะใช้เรียกกันโดยทั่วไป แม้แต่สิ่งของต่างๆ ยังมีชื่อเรียก ดังนั้นถ้าไม่มีชื่อเรียกเราจะไม่สามารถทราบได้เลยว่าสิ่งนี้มันคืออะไร ต้องเรียกว่ายังไง

แต่ในวันนี้เราจะมาพูดถึงสิ่งที่มีชื่อเรียกเช่นเดียวกัน แต่ไม่มีใครรู้ว่าทำไมมันถึงต้องชื่อนี้ และสิ่งนั้นก็คือ  Area 51 พวกเราส่วนใหญ่แล้วยังไม่ทราบว่าชื่อของฐานทัพดังกล่าวจริงๆ แล้วมันไม่ใช่ Area 51 แม้ว่ารัฐบาลจะใช้ชื่อ  Area 51

ในการอ้างถึงหลายครั้ง ในอดีตที่ผ่านมาอีกทั้ง  Area 51 นั้นยังไม่ใช่ชื่อเดิมของฐานทัพดังกล่าวอีกด้วย เนื่องจากว่าในยุคของสงครามเย็น ฐานทัพที่ว่านี้มันถูกเรียกว่า Homey Aieport หรือ Groom Lake โดยที่ฐานทัพจะถูกอ้างอิงว่า Area 51

สำหรับวัตถุประสงค์ทั้งหมดแม้แต่ในบันทึกอย่างเป็นทางการที่ทันสมัย แน่นอนว่ามันเป็นคำถามที่ว่าทำไมชื่อ Area 51 นั้นแสดงถึงการดำรงอยู่ของ Area 1-50 และถึงแม้ว่ามันจะมีอยู่จริง แต่ก็ไม่มีใครสามารถค้นหาคำตอบได้เรารู้แค่เพียงว่าแผนผังโครงการของรัฐบาลจากยุค 60 ได้เรียกมันว่าเป้น Area 51

ซึ่งในปี 2013 ทาง CIA ก้ได้มีการออกมายืนยันอย่างเป็นทางการถึงการมีอยู่ของมันด้วย แต่ก็ยังมีบางคนบอกว่ามันเป็นเพราะระบบของการตั้งชื่อผิด หรือ โครงข่ายไฟฟ้าโดย คณะกรรมการโครงการปรมณู ได้วางแผนสำหรับภูมิภาคนั้น

ซึ่งบางคนอ้างว่า Area 1-50 มันได้เคยถูกสร้างขึ้นมาโดยในที่สุดก็ถูกทำลายเนื่องจากสิ่งต่างๆ ได้ตกไปอยูในมือของมนุษย์ต่างดาว และเท่าที่เรารู้จักทฤษฏีสมคบคิดต่างๆ คำอธิบายดังกล่าวมันก็อาจจะเป็นจริง แต่เรานั้นก็ยังไม่สามารถที่จะรู้ได้อีกว่า

พื้นที่บริเวณได้มีการถูกโดยมนุษย์ต่างดาวจริงๆ หรือไม่ อย่างไรก็ตามได้มีทฤษฏีสมคบต่างๆ มากมายเกี่ยวกับเรื่องราว ที่เกิดขึ้นนี้ ซึ่งในบางทีเราก็ต้องคัดกรองและวิเคราะห์ก็ว่ามันมีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด  

แต่สุดท้ายนี้ไม่ว่าอย่างไรกตามเรื่องราวที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับ Area 51 ยังมีเรื่องที่เป็นปริศนาและน่าสนใจให้เราได้ศึกษากันอีกมากมายหลายเรื่อง ซึ่งแต่ละเรื่องต้องบอกไว้ก่อนเลยว่า เมื่อคุณไได้รับรู้คุณจะต้องตกใจอย่างแน่นอน

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย   ufabet เว็บหลัก

รัฐบาลแคนาดา

อย่างที่ทุกคนนั้นก็ทราบกันดีว่าสถานะการณ์ช่วงนี้เป็นอย่างไร แน่นอนว่าทุกคน ทุกอาชีพได้รับผลกระทบกันทั้งนั้น ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่าในช่วงนี้มีโรงระบาดอย่าง COVID-19 มันเป็นไวรัสตัวใหม่ที่ได้เกิดขึ้นเมื่อช่วงปลายปี 2019 ที่ผ่านมานี้เอง

หลายคนรู้ดีว่าแหล่งที่ไวรัสตัวนี้ปรากฏขึ้นครั้งแรกคือที่ไหน และในตอนนี้ไวรัสตัวนี้ก็ได้แพร่ไปยังหลายพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลกแล้ว และประเทศไทยของเราก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีผู้ติดเชื้อ

เมื่อมีโรคร้ายระบาดไปทั่วโลกของเราแบบนี้ แน่นอนว่ามีหลายคนที่จะออกมาแสดงความคิดเห็นต่างๆ ที่ว่าโรคนี้มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร มีสาเหตุหรือแหล่งกำเนิดที่แท้จริงของมันเป็นอย่างไรกันแน่ นักทฤษฏ๊สมคบคิดบางคนนั้นเชื่ว่ารัฐบาลแคนาดานำโดยนายกรัฐมนตรี Justin Trudeau ได้ทำการสร้างไวรัส COVID-19

ขึ้นมาที่ห้องปฏฺบัติการจุลชีวะวิทยาแห่งชาติ ที่เมืองเมืองหนึ่งในประเทศแคนาดา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสาขาการป้องกันและควบคุมโรคติดเชื้อ ของหน่วยงานสาธารณสุขของแคนาดา โดยที่ห้องปฏิบัติการดังกล่าวนี้ เป็นหน่วยงานของรัฐบาลแคนาดา

ที่ดำเนิดการวิจัยเกี่ยวกับไวรัสร้ายแรงเชื่อเดียวกับที่อู่ฮั่นในประเทศจีน นักทฤษฏีสมคบคิดบอกว่าสายลับจีนสองคนได้ขโมยไวรัสไปจาก ห้องปฏิบัติการในแคนาดา และส่งไปยังสถาบันไวรัสวิทยาอู่ฮั่น ซึ่งเป็นสาเหตุของการแพร่ระบาด

โดยที่สายลับคนนั้นก็คือ Dr.Kading Cheng และภรรยาของเขา Dr.Xiangguo Giu ซึ่งทั้งคู่นั้นก็ทำงานที่ห้องแลปในแคนาดา จนกระทั้งในปี 2019 ทั้งคู่ก็ได้ถูกไล่ออกจากงาน นอกจากนี้นักทฤษฏีสมคบคิดยังได้บอกต่ออีกว่าสาเหตุที่ทั้งคู่ถูกไล่ออก

นั้นเป็นเพราะทั้งคู่ได้ขโมยตัวอย่างของไวรัส และได้ส่งกลับไปยังประเทศจีน แต่ทางสำนักงานตำรวจม้าแห่งชาติของแคนาดามองว่าสาเหตุที่ทั้งคู่ถูกไล่ออก เนื่องจากว่าเรื่องนโยบายและการบริหาร แต่ก็ยังคงไม่มีใครบอกความเป็นจริงที่เกิดขึ้นได้ในเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม นอกจากทฤษฏีสมคบคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้วมันยังมี นักทฤษฏีสมคบคิดอีกมากมายหลายคนออกมาพูดในหัวข้อต่างๆ อีกมากมาย แต่ถึงแม้ว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องจริงหรือไม่จริง  อย่างอย่างไร ในเวลานี้ไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป

เพราะตอนนี้มีสิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือเราจะทำอย่างไรให้โรคร้ายนี้รีบหายไปจากโรคของเราเสียที แน่นอนว่าทุกคนต้องช่วยเหลือกันในทุกๆ ด้านที่ตัวเราเองสามารถที่จะทำได้ไม่มากก็น้อย อย่างการบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือโรงพยาบาล และหน่วยงานที่มีความเกี่ยวข้อง สุดท้ายนี้ต่อให้มันจะอยู่กับเรานานแค่ไหนถ้าเราสู้ไปด้วยกันรับรองได้เลยว่ามันจะต้องผ่านไปได้ด้วยนี้แน่

 

สนับสนุนโดย   ufabet สมัครสมาชิก

การเดินทางข้ามเวลาด้วยทฤษฎีอควอมตัม

เรื่องการเดินทางข้ามเวลาคงจะเป็นความฝันของใครหลายๆคนที่อยากจะให้มันเกิดขึ้นจริงบนโลก แต่ถ้ามองในโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว เรื่องการเดินทางข้ามเวลาไปยังอดีตหรืออนาคตนั้นยังถือว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากมาก เพราะนักวิทยาศาสตร์หลายๆแขนงเองนั้น

ก็ต่างบอกว่า มันไม่สามารถเป็นไปได้ ถึงจะยืนอย่างนั้นแต่เพราะทฤษฎีของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ก็พอยังทำให้มีหวังอยู่สำหรับคนที่มีความเชื่อว่ามันจะเป็นไปได้อย่างได้แน่นอน นั้นก็คือ ทฤษฎีอควอนตัม ซึ่งเป็นทฤษฎีที่หลายๆคนรวมถึงนักวิทยาศาสตร์เอง

ก็ทราบกันเป็นอย่างดีว่า ทฤษฎีควอนตัมนี้มีแนวความคิดในเรื่องของเวลาอยู่ในนั้นด้วย โดยอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์บอกว่า เวลานั้นสามารถที่จะมีความบิดเบือนได้ นั้นหมายถึงว่าเราจะสามารถเดินทางไปข้างหน้าและย้อนกลับได้

แต่นักวิทยาศาสตร์ยุคหลังจากอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ได้มีแนวคิดที่แตกต่างกันเล็กน้อย เพราะความคิดของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์นั้นมีความหมายที่ว่าจะสามารถเดินทางไปอนาคตและอดีตได้ หรือที่เราเรียกว่า การเดินทางข้ามเวลา นั้นเอง ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ไม่ได้มองว่ามันคือการเดินทางข้ามเวลา แต่มองว่ามันคือยืดหดของเวลา โดยที่เราจะต้องสามารถย่อขนาดตัวให้เล็กลงมากพอที่จะเข้าไปอยู่กาลอวกาศ และสามารถที่จะดึงตัวของตัวเอง

มาจากเส้นทางความเร็วของแสง และจะต้องเดินทางให้เร็วกว่า ถ้าหากว่าสามารถทำได้เราก็จะสามารถเดินทางไปข้างหน้าและย้อนกลับมาได้ ซึ่งเป็นการเดินทางที่เร็วกว่าเวลาและช้ากว่าเวลา โดยไม่ใช่การเดินทางข้ามเวลานั้นเอง ไม่ว่าแนวความคิดไหน ตัวแปรที่สำคัญของการเดินทางให้เร็วกว่าเวลานั้น เราจะต้องเดินทางด้วยด้วยความแสง

ซึ่งถือได้ว่าไม่มีทางเป็นไปได้อย่างแน่นอน ขนาดยานอวกาศอะพอลโล่11 ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นยานพาหนะที่เร็วที่สุดในโลกก็ยังเทียบกับความเร็วแสงไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ตามหลักของวิทยาศาสตร์แล้ว การที่จะมีวัตถุที่สามารคเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงให้เท่ากับความเร็วแสงหรือมากกว่าเร็วแสง จะทำให้เกิดพลังงาน ซึ่งมนุษย์เองมีความต้องการเดินทางข้ามเวลาด้วยความเร็วแสงนั้น

ร่างกายก็จะเกิดพลังงาน ซึ่งพลังงานนี้จะความรุนแรงและส่งผลอันตรายต่อร่างกายให้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน ในการเปลี่ยนแปลงนี้ก็ไม่มีใครหรือนักวิทยาศาสตร์คนไหนให้คำตอบได้เช่นกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น โดยสรุปแล้วถ้าหากการเดินทางข้ามเวลาเกิดขึ้นได้จริง มันคงไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนในจิตนาการ นิยาย ภาพยนตร์เลย

เพราะจะต้องอาศัยวิทยาการวิทยาศาสตร์หลากหลายศาสตร์ช่วยกันหาคำตอบในเรื่องต่างๆ แต่ถึงอย่างไรแล้วเราอาจจะต้องรอคอยเผื่อว่าในอนาคตวิทยาศาสตร์จะก้าวหน้าเพิ่มมากขึ้น และเราเองก็อาจจะสามารถหาคำตอบกับเรื่องได้ว่าแท้จริงแล้วทฤษฎีควอนตัมสามารถทำให้เดินทางข้ามเวลาไปได้จริงหรือไม่

 

สนับสนุนโดย  ae sexy

ผลประโยชน์กับชีวิตคน

 

 

การพลิกมติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่มี

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืงกิจ รัฐมนตรีว่าอุตสาหกรรมเป็นประธาน ให้เลื่อนแบนสารเคมีการเกษตรออกไปเป็นวันที่1 มิถุนายน 2563 เฉพาะสารพาราควอต และสารตลอร์ไพริฟอส ส่วนสารไกลโฟเซตรอดจากการแบน แต่ให้จำกัดใช้ จากเดิมคณะกรรมการ เคยมีมติไว้ว่าวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ.2562

ให้แบนทั้ง3สาร ตั้งแต่วันที่1 ธันวาคม พ.ศ.2562 สำหรับสองสารเคมีที่สั่งแบนนั้นจะห้ามนำเข้า โดยให้ใช้สารคงค้างที่อยู่ในประเทศไทยประมาณ 23,000 ตันให้ใช้ไปก่อน และให้กรมวิชาการเกศตรทำมาตรการรองรับในการหาสารทดแทน หรือหาวิธีการอื่นที่เหมาะสมภายหลังแบน สองสารเคมีมาเสนอคณะกรรมการ ต่อไป

มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงสาเหตุการกลับมติในครั้งนี้ น่าจะมีเบื้องหน้าเบื้อหลังอะไร หรือไม่ เพราะก่อนหน้านั้นได้มีม๊อบแต่งชุดดำออกมาคัดค้านการ”แบน 3 สารพิษ” โดยอ้างว่าจะทำให้เกษตรกรที่ใช้สารดังกล่าวได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก

เพราะยังไม่มีสารอื่นมาทดแทนได้ ขณะที่มีข่าวรายงานข่าวระบุว่าม๊อบชุดดำไม่ใช่เกษตรกรตัวจริง แต่เป็นกลุ่มคนที่เป็นผู้สูญเสียผลประโยชน์จากการยกเลิก 3 สารเคมีว่าจ้างอย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงนั้นจะเป็นประการใดนั้น เราเชื่อว่าระยะเวลาเท่านั้นจะพิสูจน์ความจริงว่า เพราะเหตุใดจึงต้องพลิกมติแบบสารพิษ

นอกจากนี้ มติที่ออกมาก้มิใช่เป็นมติเอกฉันท์ เนื่องจากตัวแทนกระทรวงสาธารณสุขได้ยืนยันที่จะให้แบนเหมือนเดิม  รวมถึง รศ.ภญ. จิราพร ลิ้มปานานนท์ นายกสภาเภสัชกรรม และเป็นกรรมการวัตถุอันตราย ได้โพสต์เฟสบุคส่วนตัวประกาศขอลากออกจากคณะกรรมการ

เพราะได้ยืนยันให้ชัดเจนให้แบน 3 สารพิษ พร้อมทั้งได้แย้งว่า สารไกลโฟเซต ที่ให้จำกัดการใช้เนื่องจากไม่อันตรายนั้น  ส่วนตัวก็ได้อภิปรายถึงผลเสียต่อสุขภาพ และไม่สามารถจะจัดการความเสี่ยงต่อผู้บริโภค จนพบปนเปื้อนทั้งในสิ่งแวดล้อม ผัก ผลไม้ และน้ำนมแม่

ซึ่งข้อมูลทางวิชาการดังกล่าวควรจะมีการพิสูจน์ให้เห็นถึงความเสี่ยงของสารไกลดฟเซต มิใช่ห่วงแต่เพียงว่าจะมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอาหาร อาหารสัตว์ และการค้าระหว่างประเทศ พรรคทุกพรรคต้องยืนหยัดยึดสุขภาพและชีวิตของคนเป็นที่ตั้ง