ปัญญาประดิษฐ์ในอนาคต

นับตั้งแต่อดีตจนมาถึงปัจจุบันเราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดบนโลกเรามากมาย ตึก อาคาร บ้าน อาหาร รวมไปถึงการใช้ชีวิตอยู่ เช่นเดียวกับสิ่งที่ก้าวหน้าแบบก้าวกระโดดที่ต้องคอยพัฒนาอยู่ตลอดเวลานั้นก็คือ เทคโนโลยี และ วิทยาศาสตร์

หลักแล้วก่อนที่เทคโนโลยีจะถูกกำเนิดและพัฒนามาได้ถึงขนาดนี้

ก็ต้องอาศัยหลักการทางวิทยาศาสตร์ กับ คณิตศาสตร์เข้ามาช่วยเป็นต้นกำเนิดอยู่ก่อนแล้ว เพราะการที่สร้างสิ่งประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อตอนสนองมนุษย์จะต้องใช้หลักการคำนวณเข้ามาช่วยในเรื่องสถิติ ฐานข้อมูลต่างๆ จนเกิดมาเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ให้ความสะดวกสบายมากมายต่อมนุษย์อย่างเช่น โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ รถยนต์ เป็นต้น

 

มนุษย์เราเองนั้นไม่ได้หยุดการพัฒนาเพียงเท่านี้

เพราะเทคโนโลยีจะเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับมนุษย์เราไปตลอดเวลา เห็นได้ชัดอย่างโทรศัพท์ ที่ในยุคแรกๆจะเป็นโทรศัพท์บ้านที่ต่อตรงตามสาบสัญญาณ แต่ในเวลาต่อมาก็สามารถพกพาได้ ไม่ว่าจะอยู่ไหนก็สามารถสื่อสารกันได้ และมาจนถึงปัจจุบันที่เราพบเห็น เรานั้นสามารถทำแถบทุกอย่างบนโทรศัพท์ได้แล้ว การกดสั่งอาหารผ่านแอพลิเคชั่นโดยไม่ต้องเดินออกจากบ้าน

สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ถูกพัฒนาขึ้นมา

และแน่นอนว่ามันจะต้องพัฒนาไปในหลายๆด้านในอนาคต นั้นแหละ เพราะในอนาคตเราจะต้องมีสิ่งประดิษฐ์เกิดขึ้นอีกมากมาย รวมไปถึงหุ่นยนต์ คุณอาจจะต้องสงสัยว่าทำไมต้องมีมัน หากมองในมุมของานทำงาน เทียบแรงระหว่างมนุษย์กับหุ่นยนต์ ร่างการมนุษย์นั้นต้องการพักผ่อนเพื่อให้มีแรงในการทำงาน ซึ่งแตกต่างจากหุ่นที่ความแม่นยำและเสถียรกว่า หุ่นยนต์ก็ต้องการพักเช่นกันกับมนุษย์

แต่การทำงานหุ่นยนต์จะสามารถทำงานได้ตลอดและสั่งการโดยระบบได้ หรือที่เขาเรียกว่า ปัญญาประดิษฐ์ ที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยระบบการทำงาน Ai นอกจากจะนำมาใช้ในการทำงานแล้ว ยังประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์อีกเช่นเดียว ซึ่งในอนาคตในมีการคิดไว้แล้วเราอยากจะสบาย ทำงานมาเหนื่อยๆก็คงไม่อยากทำอะไร

แต่ถ้าหากเรามีหุ่นยนต์ไว้ในบ้าน และตั้งค่าป้อนชุดคำสั่งลงไปว่าจะให้หุ่นยนตร์ทำอะไรบ้าง นั้นจะทำให้คุณชื่นชอบหุ่นยนต์เป็นอย่างมาก ทางผู้พัฒนาปัญญาประดิษฐ์ได้ทำการคิดและวางแผนไว้ล่วงหน้าเรียบร้อยแล้วว่า ต่อมนุษย์จะมีความต้องการหุ่นยนต์มากขึ้น

เพื่อที่จะได้เวลามากขึ้น หากพูดในแง่ของการทำงานที่ต้องมีแรงงาน

โดยเปลี่ยนการจ้างมนุษย์มาใช้หุ่นยนต์ในการทำงาน จะทำให้ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายให้แรงงาน แต่ก็ใช้ว่าไม่มีข้อเสียในสายงานบางอาชีพก็ไม่สามารถนำปัญญาประดิษฐ์เข้าไปแทนที่ได้ เพราะในสายงานบางอาชีพนั้นยังคงต้องใช้ความคิด ความรู้สึก และการแก้ไขเฉพาะหน้าอยู่ ฉะนั้นแล้วคุณต้องตามเทคโนโลยีให้ทันก่อนที่ปัญญาประดิษฐ์จะก้าวล้ำคุณ

ทำความรู้จัก อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

มาทำความรู้จัก อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ กันดีกว่า

ไม่มีใครในที่นี้คงไม่รู้จักนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังคนนี้เป็นแน่ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันเชื้อสายยิว ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ทางด้านฟิสิกส์และนักฟิสิกส์ทฤษฎี ที่ได้เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง และได้รับคำยกย่องว่าเป็น นักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่20 อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์นั้นได้เป็นผู้นำเสนอทฤษฎีสัมพัทธภาพ

และยังมีส่วนร่วมในการช่วยพัฒนากลศาสตร์ควอนตัม กลศาสตร์สถิติ รวมถึงจักรวาลวิทยา เมื่อปีพ.ศ.2464 อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ได้รับรางวัลโนเบลในสาขาฟิสิกส์ ซึ่งนั้นเป็นเพราะการอธิบายถึงปรากฎการณ์โฟโตอิเล็กทริก และ การทำประโยชน์แก่ฟิสิกส์ทฤษฎี

 

หลังจากที่ไอน์สไตน์ได้ทำการคิดค้นแล้วพบกับทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปได้

เขาได้กลายมาเป็นผู้ที่มีชื่อเสียง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาเลยในยุคสมัยนั้นสำหรับแวดวงของนักวิทยาศาสตร์ ในเวลาต่อมาไปนานชื่อของเขาได้แพร่กระจายไปทั่วจนมากขึ้นยิ่งกว่านักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆในประวัติศาสตร์ เขาได้ถูกพูดถึงเป็นอย่างมากและได้กลายเป็นแบบอย่างของบุคคลที่มีความฉลาดอัจฉริยะ ความนิยมของเขานั้นได้ทำให้เขามีการใช้ชื่อในการโฆษณา

รวมถึงการได้จดทะเบียนชื่อ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ให้เป็นเครื่องหมายการค้าอีกด้วย ซึ่งตัวของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์นั้นได้พึงระลึกถึงผลกระทบทางสังคมอยู่เสมอ ที่มีผลมาจากการที่เขาได้ค้นพบแล้วเข้าใจในวิทยาศาสตร์อย่างถ่องแท้และลึกซึ้ง ในฐานที่เขาได้รับการยกย่องเป็นปูชนียบุคคลแห่งความบรรลุทางปัญญา

เข้ายังได้รับการยกย่องอีกที่ว่าได้เป็นนักฟิกส์ทฤษฎีที่ทรงมีอิทธิพลต่อวิทยาศาสตร์ที่สุดในปัจจุบัน ทุกผลงานการสร้างสรรค์ของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ยังคงเป็นที่น่าเคารพนับถือ ทั้งในความเชื่อ ความสง่า ความงาม และความรู้แจ้งเห็นจริงในเรื่องของจักรวาล นั้นหมายถึงว่า เขาได้เป็นที่ยอมรับและได้เป็นแรงบันดาลใจในวิทยาศาสตร์ให้แก่นักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ ความอัจฉริยะ ความฉลาดของเขาในเชิงโครงสร้างนั้นได้แสดงให้เห็นถึงองค์ประกอบของจักรวาล

โดยผลงานเหล่านี้ได้ถูกนำเสนอผ่านผลงานและหลักการทางปรัชญาของเขาเอง ในทุกวันนี้ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ จึงยังคงเป็นบุคคลสำคัญที่เรานั้นรู้จักกันดีในฐานะนักวิทยาศาสตร์ที่โด่งดังที่สุดคนหนึ่ง ทั้งในวงการวิทยาศาสตร์และนอกวงการ ทั้งหมดนี้ความเป็นมาของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ หลังจากนี้เราจะมาพูดถึงผลงานสำคัญของเขาที่สร้างขึ้นมาบ้างว่ามีอะไร ดังนี้

  • ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ
  • ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป
  • วางรากฐานของจักรวาลเชิงสัมพัทธ์และค่าคงที่จักรวาล
  • ขยายแนวความคิดยุคหลังนิวตัน
  • ทำนายการหักเหของแสงจากแรงโน้มถ่วงและเลนส์แรงโน้มถ่วง
  • อธิบายปรากฏการณ์ของแรงยกตัว
  • ทฤษฎีการแกว่งตัว
  • ทฤษฎีโฟตอน
  • ทฤษฎีควอนตัม
  • พลังงานที่จุดศูนย์
  • อธิบายรูปแบบย่อยของสัมการของชเรอดิงเงอร์
  • EPR paradox
  • ริเริ่มโครงการ ทฤษฎีแรงเอกภพ

นอกนี้ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ยังได้ตีพิมพ์ผลงานทางวิทยาศาสตร์ของเขาออกมามากกว่า 300 ผลงาน และงานอื่นๆอีกที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับทางวิทยาศาสตร์อีกมากกว่า 150 ผลงาน สมแล้วที่เขาได้รับการยกย่องว่าได้เป็น บุรุษแห่งสตวรรษ

วิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจ

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าออกจากนอกโลกโดยไร้ชุดอวกาศ

จากที่เรามักจะเห็นนักอวกาศของนาซ่าขึ้นไปสำรวจบนดวงจันทร์เมื่อหลายสิบปีก่อน ก็เห็นได้ว่าทุกคนนั้นเมื่อออกจากยานพาหนะแล้วนั้นจะต้องสวมใส่ชุดสีขาวๆตัวใหญ่ๆ หรือแม้ในกระทั่งภาพยนตร์ที่เราดูแล้วมีฉากที่ต้องท่องไปยังโลกอวกาศก็จะต้องใส่ชุดป้องกันเหล่านี้ในการใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกโลก

คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่าถ้าหากเราไม่ใส่ชุดป้องกันเหล่านั้นจะเกิดอะไรขึ้น แน่นอนว่าคุณคงต้องเคยคิดสงสัยกันอยู่แล้ว สิ่งหนึ่งที่รับรู้ได้โดยไม่ต้องหาสเหตุเลยก็คือ เราต้องใส่ชุดแบบนั้นเมื่ออยู่นอกโลก

ถ้าไม่ใส่ชุกพวกนั้นขณะที่อยู่นอกโลกเราจะต้องตาย

นี่เป็นสิ่งที่ทำให้เห็นว่าเราสามารถรู้ผลลัพธ์ของการไม่ใส่ชุดป้องกันได้โดยไม่ต้องมีใครบอกแต่อย่างนั้น แต่คุณจะทราบเหตุผลที่แท้จริงหรือไม่ว่ามันจะส่งผลทำให้มนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตจากโลกเมื่อออกไปในจักรวาลแล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้างถ้าหากไม่ใส่ชุดป้องกัน นั้นก็เป็นเพราะว่า ถ้าเราไม่ใส่ชุดอวกาศเมื่อออกไปนอกโลก

ในตอนช่วงแรกๆของการออกไปเจออวกาศอันกว้างใหญ่ ในระยะเวลาประมาณ 10-15 นาทีนั้นเราจะยังคงพอมีสติอยู่ แต่ในเวลาต่อมาเราจะรู้สึกได้ถึงน้ำค่อยๆระเหยออกจากลิ้น และเหงื่อเริ่มออก ร่างกายจะเริ่มรับรู้ถึงความหนาวเย็น อาหารที่อยู่ในกระเพาะในลำไส้จะพุ่งออกมาทางปาก จมูก อย่างรวดเร็ว หูดับจนไม่ได้ยินเสียงอะไร หัวใจจะเต้นในจังหวะที่น้อยลง

ความดันในหลอดเลือดจะสูงเพิ่มขึ้น ร่างกายจะบวมขึ้นเป็น 2 เท่าที่เกิดขึ้นจากการที่ฟองก๊าซในของเหลวภายในร่างกายก่อตัวขึ้น แสงจากดาวที่แผ่ออกมานั้นจะมีรังสียูวีที่ทำให้ผิวจากปกติเปลี่ยนเป็นสีฟ้าม่วง ตาจะเริ่มมองไม่เห็นและบอดในที่สุด

ปอดจะมีการฉีกขาดจากฟองอากาศจนมันระเบิดออกมา

หัวใจจะหยุดการทำงานและหยุดเต้นโดยใช้เวลาประมาณ 90-180 วินาที หลังจากนั้นอวัยวะส่วนอื่นๆจะหยุดทำงานตามไปด้วย ทำให้เราเป็นเหมือนซากขยะที่ลอยอยู่บนอวกาศต่อไป ฉะนั้นแล้วการเดินทางออกนอกโลกจึงมีความเป็นที่ต้องสวมชุดอวกาศเพื่อความปลอดภัย

เพราะชุดอวกาศก็เปรียบเสมือนอากาศขนาดเล็กที่ป้องกันความร้อนและความเย็นที่มากเกินไป มีออกซิเจนที่เหมือนกับโลกช่วยในการหายใจ มีน้ำสำหรับดื่ม ในส่วนของหมวกนิรภัยนั้นเคลือบด้วย เส้นทอง

สำหรับการป้องกันแสงและรังสีของดวงอาทิตย์ และชุดที่ทำออกแบบมาให้มีความหนาหลายชั้นเพื่อป้องกันของมีคมที่มาพวกเศษสะเก็ดดาวที่มีแรงพุ่งเหมือนกันกับกระสุนปืน ชุดอวกาศถูกพัฒนาปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ สภาพแวดล้อมในช่วงเวลาที่ได้เดินทางออกไปอยู่ทุกครั้ง

ดวงอาทิตย์มีวันดับหรือไม่?

ดวงอาทิตย์ (Sun) คือ ดาวฤกษ์ที่เป็นจุดศูนย์กลางในระบบสุริยะ

ดวงอาทิตย์นั้นให้ทั้งความสว่าง ความร้อนและพลังงานหลากหลายแบบให้แก่โลก ดวงอาทิตย์มีสถานะที่เรียกว่า พลาสมา จัดเป็นสะสารสถานะที่4 นั้นคือ แก๊สที่ อิเล็กตรอนไม่ได้ยึดติดกับนิวเคลียส ทำให้พลาสมาเป็นกลางต่อประจุไฟฟ้า

บริเวณโดยรอบของดวงอาทิตย์ประกอบไปด้วยดาวเคราะห์ ดาวบริเวณบริวาร ดาวเคราะห์น้อยนับแสน และดาวหางอีกหลายล้าน ทั้งหมดนี้จึงถูกเรียกรวมกันเป็น ระบบสุริยะ โลกกับดวงอาทิตย์มีระยะห่างจากกันราวๆ 150 ล้านกิโลเมตร มีมวลประมาณ 1.9 x 1030 กิโลกรัม มีรัศมีประมาณ 695,500 กิโลเมตร ภายในดวงอาทิตย์ประกอบไปด้วย ไฮโดรเจน 75% ต่อมวล ฮีเลียม 25% ต่อมวล แลละธาตุหนักอื่นๆน้อยกว่า 1% ต่อมวล

พื้นผิวของดวงอาทิตย์ที่มนุษย์เรานั้นสามารถมองเห็นได้อุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 5,500 องศาเซลเซียส ซึ่งนักดาราศาสตร์ได้ทำการวัดอุณหภูมิของผิวดาวฤกษ์ในหน่อยเคลวิน จะได้ 1 เคลวิน = 1 องศาเซลเซีล = 1.8 องศาฟาเรนไฮต์ เคลวินและองศาเซลเซียลนั้นอาจจะถูกมองว่าเหมือนกันแต่ที่จริงแล้วนั้นมีความแตกต่างกันของจุดเริ่มต้น ซึ่งหน่วยเคลวินจะเริ่มที่ 0 เคลวิน

ในขณะที่องศาเซลเซียสเริ่มที่ -273.15 องศาเซลเซียส ก็จะเท่ากับ -459.67 องศาฟาเรนไฮต์ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า อุณหภูมิของผิวดวงอาทิตย์มีค่าประมาณ 5,800 เคลวิน มีอุณหภูมิที่ส่วนแกนกลางชองดวงอาทิตย์สูงถึง 15 ล้านเคลวิน

พลังงานดวงอาทิตย์นั้นเกิดขึ้นมาจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน

โดยเกิดขึ้นที่แกนกลางของดวงอาทิตย์ โดยการรวมตัวันของอะตอมของธาตุเบาที่ได้อะตอมใหม่ ที่มีมวลน้อยกว่ามวลรวมของอะตอมที่เริ่มต้น และในมวลที่หายไปนั้นได้ถูกนำไปเปลี่ยนเป็นพลังงาน ดวงอาทิตย์นั้นมีความเป็นแม่เหล็ก นักวิทยาศาสตร์ได้กล่าวว่า ความเป็นแม่เหล็กของสารในรูปแบบของสนามแม่เหล็ก

บริเวณที่เป็นสนามแม่เหล็กจะมีผลต่ออวกาศที่อยู่โดยรอบวัตถุแม่เหล็กนั้นด้วย ซึ่งสนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์จะมีความเข้มมากที่บริเวณจุดเล็กๆ นั้นก็คือ จุดมืดบนดวงอาทิตย์ และในบางครั้งก็จะมี ลุกจ้า และการปล่อยก้อนมวลจากชั้นโคโรมาออกมาจากจุดมืดนี้ด้วย ลุกจ้า คือ เหตุการณ์ที่รุนแรงมากในระบบสุริยะ และการปล่อยก้อนมวลจากชั้นโคโรมา

มีความรุนแรงมากกว่าเหตุการณ์ลุกจ้า ซึ่งการปล่อยก้อนมวลนี้ในแต่ละครั้งจะปล่อยมวลสารออกมามากถึง 20,000 ล้านตันสู่อวกาศ

แล้วสุดท้ายนี้คำถามที่ว่า ดวงอาทิตย์จะมีวันดับหรือไม่? นั้นกล่าวได้ว่า ดวงอาทิตย์กำเนิดขึ้นเมื่อราวๆ 4,600 ล้านปีที่แล้ว ยังมีเชื้อเพลิงอยู่มากเพียงพอที่จะสามารถอยู่ต่อไปได้อีกถึง 5,000 ล้านปี โดยหลังจากนั้นจะเข้าสู่การเป็นดาวยักษ์แดง

และในท้ายที่สุดหากว่าชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์หมดไป แกนกลางจะถูกยุบลงตัวไปและกลายเป็นดาวแคระขาวที่ไร้ความร้อนและแสงสว่าง