ตำนานสุเมเรียนและการสำรวจเซเรศ

จากหลังฐานที่เขานำมาอ้างคือตำนานของอารยธรรมมนุษย์ที่เก่าแก่ที่สุดในอารยธรรมสุเมเรียน ตำนานสุเมเรียนบ่งชี้ว่ามีสงครมระหหว่างดวงดาวเกิดขึ้นทั่วจักรวาลมีการต่อสู้ระหว่างเทพเจ้าเกิดขึ้นดาวดวงหนึ่งสู้กับอีกดวงและจริงๆแล้วดวงดาวได้ถูกทำลายไปจนหมดสิ้น

ระหว่างสงครามจักรวาลนี้และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นมันก็คือพวกเขาทำลายดาวบ้านเกิดของตนเองแล้วไปตั้งอารยธรรมใหม่บนดาวดวงอื่นเป็นไปได้ไหมที่ครั้งหนึ่งเคยมีดาวอยู่ระหว่างดาวอังคารกับดาวพฤหัสที่เป็นบ้านของสิ่งมีชีวิตอันทรงปัญญา

และถ้าใช่ความพินาศของมันเป็นผลพวงโดยตรงของสงครามมนุษย์ต่างดาวหรือไม่นักทฤษฏีมนุษย์อวกาศโบราณบอกว่าใช่และบอกว่าการค้นพบของนาซ่าเมื่อเร็วๆนี้อาจเป็นหลักฐานแสดงว่าผู้รอดชีวิตจากความขัดแย้งนี้ได้ไปหลบภัยที่เทหะฟากฟ้า

ซึ่งอยู่ในแถบดาวเคราะห์น้อยในวันที่19กุมภาพันธ์ปี2015ยานอวกาศดอนของนาซ่าส่งภาพถ่ายแสงปริศนาที่สะท้อนจากพื้นผิวดาวเคราะห์แคระ ชื่อเซเรสมายังโลกในขณะที่นักวิทยาศาสตร์บางคนเสนอว่าแสงเป็นผลจากปรากฏการณ์ธรรมชาติอย่างทุ่งน้ำแข็งหรือไอแก๊สภาพถ่ายมีความควชัดสูงขึ้นกลับไม่อาจเปิดเผยให้เห็นสาเหตุที่แท้จริงของแสงสะท้องนี้ได้4เดือนต่อมา

ในเดือนมิถุนายนยานอวกาศดอนถ่ายภาพที่น่าทึ่งกว่าเดิมได้อีกภาพที่เผยให้เห็นสิ่งที่ดูเหมือนพีระมิดที่สูง3ไมล์เป็นไปได้ว่ามันเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นโดยเทคโนโลยีดังนั้นทำให้เกิดคำถามว่าเป็นไปได้ไหมที่มันเป็นสิ่งที่สร้างขึ้น

โดยมนุษย์ต่างดาวแทนที่จะมองตำนานการเกิดของชาวซุเมอร์ว่าเป็นนิทานเราอาจต้องมองว่าเป็นข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เราควนอาจต้องไปศึกษาให้ดี การสำรวจเซเรศเพิ่มเติมจะเผยให้เห็นหลักฐานหรือไม่ว่าครั้งหนึ่งมันเคยถูกใช้เป็นที่หลบภัย สำหรับผู้รอดชีวิตจากสงครามต่างดาวนักทฤษฏีมนุย์ต่างดาวโบราณตอบว่าใช่และอ้างว่าในคัมภีร์ชาวสุเมเรียนกลุ่มมนุษย์ต่างดาวเหล่านี้

ยังได้เดินทางมาหลบภัยที่ดาวอีกดวงหนึ่ง ซึ่งก็คือโลกนั่นเองและพวกเขาเชื่อว่าเรื่องราวการต่อสู้กันบนท้องฟ้าระหว่างเทพเจ้าแสดงถึงความขัดแย้งจากนอกโลกที่ยังคงดำเนินต่อไปเมื่อผู้รอดชีวิตเดินทางมาถึงดาวดวงใหม่ของตนแล้วมันนำสู่ความเป็นไปได้ที่น่าสนใจ

ว่าพวกเราคือลูกหลานของผู้ชนะและมีบางหมู่เหล่าพยายามต่อสู้เพื่อพวกเราพยายามอย่างหนักมาก เพราะว่าที่จริงแล้วเราคือลูกหลานโดยตรงของพวกเขาพวกเขาสร้างพวกเราขึ้นมาด้วยวิธีการทางพันธุวิศวกรรมบางอย่างแล้วก็มีบางกลุ่มที่ต้องการจะกำจัดเราออกไปจากโลกให้หมด

 

สนับสนุนมาจาก  แทงบอลออนไลน์

ไม่มีดวงอาทิตย์ ไม่มีแรงดึงดูด

เชื่อกันว่าทุกๆคนนั้นเมื่อเกิดมาแล้วจะเห็นได้ว่าดวงอาทิตย์นั้นอยู่กับโลกเรามาอยู่แล้ว ยังมีใครที่กำลังตั้งคำถามอยู่หรือไม่ว่าดวงอาทิตย์เกิดมาจากอะไรกันแน่ ทำไมมันถึงร้อนได้ขนาดนี้ แน่นอนว่าคำถามเหล่านี้พวกเราคงไม่ได้เป็นคนที่มีความคิดเช่นเดียวอยู่คนเดียวเป็นแน่

เพราะในอดีตเองก็ได้มีนักวิทยาศาสตร์ตั้งคำถามไว้หลายๆคนเหมือนกัน และค้นหาคำตอบ จนมาถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีการศึกษาหาข้อมูลที่เกี่ยวกับดวงอาทิตย์อยู่อย่างสม่ำเสมอ เป็นเช่นนี้มันจึงมีทฤษฎีการเกิดของดวงอาทิตย์ขึ้นมาหลากหลายทฤษฎีเลยทีเดียวแหละ เมื่อมีการตั้งคำถามว่าดวงอาทิตย์เกิดขึ้นมาจากอะไร มันก็คงจะหนีไม่พ้นกับอีกหนึ่งคำถามที่จะตามมา

ในเมื่อมันมีการเกิด มันก็ต้องมีการดับ ใดๆแล้วทุกอย่างไม่สามารถดำรงอยู่ได้เป็นอัมตะ กับคำถามที่ว่า ดวงอาทิตย์จะมีวันดับหรือไม่? และ ถ้าหากดวงอาทิตย์ดับจะเกิดอะไรขึ้น?

แน่นอนว่ามันต้องวันที่ดับศูนย์อย่าแน่นอน ซึ่งหลายปีที่ผ่านมานี้ก็ได้มีการตรวจสอบอยู่ตลอดเวลาว่าดวงอาทิตย์มีขนาดที่ใหญ่ขึ้น แต่ก็ไม่ได้ความหมายว่ามันจะไม่ดับศูนย์ แต่อาจจะต้องใช้เวลาหลายพันล้านปีเลยทีเดียวกว่าดวงอาทิตย์จะดับศูนย์ไป

ซึ่งเราในปัจจุบันนี้อาจจะไม่มีวันที่จะได้อยู่รอดูปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ดับอย่างแน่นอน ผลกระกบที่จะตามมาเมื่อดวงอาทิตย์ดับนั้นมีอย่างแน่นอน ซึ่งในบทความนี้นี้เราจะมาพูดถึงผลกระทบของการไม่มีแรงดึงดูด เราจะเห็นได้ว่าโลกของเรา และดวงดาวดวงอื่นๆในระบบสุริยะจักรวาลนั้นโคจรอยู่รอบดวงอาทิตย์ที่เป็นศูนย์กลาง

แต่เมื่อไหร่ที่ดวงอาทิตย์ดับลงไปจะทำให้ระบบสุริยะจักรวาลเข้าสู่ภาวะไร้แรงดึงดูดทันที โลกและดาวดวงอื่นๆจะเดินทางเป็นเส้นตรงไปตามห่วงอวกาศของจักรวาลแห่งนี้ หรือไม่ก็ถูกเหวี่ยงออกไปทันที ซึ่งจะส่งผลเสียต่างๆที่จะกระทบมาถึงภายในโลกอีกเช่นเดียวกัน ซึ่งทฤษฎีถูกตรวจสอบและความเป็นไปได้สูงมาก

หากถามว่ามีจะอะไรมากหักล้างแนวความคิดนี้ได้หรือไม่ ก็จะขอบอกว่ามีน้อยถึงน้อยมากที่สุด แต่ถึงอย่างไรแล้วนักวิทยาศาสตร์เองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจมาตั้งแต่สมัยก่อนแล้ว เพราะนักวิทยาศาสตร์รุ่นก่อนๆเองก็ได้ถ่ายทอดสิ่งที่จะทำให้นักวิทยาศาสตร์ในยุคปัจจุบันและอนาคตสืบสายและตรวจสอบต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

แต่อย่างที่ได้กล่าวไปในครั้งต้นว่าทุกๆสิ่งนั้นล้วนมีการดับศูนย์อยู่เสมอ มันไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นมาจากความวางเปล่าได้อย่างแน่นอน เพียงแต่เราต้องค้นหาคำตอบของมันให้ได้ก็เท่านั้น เชื่อเถอะว่าในอนาคตเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์เองจะก้าวหน้ามากขึ้น และพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น

 

ขอบคุณ  ทางเข้า UFABET ภาษาไทย  ที่ให้การสนับสนุน

ผลประโยชน์กับชีวิตคน

 

 

การพลิกมติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่มี

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืงกิจ รัฐมนตรีว่าอุตสาหกรรมเป็นประธาน ให้เลื่อนแบนสารเคมีการเกษตรออกไปเป็นวันที่1 มิถุนายน 2563 เฉพาะสารพาราควอต และสารตลอร์ไพริฟอส ส่วนสารไกลโฟเซตรอดจากการแบน แต่ให้จำกัดใช้ จากเดิมคณะกรรมการ เคยมีมติไว้ว่าวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ.2562

ให้แบนทั้ง3สาร ตั้งแต่วันที่1 ธันวาคม พ.ศ.2562 สำหรับสองสารเคมีที่สั่งแบนนั้นจะห้ามนำเข้า โดยให้ใช้สารคงค้างที่อยู่ในประเทศไทยประมาณ 23,000 ตันให้ใช้ไปก่อน และให้กรมวิชาการเกศตรทำมาตรการรองรับในการหาสารทดแทน หรือหาวิธีการอื่นที่เหมาะสมภายหลังแบน สองสารเคมีมาเสนอคณะกรรมการ ต่อไป

มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงสาเหตุการกลับมติในครั้งนี้ น่าจะมีเบื้องหน้าเบื้อหลังอะไร หรือไม่ เพราะก่อนหน้านั้นได้มีม๊อบแต่งชุดดำออกมาคัดค้านการ”แบน 3 สารพิษ” โดยอ้างว่าจะทำให้เกษตรกรที่ใช้สารดังกล่าวได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก

เพราะยังไม่มีสารอื่นมาทดแทนได้ ขณะที่มีข่าวรายงานข่าวระบุว่าม๊อบชุดดำไม่ใช่เกษตรกรตัวจริง แต่เป็นกลุ่มคนที่เป็นผู้สูญเสียผลประโยชน์จากการยกเลิก 3 สารเคมีว่าจ้างอย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงนั้นจะเป็นประการใดนั้น เราเชื่อว่าระยะเวลาเท่านั้นจะพิสูจน์ความจริงว่า เพราะเหตุใดจึงต้องพลิกมติแบบสารพิษ

นอกจากนี้ มติที่ออกมาก้มิใช่เป็นมติเอกฉันท์ เนื่องจากตัวแทนกระทรวงสาธารณสุขได้ยืนยันที่จะให้แบนเหมือนเดิม  รวมถึง รศ.ภญ. จิราพร ลิ้มปานานนท์ นายกสภาเภสัชกรรม และเป็นกรรมการวัตถุอันตราย ได้โพสต์เฟสบุคส่วนตัวประกาศขอลากออกจากคณะกรรมการ

เพราะได้ยืนยันให้ชัดเจนให้แบน 3 สารพิษ พร้อมทั้งได้แย้งว่า สารไกลโฟเซต ที่ให้จำกัดการใช้เนื่องจากไม่อันตรายนั้น  ส่วนตัวก็ได้อภิปรายถึงผลเสียต่อสุขภาพ และไม่สามารถจะจัดการความเสี่ยงต่อผู้บริโภค จนพบปนเปื้อนทั้งในสิ่งแวดล้อม ผัก ผลไม้ และน้ำนมแม่

ซึ่งข้อมูลทางวิชาการดังกล่าวควรจะมีการพิสูจน์ให้เห็นถึงความเสี่ยงของสารไกลดฟเซต มิใช่ห่วงแต่เพียงว่าจะมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอาหาร อาหารสัตว์ และการค้าระหว่างประเทศ พรรคทุกพรรคต้องยืนหยัดยึดสุขภาพและชีวิตของคนเป็นที่ตั้ง

ออกซิเจนเกิดมาจากไหน

การที่เรามีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ส่วนหนึ่งมาจากออกซิเจน ถ้าไม่มีออกซิเจนมนุษย์เราและสิ่งมีชีวิตบนโลกนี้ก็คงจะไม่สามารถอยู่อาศัยได้อย่างแน่นอน

ซึ่งทางวิทยาศาสตร์ได้ออกมาบอกว่า เดิมที่โลกของเรานั้นไม่มีออกซิเจนเลย มีแต่ก๊าซที่เป็นพิษอย่าง คาร์บอนไดออกไซด์ หลายๆคนจึงตั้งคำถามขึ้นมาแล้วออกซิเจนเกิดขึ้นมาได้อย่างไร หรือมาจากไหนกันแน่ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นส่วนของเรื่องราวในทางวิทยาศาสตร์ แต่ในทางวิทยาศาสตร์เองก็ยังไม่สามารถสืบหาคำตอบได้ว่า ออกซิเจนนั้นมีต้นกำเนิด หรือเกิดขึ้นมาจากอะไร

ทุกวันนี้ที่เราใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์มาเป็นข้อมูลการเกิดออกซิเจน ก็เป็นแค่เพียงทฤษฎีเท่านั้น เพราะเรื่องการเกิดออกซิเจนบนโลกยังถือว่าเป็นเรื่องที่เป็นปริศนาในวงการวิทยาศาสตร์เองก็ด้วยเช่นกัน ได้มีนักวิจัยค้นหาและทำการศึกษาว่าสิ่งที่ทำให้โลกมีออกซิเจนก็คือ ไซยาโนแบคทีเรีย ที่มีความเชื่อว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิตแรกบนโลกที่เกิดขึ้นมาก่อนไดโนเสาร์ที่ยังไม่สูญพันธุ์ ในปัจจุบันเองมันก็ยังคงมีชีวิตอาศัยอยู่รอบตัว

มันเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเล็ก และเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยในสร้างชั้นบรรยากาศมูลฐานของโลก ซึ่งพวกมันจะทำการปลดปล่อยออกซิเจนออกมาในรูปแบบของเสีย ทำให้ท้องฟ้านั้นเต็มไปด้วยออกซิเจนตั้งแต่ 2,400 ล้านปีก่อน ในเวลาต่อมานักวิทยาศาสตร์ได้ยกหลักของวิทยาศาสตร์มากล่าวถึง ทำให้เกิดการขัดแย้งเรื่องการเกิดออกซิเจนบนโลกคือ จากการตรวจสอบฟอสซิลของหินบนโลก พบว่ามีระดับของออกซิเจนบนโลกพุ่งสูงขึ้น

และลดลงมาโดยตลอดเวลา และได้เกิดขึ้นมาก่อนแล้วมากกว่า 3,000 พันล้านปี ก่อนที่มาคงที่เมื่อยุคสมัยของแคมเบรียน หรืออีกแนวความคิดที่บอกว่าแพลงตอนพืชในมหาสมุทรเป็นผู้ผลิตออกซิเจน ที่เกิดขึ้นมาจากการสังเคราะห์ด้วยแสง ซึ่งออกซิเจนที่ได้จะถูกนำไปใช้ในการหายใจและการย่อยสลาย สารอินทรีย์ที่มีออกซิเจนเป็นส่วนประกอบอาจจะถูกทับถมด้วยดินตะกอนจะกลายเป็นหินในเวลาต่อมา

ออกซิเจนรูปแบบนี้จึงทำการกลับสู่บรรยากาศเมื่อเกิดการผุร่อยของหิน ที่อาจจะอยู่ในรูปแบบทั้งคาร์บอนไดออกไซด์ หรือออกซิเจนก็ได้ เรื่องราวของการกำเนิดออกซิเจนนั้นถือได้ว่าเป็นเรื่องปริศนาเรื่องหนึ่ง ที่วิทยาศาสตร์เองก็ยังไม่สามารถหาคำตอบได้อย่างแน่ชัด และแน่นอนว่ายังมีอีกหลายๆเรื่องเลยที่วิทยาศาสตร์ก็ยังไม่สามารถหาข้อพิสูจน์ได้

ซึ่งในปัจจุบันนี้สิ่งที่มีก็เป็นเพียงทฤษฎี ข้อสันนิฐาน การตั้งสมมุติฐาน ถึงแม้ว่าจะทำการตรวจสอบ แต่ก็เป็นเรื่องไม่สามารถหาจุดกำเนิดที่แท้จริงของมันได้เลย อย่างไรนั้นก็หวังว่าวิทยาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในอนาคต จะสามารถช่วยหาให้คำตอบของปริศนาเหล่านี้ไม่ช้าก็เร็ว

สนับสนุนเรื่องราวโดย   ufabet

ความเชื่อว่ารูหนอนทำให้เดินทางข้ามเวลาได้

เรื่องของการเดินทางข้ามเวลา ไม่ว่าจะเดินทางข้ามเวลาไปยังอนาคต หรือเดินทางข้ามเวลาไปยังอดีต เป็นสิ่งที่มนุษย์หลายคนนั้นมีความต้องการเป็นอย่างมาก เพราะคงยากจะเดินทางข้ามเวลาไปยังอดีตเพื่อแก้ไขบางสิ่งบางอย่า หรือเดินทางไปอนาคตเพื่อรู้อะไรบางอย่าง

ที่จะได้กลับมาตัดสินในปัจจุบัน แต่สิ่งเหล่านี้มันจะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนนั้นก็ไม่มีใครรู้ได้ เพราะการเดินทางข้ามเวลายังมีข้อขัดแย้งที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อให้หาคำตอบ หรือที่เรียก Time Paradox เป็นข้อขัดแย้งที่ยังไม่มีใครสามารถให้คำตอบได้

เมื่อไม่มีคำตอบมาหักล้างก็เท่ากับว่าการเดินทางข้ามเวลานั้นไม่สามารถเป็นได้ แต่ในเรื่องของเวลาตามทฤษฎีต่างๆก็ถูกพูดขึ้นเอาไว้มากมายอย่างเช่น ทฤษฎีแรงโน้มถ่วง ที่มีแนวความคิดของเรื่องเวลาว่า เวลามีความคงที่ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่มีบิดเบือน ไม่สามารถไปข้างหรือย้อนกลับได้ แต่ในทฤษฎีควอนตัมได้กล่าวถึงเรื่องเวลาไว้ว่า เวลาสามารถบิดเบือนได้ เรียกว่า กาลอวกาศ หรือ Space Time ยิ่งมีมวลมาก

ก็จะยิ่งมีผลต่อกาลอวกาศ ซึ่งจะสามารถเดินทางไปข้างหน้าและย้อนกลับได้ มีความในเชิงที่ว่า สามารถเดินทางข้ามเวลาไปยังอนาคตหรืออดีตได้นั้นเอง และอีกหนึ่งความเชื่อนอกจากทฤษฎีที่ได้กล่าวมานั้น คือ รูหนอน หลายคนคงเคยได้ยินกันมาแล้ว และมีแนวความคิดที่ว่า ถ้าหากเราเดินทางเข้าไปในรูหนอนได้ จากต้นทางจนถึงปลายทาง

จะเท่ากับว่าเราเดินทางข้ามเวลามิติของเวลาไปแล้ว ซึ่งในเวลาต่อได้มีข้อสันนิฐานออกมาโต้แย้งเรื่องของการเดินทางข้ามเวลาโดยผ่านรูหนอน ว่าไม่เป็นความจริง เราไม่สามารถเดินทางข้ามเวลาไปอดีตหรืออนาคตด้วยรูหนอนได้ การเดินทางเข้าไปในรูหนอนเป็นเพียงการเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งก็เท่านั้น ซึ่งไม่ได้มีผลต่อเรื่องของมิติเวลาแต่อย่างใด การเดินทางเข้าไปในรูหนอนเราไม่สามารถอาจรู้ได้ว่ามันจะโผล่ที่ไหน

หรืออาจจะเป็นแค่ฝั่งตรงข้ามของต้นทางเข้าของรูหนอน ไม่ก็อาจจะเป็นอีกจักรวาลหนึ่ง ซึ่งในเรื่องนี้นักวิทยาศาสตร์เองก็ไม่สามารถยืนยันได้ นอกจากยืนยันรูหนอนไม่ใช่เส้นทางหรือไทม์แมทชีนที่มีความเข้าใจผิดกันเป็นอย่างมาก ว่ามันคือการเดินทางข้ามเวลา และจากทฤษฎีควอนตัมเองนักวิทยาศาสตร์ก็ได้กล่าวว่า ทฤษฎีนี้เป็นศาสตร์ที่บอกอะไรไม่ได้

คาดเดาอะไรก็ไม่ได้เลย ซึ่งถ้าต้องการหาคำตอบจะต้องรวมแรง 4 แรงเข้าด้วยกันนั้นคือ แรงโน้มถ่วง แรงสนามแม่เหล็กไฟฟ้า แรงนิวเคลียสอ่อน แรงนิวเคลียสเข้ม ซึ่งไอน์สไตน์กล่าวว่า ถ้าหากรวมแรงทั้งหมดได้จะเกิดเป็นสมการใหม่นั้นก็คือ ปรากฏการณ์กฎสมการสนามรวม (Grand Unified Theory)

ที่จะครอบจักรวาล มันจะตอบคำถามทุกอย่างของจักรวาลได้ทั้งหมด ถ้าหากวิทยาการทางวิทยาศาสตร์ในอนาคตสามารถรวมแรงทั้งได้ เราอาจจะได้คำตอบทุกอย่างของจักรวาลรวมไปเรื่องการเดินทางข้ามเวลาอีกด้วย