การเรียนวิทยาศาสตร์ในวัยเด็กของฉัน

สำหรับในวัยเด็กย่อมมีเรื่องราวต่างๆที่เราจดจำได้เป็นอย่างดีในเรื่องราวที่เรารู้สึกว่ารักหรือเรื่องราวที่กระทบจิตใจ ดังนั้นการเรียนวิทยาศาสตร์สำหรับเราในวัยเด็กนั้นเราว่ามันเป็นเรื่องที่น่าจดจำเพราะเราจำได้ทุกเรื่องราวของมันเลยแหละ ซึ่งเรื่องราวที่เราได้พูดถึงนั้นมันเป็นเรื่องราวที่เรียกว่าดี เพราะทำให้เราชื่นชอบในการเรียนวิทยาศาสตร์และเราก็ยังจำได้ดีเกี่ยวกับการเรียนวิทยาศาสตร์ในวัยเด็กของเรา

เนื่องจากการเรียนในสมัยนั้นเป็นการเรียนที่ไม่ค่อยมีวิชาหลักมากเท่าไหร่ แต่วิชาหลักที่เราเรียนก็มีแต่เรื่องที่น่าปวดหัวทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นวิชาคณิตศาสตร์ วิชาสร้างเสริมลักษณะนิสัย วิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต และการงานพื้นฐานอาชีพ และที่สำคัญก็วิชาวิทยาศาสตร์นี่แหละ ตอนในวัยนั้นของเราต้องบอกว่าวิชาที่น่าเบื่อมากที่สุดก็น่าจะเป็นคณิตศาตร์เพราะเวลาเรียนปวดหัวแถมง่วงนอนมากกว่าวิชาอื่นๆ แต่ทว่าวิชาอื่นๆเราก็ไม่มีความชื่นชอบเลย ยกเว้นวิชาวิทยาศาสตร์ เพราะวิชาวิทยาศาสตร์นั้นมีความสนุก และเพลิดเพลินดี 

เนื่องจากการเรียนวิทยาศาสตร์นั้นในวัยของเรามันมีการทดลองต่างๆ ซึ่งการทดลองในเวลานั้นมันช่างสนุกและเพลิดเพลินจนทำให้ลืมเวลาไปเลย เรียกได้ว่าเผลอแป๊บเดียวก็หมดเวลาเรียนอีกแล้ว 

การทดลองในการเรียนวิทยาศาสตร์นั้น เป็นการทดลองในเชิงแนวคิด และเป็นการสร้างสรรค์ผลงาน การทอลองในเชิงวิทยาศาสตร์ที่ตามหลักวิทยาศาสตร์คิดค้น และมันก็เป็นการที่ทำให้เราเกิดความสนุกมากกว่าการเรียนอย่างอื่น มันเป็นการค้นหาคำตอบที่ต้องบอกว่าแต่ละเรื่องที่เหล่านักวิทยาศาสตร์ได้คิดค้นไว้มันน่าทึ่งมาก

และที่สำคัญมันเป็นการสร้างสรรค์ให้กับเด็กๆได้มีแนวคิด และอยากให้เด็กในวัยนั้นได้ค้นคว้าหาความรู้เข้าตนเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องบอกว่าดีนะ เพราะนั้นมันเป็นจุดเริ่มที่ทำให้เราได้สงสัยและหาคำตอบกับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินชีวิตหรือในรูปแบบอื่นๆก็ตาม เรื่องราวของวิทยาศาสตร์ที่เรารู้จักมันเป็นจุดเริ่มต้นให้เด็กๆในวัยนั้นได้พัฒนาสมองมาเป็นผู้ใหญ่ในวัยนี้ 

และการใช้ชีวิตในทุกวันนี้ก็นำหลักการทางวิทยาศาสตร์มาเป็นองค์ประกอบในการดำเนินชีวิตด้วยเช่นกัน และเราคิดว่านั้นคือสิ่งมหัศจรรย์มากในการที่เราเกิดมาในยุคที่นักวิทยาศาสตร์มีการประดิษฐ์และคิดค้นหาวิธีต่างๆเพื่อมาเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่เราอย่างเช่นทุกวันนี้

เราอาจจะเห็นสิ่งประดิษฐ์หลากหลายชนิดที่นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายได้ประดิษฐ์ไว้ และสามารถพัฒนามาใช้ได้ในทุกวันนี้ สำหรับเราเราว่าพวกเหล่านักวิทยาศาสตร์เหล่านั้นน่าชื่นชม และพวกเขาสำคัญกับเรามากที่สุด และที่สำคัญเขาคุ้มค่ากับประวัติศาสตร์ให้รุ่นหลังๆหรือรุ่นใหม่ๆได้ศึกษาเพื่อเอาเป็นแบบอย่างมากที่สุด

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  Holiday Palace

มนุษย์เกิดจากแบคทีเรีย

เรามักจะถูกพร่ำสอนหรือได้ยินมาอย่างหนากันบ่อยครั้งว่า มนุษย์เรานั้นมีต้นกำเนิดมาจากลิง เพราะอะไรทำไมถึงคิดว่ามนุษย์นั้นมีต้นกำเนิดมาจากลิง

ตามข้อพิสูจน์ด้วยการมองนั้นรูปร่างลักษณะภายนอกของมนุษย์กับลิงนั้นมีความคล้ายคลึงกันหลายส่วน มีขา มีแขน สามารถเดินด้วย 2 ขาได้ มีโครงสร้างของกระดูกที่เหมือนกัน โดยรวมแล้วมันคล้ายกันมากจนมีทฤษฎีที่บอกว่า มนุษย์แต่เดิมนั้นเป็นลิงที่ถูกพัฒนาและวิวัฒนาการมาเรื่อยๆ

ซึ่งก็ยังเป็นความเชื่อที่ได้รับการยอมรับเป็นอย่างมากตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน แต่ก็ยังมีหลายคนที่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้เพราะได้นำสปีชีร์ของมนุษย์กับลิงนั้นมาตรวจสอบแล้วพบว่า มนุษย์ กับ ลิง นั้นมีสปีชีร์ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง จึงเป็นไปไม่ได้ที่ลิงจะวิวัฒนาการมาเป็นมนุษย์ หรือ ผสมพันธุ์ข้ามสายพันธุ์

เป็นไปไม่ได้เช่นเดียวกัน หากย้อนมองกลับไปเมื่อหลายล้านพันปีก่อนตอนที่โลกกำลังจะเกิด ได้มีข้อสันนิฐานมาว่า ในตอนนั้นไม่มีสิ่งมีชีวิตใดก่อกำเนิดขึ้นเลย จึงมีความเชื่อที่ว่ามนุษย์เราก่อกำเนิดและวิวัฒนาการมาจากแบคทีเรีย แล้วแบคทีเรียนั้นมาจากไหน? มีการตั้งทฤษฏีขึ้นมาว่า แบคทีเรียนั้นมาจากนอกโลกหรืออวกาศนั้นเอง

เพราะมีค้นพบสถานที่ที่มีอุกกาบาตตกลงมา จึงนำพาแบคทีเรียที่อยู่นอกโลกมาด้วย ทำให้เจ้าแบคทีเรียเหล่านั้นมีวิวัฒนาการโดยเริ่มจากการเป็นสัตว์หน้าตาแปลกๆ กลายพันธุ์มาเรื่อยๆ รวมไปถึงมนุษย์ด้วยเช่นเดียวกัน แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่ามนุษย์เรานั้นเกิดมาจากแบคทีเรีย ตราบใดที่เรานั้นไม่สามารถลบล้างข้อมูลของการวิวัฒนาการของลิงได้

เพราะลักษณะภายนอกของลิงนั้นเหมือนกันมนุษย์เป็นอย่างมาก และในภายหลังในมีการฝึกให้ลิงทำตามคำสั่งของมนุษย์ จึงเริ่มทำให้หลายๆคนยิ่งเชื่อเข้าไปใหญ่ว่า ลิงนั้นก็มีสมองที่สามารถพัฒนาให้เป็นมนุษย์ได้เหมือนกัน

แต่เคยสงสัยหรือไม่ว่าเราทำลิงในยุคปัจจุบันนั้นไม่สามารถวิวัฒนาการกลายเป็นคนได้ ข้อมูลตรงนี้ก็ไม่ยืนยัน100% ซึ่งในข้อมูลตรงนี้ก็ยังเป็นข้อถกเถียงกันมาอยู่เรื่อยมาว่าแท้จริงแล้วนั้นมนุษย์เกิดมาจากสิ่งใดกันแน่ หรือความจริงแล้วเราอาจจะถูกมาจากพระเจ้าจริงๆ

นั้นคงจะเป็นความคิดที่ผิดหลักการไม่สามารถหาข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ได้เป็นแน่ แต่ความเชื่อที่ว่ามนุษย์นั้นเกิดจากแบคทีเรียที่มาจากจักรวาลนั้นก็อาจจะมีความเป็นได้อยู่เช่นกัน เพราะข้างนอกนั้นก็อาจจะมีดวงดาวที่คล้ายโลกและมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่เช่นเดียวกัน ซึ่งก็มีความเป็นได้ว่ามนุษย์เรานั้นก็มาจากนอกโลกได้เหมือนกัน

 

สนับสนุนโดย  ufabet168 ทางเข้า

ถ้าหาคำตอบทฤษฎีอควอนตัมได้จะสามารถเดินทางข้ามเวลาได้จริงหรือไม่

ถ้าคุณเป็นหนึ่งคนที่สนใจเรื่องราวของวิทยาศาสตร์ คุณก็คงจะทราบกันดีว่าสิ่งหนึ่งที่ใครหลายๆคนคิดว่าวิทยาศาสตร์จะสามารถทำได้นั้นก็คือ  การเดินทางข้ามเวลา

ทั้งการเดินทางข้ามเวลาไปยังอนาคต และการเดินทางทางข้ามเวลาไปยังอดีต ถึงแม้ว่าทางนักวิทยาศาสตร์ส่วนเองจะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่ามันเป็นไปไม่ได้ก็ตาม แต่ตราบใดที่ยังหาคำตอบที่สมบูรณ์ของทฤษฎีอควอนตัวของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ที่ถูกคิดค้นเมื่อ 100 กว่าปีมาแล้ว

ก็ยังคงมีความหวังใช่หรือไม่ เพราะทฤษฎีอควอนตัมที่อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ค้นพบนั้นได้มีแนวความคิดที่อธิบายถึงเรื่องของมิติเวลาเอาไว้ด้วย ซึ่งเวลาที่ว่านี้จะเข้าไปเกี่ยวโยงกับเรื่องทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของ เซอร์ไอแซค นิวตัน ค้นพบจากการที่ผลของแอปเปิ้ลตกลงมาจากต้นสู่พื้นดิน ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้เซอร์ไอแซค นิวตัน

รู้ได้ว่าทุกอย่างบนโลกนี้จะถูกควบคุมด้วยแรงโน้มถ่วงหรือแรงดึงดูดของโลกนั้นเอง และในทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของเซอรไอแซค นิวตันเองนั้นก็ได้มีแนวความคิดของเรื่องเวลาเข้ามาเกี่ยวด้วย โดยนิวตันได้อธิบายว่า เวลา เป็นสิ่งที่ไม่สามารถบิดเบือนได้ นั้น

ก็หมายถึงการที่เวลาจะคงที่ไม่สามารถไปข้างหน้า หรือย้อนกลับได้นั้นเอง จึงกลายเป็นสิ่งที่ตรงกกันข้ามกับแนวความคิดของไอน์สไตน์ที่ค้นพบทฤฎีอควอนตัม โดยไอน์สไตน์ให้เหตุผลในเรื่องของเวลาในทฤษฎีอควอนตัมว่า เวลาสามารถบิดเบือนได้ และมันเรียกว่า กาลเวลา หรือ Space Time ซึ่งเป็น มิติเวลา ในกาลเวลาที่ไอน์สไตน์ได้กล่าวนั้นมีทั้งหมด 4 มิติ

ถ้าหากว่ามีวัตถุที่ยิ่งมีมวลเยอะเข้าใกล้กาลเวลามากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีผลต่อกาลเวลามากขึ้นเท่านั้น จึงเป็นไปได้ว่าเราจะสามารถเห็นเวลาที่เดินไปข้างหน้า และย้อนกลับได้ แต่ในกลุ่มของนักฟิสิกส์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้ใรทฤษฎอควอนตัม พวกมองว่าการเดินทางข้ามไปเวลายังอนาคตหรือกลับไปอดีตนั้นเป็นไปไม่ได้

แต่กลับมองว่าทฤษฎีอควอนตัมเป็นการยืดและหดของเวลามากกว่า โดยมีแนวคิดที่ว่า ยิ่งเรานั้นสามารถจะย่อให้ตัวเรามีขนาดเล็กลงมากเท่าไหร่ แล้วไปอยู่ในกาลอวกาศ และสามารถทำให้ตัวเราอยู่นอกความเร็วของแสงได้

โดยเราจะต้องเดินทางเร็วกว่า เราจะสามารถเดินทางไปข้างหน้าและย้อนกลับมาได้ แต่มันคงเป็นไปไม่ได้ที่เราจะสามารถเดินทางได้เร็วกว่าแสงอย่างแน่นอน สุดท้ายแล้วการเดินทางข้ามเวลานั้นจะเป็นไปได้หรือไม่ ไม่มีใครสามารถหาคำตอบได้อย่างสมบูรณ์ ตราบใดที่ทฤษฎีทุกอันนั้นมีข้อหักล้างกันอยู่มากมาย แต่อนาคตเองก็ไม่แน่ถ้าวิทยาการทางวิทยาศาสตร์พัฒนามากยิ่งขึ้น เราอาจจะพบคำตอบเหล่านี้ก็เป็นได้

 

สนับสนุนโดย  คาสิโนออนไลน์ฝากขั้นต่ำ 100