ถ้าอุกกาบาตชนโลกเหมือนยุคไดโนเสาร์

อย่างที่ทุกคนทราบกันดีว่าโลกของเราเมื่อหลายล้านปีที่ผ่านนั้น เป็นยุคของสิ่งมีชีวิตอย่างไดโนเสาร์ ซึ่งสุดท้ายแล้วมันก็สูญพันธุ์ไป ปัจจัยที่ใครหลายๆคนเข้าใจว่าเป็นการทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ก็คือ สภาพสิ่งแวดล้อมเปลี่ยน ทำให้ไดโนเสาร์ไม่สามารถอาศัยอยู่บนโลกใบนี้ได้

ซึ่งปัจจัยนี้ก็มีส่วนในการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ แต่เป็นปัจจัยรองที่เกิดหลังจากปรากฏการณ์ครั้งใหญ่ ที่เป็นสาเหตุให้สิ่งแวดล้อมและธรรมชาติเกิดการเปลี่ยนจนไดโนเสาร์นั้นไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ต่อไปได้ นั้นก็คือ อุกกาบาตพุ่งเข้าชนโลก การที่อุกกาบาตเข้าพุ่งชนได้นั้น

จะต้องมีขนาดที่ใหญ่มากๆ หากให้ทำการวัดขนาดแล้วอุกกาบาตจะต้องมีขนาดเท่าๆกับ 1 ประเทศเลยก็ว่าได้ มีหลากหลายคำถามเลยว่าอุกกาบาตกับดาวตกนั้นเหมือนกันหรือไม่ เพราะเป็นวัตถุที่อยู่นอกโลกเหมือนกัน ในส่วนของดาวตกมีขนาดเล็ก เมื่อผ่านเข้ามาสู่ชั้นบรรยากาศของโลกทุกชั้นแล้ว จะทำให้มีขนาดที่เล็กลงเรื่อยๆ และตกไปโดยไม่มีอะไร

แต่ในส่วนของอุกกาบาตนั้นมีขนาดที่ใหญ่มากๆ และมีพลังงานที่มาก เมื่อเดินทางมายังโลกและต้องผ่านชั้นบรรยากาศของโลกทุกชั้น ก็ไม่ได้ทำให้พลังงานของอุกกาบาตลดลง และอุณหภูมิในอุกกาบาตยังมีมากกว่า 10,000 องศาเซลเซียส 

มีการสันนิฐานที่ว่าการพุ่งชนของอุกกาบาตนั้นจะเกิดขึ้นทุกๆ 5000,000 ปี ซึ่งครั้งที่ก่อให้ไอโนเสาร์มีการคาดการณ์ว่าเป็นอุกกาบาตที่พุ่งชนเข้ามาและตกในมหาสมุทร หากคิดภาพไม่ออกลองนำก่อนหินโยนลงในน้ำ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ การกระจายตัวของน้ำ เช่นเดียวกัน

กับทฤษฎี เมื่ออุกกาบาตขนาดใหญ่ที่มาพร้อมกับอุณหภูมิที่สูงมาก เมื่อตกลงน้ำในมหาสมุทรก็จะทำให้น้ำนั้นมีอุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างฉับพลัน ด้วยแรงการพุ่งชนมหาศาลทำให้น้ำกระจายสูงเป็นคลื่นยักษ์ขนาดใหญ่ที่ทำลายพื้นแผ่นดิน ทำให้สิ่งมีชีวิตอย่างไดโนเสาร์ล้มตายถึง 95% รวมถึงสิ่งชีวิตในน้ำเช่นเดียวกัน จนสภาพแวดล้อมนั้นมีการเปลี่ยนแปลง

ซึ่งในเวลาต่อมาทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ เพราะไม่สามารถทนอยู่กับสภาพแวดล้อมใหม่ได้ โดยทฤษฎีเป็นที่น่าเชื่อถือเพราะมีหลักฐานว่า เดิมทีพื้นแผ่นดินทั้งหมดเป็นแผ่นเดียวกัน แต่เพราะอุกกาบาตพุ่งชนโลกทั้งพื้นแผ่นดินและพื้นน้ำ ทำให้เกิดรอบแยกของแผ่นดินออกที่สามารถสังเกตได้จากรอบต่อระหว่างทวีปจากแผ่นที่ปัจจุบัน

และมีแผ่นดินจมลงใต้น้ำด้วย เพราะเป็นเช่นนี้ถ้าหากมีอุกกาบาตพุ่งชนโลกอีกครั้ง ก็เป็นไปได้ว่าสิ่งมีชีวิตจะสูญพันธุ์ แต่ในปัจจุบันถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะได้มีเทคโนโลยีที่ช่วยในการคาดการณ์ที่จะสามารถดูปรากฏการณ์ต่างๆที่จะเกิดขึ้นได้ไกล และหากว่าจะเกิดขึ้นก็จะทำการแจ้งกับองค์กร NASA เพื่อให้เตรียมอพยพทันที ถือว่าวิทยาการของมนุษย์เองก็พัฒนามาได้ไกลเช่นเดียวกัน

 

สนับสนุนโดย  Aesexy

การเดินทางข้ามเวลาด้วยทฤษฎีอควอมตัม

เรื่องการเดินทางข้ามเวลาคงจะเป็นความฝันของใครหลายๆคนที่อยากจะให้มันเกิดขึ้นจริงบนโลก แต่ถ้ามองในโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว เรื่องการเดินทางข้ามเวลาไปยังอดีตหรืออนาคตนั้นยังถือว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากมาก เพราะนักวิทยาศาสตร์หลายๆแขนงเองนั้น

ก็ต่างบอกว่า มันไม่สามารถเป็นไปได้ ถึงจะยืนอย่างนั้นแต่เพราะทฤษฎีของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ก็พอยังทำให้มีหวังอยู่สำหรับคนที่มีความเชื่อว่ามันจะเป็นไปได้อย่างได้แน่นอน นั้นก็คือ ทฤษฎีอควอนตัม ซึ่งเป็นทฤษฎีที่หลายๆคนรวมถึงนักวิทยาศาสตร์เอง

ก็ทราบกันเป็นอย่างดีว่า ทฤษฎีควอนตัมนี้มีแนวความคิดในเรื่องของเวลาอยู่ในนั้นด้วย โดยอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์บอกว่า เวลานั้นสามารถที่จะมีความบิดเบือนได้ นั้นหมายถึงว่าเราจะสามารถเดินทางไปข้างหน้าและย้อนกลับได้

แต่นักวิทยาศาสตร์ยุคหลังจากอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ได้มีแนวคิดที่แตกต่างกันเล็กน้อย เพราะความคิดของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์นั้นมีความหมายที่ว่าจะสามารถเดินทางไปอนาคตและอดีตได้ หรือที่เราเรียกว่า การเดินทางข้ามเวลา นั้นเอง ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ไม่ได้มองว่ามันคือการเดินทางข้ามเวลา แต่มองว่ามันคือยืดหดของเวลา โดยที่เราจะต้องสามารถย่อขนาดตัวให้เล็กลงมากพอที่จะเข้าไปอยู่กาลอวกาศ และสามารถที่จะดึงตัวของตัวเอง

มาจากเส้นทางความเร็วของแสง และจะต้องเดินทางให้เร็วกว่า ถ้าหากว่าสามารถทำได้เราก็จะสามารถเดินทางไปข้างหน้าและย้อนกลับมาได้ ซึ่งเป็นการเดินทางที่เร็วกว่าเวลาและช้ากว่าเวลา โดยไม่ใช่การเดินทางข้ามเวลานั้นเอง ไม่ว่าแนวความคิดไหน ตัวแปรที่สำคัญของการเดินทางให้เร็วกว่าเวลานั้น เราจะต้องเดินทางด้วยด้วยความแสง

ซึ่งถือได้ว่าไม่มีทางเป็นไปได้อย่างแน่นอน ขนาดยานอวกาศอะพอลโล่11 ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นยานพาหนะที่เร็วที่สุดในโลกก็ยังเทียบกับความเร็วแสงไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ตามหลักของวิทยาศาสตร์แล้ว การที่จะมีวัตถุที่สามารคเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงให้เท่ากับความเร็วแสงหรือมากกว่าเร็วแสง จะทำให้เกิดพลังงาน ซึ่งมนุษย์เองมีความต้องการเดินทางข้ามเวลาด้วยความเร็วแสงนั้น

ร่างกายก็จะเกิดพลังงาน ซึ่งพลังงานนี้จะความรุนแรงและส่งผลอันตรายต่อร่างกายให้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน ในการเปลี่ยนแปลงนี้ก็ไม่มีใครหรือนักวิทยาศาสตร์คนไหนให้คำตอบได้เช่นกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น โดยสรุปแล้วถ้าหากการเดินทางข้ามเวลาเกิดขึ้นได้จริง มันคงไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนในจิตนาการ นิยาย ภาพยนตร์เลย

เพราะจะต้องอาศัยวิทยาการวิทยาศาสตร์หลากหลายศาสตร์ช่วยกันหาคำตอบในเรื่องต่างๆ แต่ถึงอย่างไรแล้วเราอาจจะต้องรอคอยเผื่อว่าในอนาคตวิทยาศาสตร์จะก้าวหน้าเพิ่มมากขึ้น และเราเองก็อาจจะสามารถหาคำตอบกับเรื่องได้ว่าแท้จริงแล้วทฤษฎีควอนตัมสามารถทำให้เดินทางข้ามเวลาไปได้จริงหรือไม่

 

สนับสนุนโดย  ae sexy

สิ่งมีชีวิตแรกบนโลกมาจากไหนกันแน่

มนุษย์ไม่ได้เป็นสิ่งมีชีวิตแรกที่เกิดขึ้นบนโลก ลิงที่ถูกตั้งเป็นทฤษฎีว่ามนุษย์ได้วิวัฒนาการมานั้นก็ไม่ได้สิ่งมีชีวิตแรกบนโลก รวมถึงไดโนเสาร์ที่การค้นพบว่าเป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่สุดก็ไม่สิ่งมีชีวิตแรกบนโลกเช่นเดียว เพราะถ้าบอกว่าไดโนเสาร์คือสิ่งมีชีวิตแรกบนโลก

ก็คงต้องย้อนกลับไปถามอีกว่า แล้วไดโนเสาร์เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ตามหลักของวิทยาศาสตร์คือ ไม่มีสิ่งใดที่เกิดขึ้นได้ด้วยการไม่มีอะไร ทุกอย่างล้วนแล้วแต่ต้องมีอะไรมาเป็นตัวกำเนิดทั้งสิ้น นี่จึงกลายมาเป็นคำที่ว่า สิ่งมีชีวิตแรกบนโลกนั้นมาจากที่ไหน

ซึ่งคำถามนี้ในทางวิทยาศาสตร์เองนั้นก็ยังไม่สามารถให้ตอบได้อย่างแน่ชัด ไม่มีใครทราบเลยว่าแท้จริงสิ่งมีชีวิตนั้นได้ถือกำเนิดที่โลก

หรือว่ามาจากอวกาศภายนอกของโลกที่เดินทางมาโลกด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งกันแน่ ในสิ่งมีชีวิตทั้งมนุษย์และสัตว์ได้มีส่วนประกอบพื้นฐานอย่าง กรดอะมิโน และวิตามินอยู่ และได้ทำการตรวจสอบว่าส่วนประกอบหลักนี้พบได้จากเศษน้ำแข็งที่อยู่บนอุกกาบาต และอยู่ในที่ที่มีสภาพแวดล้อมสุดขั้ว เพราะไม่มีการทิ้งรอยสำคัญใดๆเอาไว้เลยว่าสิ่งใดคือสิ่งมีชีวิตแรกบนโลก และการค้นหาส่วนประกอบพื้นฐานเหล่านั้นว่าถือ

กำเนิดมาจากอะไรนั้นก็ยังถือว่าเป็นเรื่องที่ยากมากในวงการวิทยาศาสตร์แขนงชีววิทยาเลยทีเดียว แต่ก็ได้มีนักวิจัยได้ออกมาให้คำตอบว่าสิ่งมีชีวิตแรกของโลกคือ ไซยาโนแบคทีเรีย เป็นสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์ตั้งแต่ไดโนเสาร์ และในปัจจุบันมันก็ยังไม่สูญพันธุ์เหมือนไดโนเสาร์ด้วย แต่ยังคงอาศัยอยู่รอบๆตัวเราซึ่งมันก็คือสาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียวนั้นเอง มันถือกำเนิดเกิดขึ้นเมื่อ 3,500 ล้านปี

ที่แล้ง และยังเป็นสิ่งมีชีวิตเริ่มต้นที่ก่อให้เกิดการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ตามมาในภายหลัง ทั้งนี้นักวิทยาศาสตร์เองได้ค้นพบว่า ไซยาโนแบคทีเรียเป็นต้นกำเนิดของพืช ได้ทำการวิวัฒนาการเป็นเซลล์พืชที่สามารถสร้างอาหารเองได้ด้วยวิธีการสังเคราะห์แสง คือ คลอโรพลาสต์นั้นเอง เพราะไซยาโนแบคทีเรียนี้มีโครงสร้างทีไม่ซับซ้อน

สามารถสืบพันธุ์โดยไม่อาศัยเพศได้ มันจึงเป็นสิ่งมีชีวิตแรกบนโลกที่มีอายุอยู่บนโลกได้นานที่ยังคงอยู่มาถึงปัจจุบัน แต่ถ้าหากจะถามว่าสัตว์และมนุษย์เกิดมาจาเข้าแบคทีเรียชนิดนี้หรือไม่ก็ไม่มีใครทราบเช่นเดียวกันว่า ระยะเวลาที่ผ่านมานั้นมันได้วิวัฒนาการไปอย่างไรบ้าง มีการรวมตัวของแบคทีเรียชนิดอื่นๆในภายหลังจนเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตรูปแบบขึ้นมาเรื่อยๆ

จนวิวัฒนาการมาเป็นสัตว์หรือมนุษย์อย่างปัจจุบันหรือไม่นั้นก็ไม่มีใครทราบได้ และเรื่องนี้ก็ยังถือว่าเป็นปริศนาที่วิทยาการวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันเองก็ไม่สามารถหาคำตอบมายืนยันได้ แต่ในอนาคตก็ไม่แน่นอน ถ้าหากทั้งวิทยาการวิทยาศาสตร์และวิทยาการเทคโนโลยีก้าวหน้ามากขึ้น ก็อาจจะสามารถรู้คำตอบได้ในไม่ช้า

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ดูบอล

How to คุณรู้หรือไม่ไข่สามารถลอยน้ำได้

          สำหรับการทดลองวิทยาศาสตร์นั้นไม่ได้มีข้อจำกัดว่าจะต้องทดลองที่ห้องแล็บหรือทดลองเฉพาะในโรงเรียนเท่านั้น  ขึ้นชื่อว่าวิทยาศาสตร์เราสามารถนำทุกอย่างที่อยู่รอบตัวของเรามาทำการทดลอง บ่อยครั้ง

ที่ผลจากการทดลองทางวิทยาศาสตร์ของเราสามารถนำมาต่อยอดเป็นสินค้าสำหรับขายได้ด้วย สำหรับวันนี้จะมาทำให้เห็นว่าไข่ไข่ที่น้ำหนักก็สามารถที่จะลอยน้ำได้เช่นกัน อุปกรณ์ที่ต้องเตรียมมีดังนี้  ไข่ไก่  2 ฟอง  แก้วน้ำ 2 ใบ  น้ำเปล่า    น้ำร้อน  และ เกลือ

           เมื่อเตรียมอุปกรณ์ทดลองครบแล้ว เรามาเริ่มการทดลองกันได้เลยค่ะ

  1. นำน้ำเปล่าใส่แก้วน้ำใบที่1  หลังจากนั้นใส่ไข่ไก่ลงไป จะเห็นได้ว่าไข่ตกลงไปที่ก้นแก้วทันที
  2. น้ำน้ำร้อนใส่แก้วแล้วนำเกลือ 4-5 ช้อนโต๊ะใส่ลงในแก้วน้ำร้อน แล้วคนให้เกลือละลาย เสร็จแล้วรอจนน้ำร้อนผสมเกลือเย็นลงหลังจากน้ำเย็นแล้วนำไข่ไก่ใส่ลงไปในแก้ว จะพบว่าไข่ไก่ในแก้วใบที่สองนั้นลอยน้ำได้

หลักการนี้สามารถอธิบายได้ว่า ทั้งน้ำและไข่ไก่มีโมเลกุลความหนาแน่น โดยไข่จะมีความหนาแน่นมากกว่าน้ำ เป็นเหตุให้การทดลองที่  1 เมื่อเรานำไข่ไก่ใส่ในแก้วน้ำเปล่า ไข่จึงจมลงในน้ำ  แต่เมื่อการทดลองครั้งที่สองเราเปลี่ยนจากน้ำเปล่าเป็นน้ำเกลือไข่ไก่ลอยน้ำได้

เพราะความหนาแน่นของไข่น้อยกว่าน้ำ  นี่คือผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์เพื่อทดลองเกี่ยวกับความหนาแน่นของสะสาร  ซึ่งจาการทดลองการทำให้ไข่ลอยน้ำได้ ยังสามารถเช็คได้ด้วยว่าหากมีไข่ลอยน้ำทั้งที่ใส่ในน้ำเปล่าเท่านั้นเป็นการตรวจสอบได้ว่าไข่ใบดังกล่าวเป็นไข่ที่เน่าเสียแล้ว จึงมีผลให้สามารถลอยได้ในน้ำเปล่า 

           นอกจากนี้มนุษย์เรายังไม่ได้มีการดัดแปลงการทดลองนี้มาทำเป็นอาหารได้ด้วย เช่นการทำไข่เค็ม ด้วยขั้นตอนที่คล้ายกันกับการทดลองไข่ลอยน้ำ คือเตรียมไข่ แต่โดยปกติไข่เค็มจะใช้ไข่เป็ดเพราะสีข้างในจะสวยกว่า น้ำอุ่นใส่เกลือ  ขวดโหลดที่สามารถมีฝาปิดสนิทอากาศเข้าไม่ได้ เพียงเท่านี้เราก็สามารถทำไข่เค็มนำมารับประทานได้แค่เอาน้ำเกลือใส่ขวดโหล

แล้วนำไข่ใส่ลงไปหลายๆฟองให้เต็ม หาพลาสติกมากดทับไข่ไว้ให้จอน้ำเกลือแล้วปิดขวดโหลให้แน่น อย่าให้อากาศเข้าเก็บไว้ในที่ร่ม สักประมาณ 2 – อาทิตย์ก็ได้ไข่เค็มมารับประทานหรือจะนำไปขายสร้างรายได้ก็ได้ หากเราต้องการทำไข่เค็มสามารถนำมาทอดเป็นไข่ดาวได้ให้เก็บไว้แค่ 2 อาทิตย์

แต่ถ้าหากอยากทำเป็นไข่ต้มเก็บไว้สัก 3 อาทิตย์  เห็นไหมคะว่าวิทยาศาสตร์อยู่คู่กับเรามานานแล้ว เราสามารถนำเรื่องการทดลองทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับชีวิตประจำวันได้ 

 

สนับสนุนโดย  ตารางบอลพรุ่งนี้