วันที่โลกดับมนุษย์เราจะเป็นอย่างไร

คุณรู้หรือไม่ว่าโลกใบนี้เกิดขึ้นมาจากอะไร? คุณรู้หรือไม่ว่าโลกใบนี้เกิดขึ้นมาเป็นระยะเวลานานเท่าไหร่แล้ว? เชื่อแหละว่าคุณเคยอาจจะสงสัยสิ่งเหล่านี้ หรืออาจจะตั้งคำถามที่มากกว่านี้เสียด้วยซ้ำที่เกี่ยวกับโลกใบ

คุณอาจจะตั้งคำถามมากมายเกี่ยวกับการกำเนิดโลก แต่คุณเคยคิดบ้างหรือไม่ว่าโลกนั้นอาจจะมีวันหมดอายุเหมือนอาหาร ที่ว่าสักวันหนึ่งมันอาจจะต้องสลายและหายไป หลายๆคนอาจจะไม่นึกถึงหรอกว่าโลกใบนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป

จึงไม่จำเป็นที่จะต้องมาสนใจ เพราะได้มีคนออกมาอธิบายเรื่องเกี่ยวกับวันที่ที่โลกจะดับหรือโลกแตกแล้วว่า เหตุการณ์เหล่านั้นจะเกิดขึ้นในอีก 7,000 พันล้านปีข้างหน้า แน่นอนว่าเราคงจะมีอายุที่จะสามารถอยู่ได้นานแล้วเห็นว่าโลกใบนี้สลายหรอก

แต่ในความเป็นจริงแล้วอายุของโลกที่ได้ถูกคำนวณออกมานั้นเป็นเพียงเวลาที่โลกจะต้องไม่มีปัจจัยอื่นๆที่ส่งผลกระทบหรือความเสียหายเท่านั้น ซึ่งผิดกับสิ่งที่เราเองนั้นต้องเผชิญกันอยู่ ในปัจจุบันมนุษย์เองนั้นได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับธรรมชาติมากขึ้น

ซึ่งการทำลายธรรมชาติก็ไม่ต่างจากการทำลายโลก ยิ่งเราทำลายมากเท่าไหร่อายุของโลกก็ยิ่งลดน้อยลง และปัจจัยในอนาคตที่จะก่อนเกิดโลกดับนั้นคือการที่มนุษย์จะสูญพันธุ์หายจากโลกนี้ไป และด้วยเวลาที่นานมากของวันที่โลกดับ นอกจากเราที่ไม่สามารถมีอายุที่ยาวนานอยู่ถึงวันนั้นได้ ก็อาจจะเป็นไม่มีมนุษย์หลงเหลืออยู่บนโลกใบนี้แล้วก็เป็นไปได้เช่นกัน

แต่ถ้าหากมนุษย์เราสามารถที่จะดำรงเผ่าพันธุ์ในการมมีชีวิตอยู่ในถึงอายุของโลกนานถึงขนาดนั้น ถ้าหากว่าโลกดับจริงๆ แน่นอนว่ามนุษย์จะไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ เพราะสูญเสียทรัพยากรทางธรรมชาติ ระบบนิเวศแปรปรวน ขาดออกซิเจนในการหายใจ โลกจะไร้แรงโน้มถ่วง เมื่อโลกไร้แรงโน้มถ่วงมนุษย์โลกและสิ่งมีชีวิต

รวมถึงวัตถุทั้งที่อยู่ภายในโลกก็จะกระเด็นออกสู่นอกทันที และข้างนอกโลกนั้นอันตรายมากกว่าภายในโลกเสียอีก อากาศด้านนอกไม่สามารถทำให้เรามีชีวิตอยู่ อวัยวะภายในจะบวมและจะทำการระเบิดตัวเอง แต่สำหรับอนาคตที่ไกลขนาดนั้นแล้ว มันก็ไม่แน่หรอกใช่หรือไม่ว่า เทคโนโลยี และ วิทยาศาสตร์ จะมีความก้าวหน้าและพัฒนาไปได้ไกลมากขึ้น

มนุษย์เราอาจจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ต่อไปบนโลกใบนี้ด้วยนวัตกรรมที่ทันสมัยอื่นๆ แต่ถึงอย่างไรนั้นก็หาพลังงานที่จะสามารถมาทดแทนสิ่งที่โลกทำให้มันกายไปอย่างเช่น นิวเคลียส เรื่องนี้ยังถือทั้งเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ ฉะนั้นแล้วสิ่งเราควรทำและปฏิบัติในตอนนี้คือการหยุดทำลายโลก และธรรมชาติจะเป็นการดีที่สุด

 

สนับสนุนโดย  www.ufa168.co ลิงค์เข้าใช้งานค่ะ

อาการรู้สึกขยะแขยงบอกอะไร

      เชื่อว่าหลายๆคนย่อมเคยเกิดอาการที่รู้สึกขยะแขยงกับบางสิ่งบางอย่างที่ตัวเองไม่ชอบกันอย่างแน่นอน ซึ่งในแต่ละคนก็ย่อมจะเกิดอาการทางความรู้สึกเช่นนี้ในแต่ละอย่าง แต่ละเหตุการณ์ที่แตกต่างกันออกไป

อาการเหล่านี้เป็นการแสดงออกมาผ่านทางความรู้สึกส่งต่ออกมายังร่างกายให้เกิดการตอบสนองเมื่อเจอสิ่งนั้นๆ และวันนี้เราจะมานำเสนอข้อมูลที่จะทำให้เราทุกคนได้รู้ว่าอาการที่รู้สึกว่าขยะแขยงแบบนี้นั้นสามารถที่จะบอกอะไรกับเราได้บ้าง

       ความรู้สึกขยะแขยงหรืออาการที่ทำให้รู้สึกขมคอ เกิดอาการที่ทำให้ท้องไส้ปั่นป่วนในตอนที่ได้เห็นอะไรบางสิ่งที่มีความน่ารังเกียจจนทำให้รู้สึกขยะแขยงขึ้นมานั้นแน่นอนว่าไม่ใช่อาการที่หลายๆคนทั่วไปนั้นจะพึงปรารถนาให้อาการดังกล่าวเกิดขึ้น ในทางของนักวิทยาศาสตร์เองก็ได้ออกมาออกมาให้ข้อมูลยืนยันเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าอาการดังกล่าวนั้นถือได้ว่าเป็นอาการส่วนหนึ่งที่บ่งบอกถึงวิวัฒนาการของมนุษย์

โดยที่ทางนักวิทยาศาสตร์เองได้ทำการวิจัยออกมาว่าความรู้สึกที่เป็นอาการขยะแขยงนั้นจะช่วยส่งผลดีกับสุขภาพของมนุษย์ได้อีกด้วย โดยที่ทางนักจิตวิทยาได้ทำการทดลองเพื่อหาข้อเท็จจริงเหล่านี้กับผู้คนชาวอังกฤษจำนวนหนึ่งทั้งในเพศชาย เพศหญิงจำนวนกว่า 2,000 คน

นั่นก็เพื่อที่จะได้คอยสังเกตดูปฏิกิริยาของแต่ละคนถึงการตอบสนองของร่างกายและความรู้สึกต่อสิ่งเร้าว่าแต่ละคนจะแสดงปฏิกิริยาอย่างไรออกมาเมื่อจะต้องเจอกับสิ่งที่น่าขยะแขยงต่างๆเหล่านั้น โดยที่ทางผู้คนที่ได้เข้าร่วมทำการทดลองนั้นจะทำการให้คะแนนในแต่ละสิ่งหรือ ในแต่ละสถานการณ์ต่างๆที่มีความน่ารังเกียจทั้งหมดจำนวน 75 รายการด้วยกันโดยผู้เข้าร่วมแต่ละคนก็จะต้องลงคะแนนตามความรู้สึกที่ตนได้รับมากน้อยแตกต่างกันไป

ซึ่งแน่นอนว่าระดับของคะแนนนั้นจะต้องมีความรู้สึกถึงความขยะแขยงเริ่มจากขนาดที่เล็กน้อยแบบปกติธรรมดาไล่เรียงไปจนถึงอาการความรู้สึกที่แสดงออดกมามากๆอย่างอาการคลื่นไส้ ปั่นป่วน ความรู้สึกที่สะอิดสะเอียนต่อสิ่งเร้านั้นๆซึ่งก็ถือว่าเป็นอาการที่รุนแรงมากที่สุดเลยก็ว่าได้ ในส่วนของสถานการณ์ต่างๆที่ทางผู้ทำการวิจัยได้มีการกำหนดเอาไว้

เพื่อใช้ในการทำการทดลองนั้นก็มีเหตุการณ์หลากหลายที่แตกต่างกันออกไปซึ่งในแต่ละเหตุการณ์ก็จะมีรูปแบบที่ไม่เหมือนกันอย่างเช่น การนำเอาสุนัขจรจัดมาเลียขาผู้เข้าร่วม ไปจนถึงเหตุการณแปลกๆที่ผู้เข้าร่วมอาจจะไม่ได้คาดคิดมาก่อนก็มีเช่นกัน

ซึ่งจากผลการวิจัยจากเหตุการณ์นี้ก็ทำให้ทางผู้วิจัยได้พบว่า มีผู้เข้าร่วมในการทำการทดลองที่เป็นเพศหญิงแสดงออกถึงอาการขยะแขยงอย่างรุนแรงในแต่ละเหตุการณ์ที่ทำการทดลองมากกว่าเพศชายที่มาเข้าร่วม 

         โดยทางผู้เชี่ยวชาญที่ได้ทำการวิจัยนี้ขึ้นมานั้นก็ได้อธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าอาการความรู้สึกที่แสดงออกมาถึงความขยะแขยงจากสิ่งต่างๆที่พวกเขาแต่ละคนได้พบนั้นจะเป็นสิ่งที่จูงใจทำให้มนุษย์ทุกคนต่างจะต้องพากันหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ต่างๆเหล่านี้อันจะนำมาซึ่งความเสี่ยงที่จุลินทรีย์ต่างๆจะทำการก่อให้เกิดโรครวมไปถึงการติดเชื้อต่างๆตามมาได้ในภายหลังนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  www.ufabet.com เริ่มเดิมพัน

ผี ในหลักวิทยาศาสตร์

บนโลกใบนี้ถือว่ามีสิ่งลี้ลับมากมายที่มนุษย์เรานั้นไม่สามารถหาคำตอบและวิทยาศาสตร์เองก็ไม่สามารถหาคำตอบได้เช่นกัน หนึ่งในนั้นก็คือ เรื่องผี เป็นความเชื่อของใครหลายๆคนบอกว่ามันคือดวงวิญญาณของคนที่ตายไปแล้ว แล้ววิญญาณออกจากร่าง เพราะเชื่อว่าร่างกายเป็นเพียงแค่ร่างที่ดวงวิญญาณอาศัยอยู่เท่านั้น

ถึงจะบอกแบบนั้นแต่หลายคนเองก็มีความหวาดกลัวของเรื่องผีเรื่องวิญญาณกันเป็นเสียตัวส่วนใหญ่ ขนาดบางคนนั้นยังไม่เคยเห็นด้วยตัวเองเลยด้วยซ้ำ แต่บางคนก็ไม่เชื่อว่า ผี หรือ วิญญาณ มีอยู่จริง เพราะถ้าหากให้อธิบายตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว ก็คงไม่สามารถเอาอะไรมาอธิบายหรือยืนยันได้ ซึ่งได้มีโต้เถียงกันว่า ที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถหาคำตอบได้นั้นเป็นวิทยาการทางวิทยาศาสตร์ไร้ประสิทธิภาพเองหรือไม่

จึงเกิดเป็นการถกเถียงกันมาเป็น 200-300 ปีว่า ผีมีจริงหรือไม่? ซึ่งได้มีนักวิทยาศาสตร์ออกมาตั้งข้อสันนิฐานเกี่ยวกับเรื่องผีหรือดวงวิญญาณขึ้น ในทฤษฎีที่1 ได้บอกว่า สิ่งที่เห็นนั้นคือภาพลวงตา ที่เกิดจากความผิดปกติของร่างกาย และในทฤษฎีที่2 บอกว่า เป็นอาการของประสาทหลอน คล้ายอาการผีอำ ซึ่งอาการผีอำนี้ถูกอธิบายว่า เป็นการที่เราตื่นนอนมาตอนที่เส้นประสาทและกล้ามเนื้อกำลังซ่อมแซมหรือกำลังคลายอยู่นั้นเอง

จึงทำเกิดเป็นอาการที่เรียกว่าผีอำ ทั้ง 2 ทฤษฎีนี้จึงสรุปได้ว่าเกิดจากความผิดปกติของร่างกาย แต่ก็ยังคงมีนักวิทยาศาสตร์บางส่วนนั้นออกมาเป็นเผยว่า ผี หรือ วิญญาณ มีอยู่จริง ซึ่งได้อธิบายว่า ผี เป็นสะสารที่มีพลังงานอย่างหนึ่ง มีพลังงานความถี่ในร่างกายที่แตกต่างกับของมนุษย์ ทำให้มองไม่เห็นหรือสื่อกันไม่ได้ และในเวลาต่อมาเพื่อพิสูจน์ค้นหาความจริง ได้เกิดทดลองขึ้น

โดยเปิดรับอาสาสมัครมาทดลองตาย ด้วยการทำให้หัวใจหยุดเต้นเป็นเวลาประมาณ 1-2 นาที ในการทดลองนี้มีทั้งผู้ตายจริง และไม่ตาย ในส่วนของผู้ที่ไม่ตายได้บอกว่า โลกหลังความตายนั้นมีอยู่จริง พวกเขาได้ไปในสถานที่ที่แตกต่างกัน อย่างไรแล้วการทดลองนี้ไม่อาจยืนยันได้ว่าเป็นการทดลองที่เกิดขึ้น

ในกลุ่มคนที่ไม่เชื่อก็ได้โต้แย้งกลับว่า โลกหลังความตายที่ว่านั้นก็คือความฝัน ความฝันที่เราจะไปไหนก็ได้ มันบอกไม่ได้เลยว่าเป็นผีหรือวิญญาณที่ออกจากร่าง ในปัจจุบันเองเรื่องของผี วิญญาณ ก็ยังคงเป็นเรื่องปริศนาที่หาคำตอบมายืนยันได้อย่างแน่นอน และยังคงเป็นเรื่องที่หลายๆคนทั่วไปกำลังถกเถียงกัน ไม่เว้นแม้แต่ในทางวิทยาศาสตร์เองก็พยายามที่จะหาคำตอบของเรื่องนี้เช่นเดียวกัน

 

ขอขอบคุณ  ทางเข้า Ufabet168  ที่ให้การสนับสนุน