อภิมหึมาภูเขาไฟระเบิด ปรากฎการณ์ที่อาจทำให้มนุษย์สูญพันธุ์

ว่ากันว่าภัยธรรมชาตินั้นเป็นสิ่งที่เราห้ามกันไม่ได้จริงๆ แม้แต่ในยุคที่เทคโนโลยีและวิทยาการทางวิทยาศาสตร์เองจะถูกพัฒนาเพิ่มขึ้นแค่ไหน จะถูกกล่าวขานว่าเป็นสิ่งที่สุดล้ำมากแค่ไหน แต่ก็สามารถเตือนภัยกับเหตุการณ์ทางธรรมชาติได้อย่างแม่นยำ

การคำนวณการเกิดภัยธรรมชาติแต่ละอย่างนั้นถือว่ายังเป็นเรื่องที่ยากอยู่ในแวดวงของวิทยาศาสตร์ เพราะมันไม่ได้ง่ายเหมือนกับการเกิดสุริยุปราคาที่จะวนเวียนและคำนวณได้อย่างใกล้เคียงมากที่สุด แต่ภัยที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาตินั้น

เราแถบไม่ทราบไม่เลยว่ามันจะเกิดที่ไหน เมื่อไหร่ ตอนไหน เวลาไหน ซึ่งอ้างอิงมาจากทดลองที่ได้รวมนักธรณีวิทยาหลายคนมาช่วยกันคำนวณการเกิดแผ่นดินไหว ผลลัพธ์ก็คือ สิ่งที่นักธรณีวิทยานั้นได้คำนวณไม่เกิดขึ้นตามอย่างที่ได้คำนวณไว้

แต่มันไปเกิดขึ้นเมื่อ 10 ให้หลังจากนั้น ซึ่งทำให้เห็นแล้วว่าภัยพิบัติจากธรรมชาติเป็นที่เหนือจะคาดการณ์ได้จริงๆ เช่นเดียวกับภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นเพื่อทำให้มนุษย์สูญพันธุ์ได้เช่นกัน ภัยพิบัติทางธรรมชาตินั้นปกติแล้วก็สามารถทำลายชีวิตของมนุษย์ได้อยู่แล้ว

แต่สิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่ทำลายเผ่าพันธุ์มนุษย์ให้หายไปจากโลกโดยสิ้นซากเลยทีเดียว นั้นก็คือ การเกิดอภิมหึมาภูเขาไฟระเบิด ที่สามารถทำลายมวลมนุษย์ได้ก็คือจะต้องมีแรงระเบิดอยู่ที่ระดับ8 ตามดัชนีVEI ที่จะมีอุณหภูมิต่างๆพุ่งออกมาจากปากปล่องของภูเขาไฟมาถึง 1,000  ลูกบาศก์เมตร ซึ่งตลอด 4,000 ล้านปีที่ผ่านมาโลกที่โลก

ได้ดำรงอยู่ในระบบสุริยะจักรวาล ได้มีการระเบิดของภูเขาไฟระดับ8 เพียงแค่ 42 ครั้งเท่านั้น โดยครั้งล่าสุดนั้นได้เกิดขึ้นไปเมื่อ 70,000 ปีที่แล้ว ณ เกาะภูเขาไฟโชก้า บนเกาะสุมาตราเหนือ ประเทศอินโดนีเซีย ถึงแม้ว่าการเกิดครั้งล่าสุดนั้นจะนานมาแล้ว

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่เกิดขึ้นอีกครั้ง เพราะนักวิจัยได้มีการคอยเฝ้าสังเกตการณ์ของ ยินส์โลสโตร ที่เป็นภูเขาไฟที่สามารถปะทุและเกิดแผ่นดินไหวระดับ8 ในอนาคตได้อีกครั้ง และถ้าหากว่ามันเกิดขึ้นจริงอีกครั้ง นอกจากจะเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่แล้ว

เถาภูเขาไฟที่จะถูกปล่อยออกมาในจำนวนมหาศาล จะทำการปกคลุมชั้นบรรยากาศของโลกจนมืดมิด ทำให้การไหลเวียนของสภาพอากาศนั้นล้อมเหลว จนทำให้โลกนั้นเกิดความเหน็บหนาว มนุษย์จะไม่สามารถปรับตัวได้ และนี่เป็นอีกหนึ่งสาเหตุจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ

ที่จะทำให้ทั้งสัตว์และสิ่งมีชีวิตทั้งโลกนี้สูญพันธุ์ไปทั้งหมด และยิ่งไปกว่านั้นอย่างที่ทราบกันดีว่าภัยธรรมชาตินั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถห้ามไม่ให้มันเกิดขึ้นได้ สิ่งที่ทำได้ก็มีเพียงแค่ให้มันหยุดเองเท่านั้น

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  gclub

แคมเบรียนเกิดขึ้นมาได้อย่างไร

คำถามของสิ่งมีชีวิตบนโลกยังคงเป็นเรื่องปริศนาที่ไม่มีใครทราบที่แน่ชัด รวมถึงในแวดวงการวิทยาศาสตร์เองก็เช่นเดียวกัน ที่ได้ค้นพบสิ่งมีชีวิตหลายๆอย่างแล้วบอกว่าสิ่งนี้คือสิ่งมีชีวิตของโลก บางทีมวิจัยก็บอกว่าสิ่งที่ตนเองค้นพบนั้นคือสิ่งมีชีวิตแรกบนโลก

จนสุดท้ายแล้วไม่มีอะไรสามารถมาระบุได้สิ่งมีชีวิตถูกค้นอันไหนคือสิ่งมีชีวิตแรกของโลกกันแน่ ซึ่งในบทความนี้เราจึงนำหลักฐานอีกชนิดหนึ่งมากล่าวถึง ที่มีการสันนิฐานว่าเป็นบรรพบุรุษแรกของสัตว์ทุกชนิดที่เกิดขึ้น นั้นก็คือ ยุคแคมเบรียน (Cambrian) ได้มีงานวิจัยออกมาอธิบายถึงแคมเบรียนว่า หลังจากโลกได้มีอายุมาถึง 4,000 ล้านปี

ได้มีสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นพร้อมๆกันมากมาย สิ่งมีชีวิตเหล่านี้มีรูปร่างหน้าตาที่แปลกประหลาด และอัศจรรย์เป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลัง พวกมันมีที่อยู่อาศัยในทะเล พวกมันนั้นมีสมอง เส้นเลือด และหัวใจ แต่บ้างก็ว่ามันเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 540-560 ล้านปีที่ผ่านมา

การเกิดสิ่งมีชีวิตหลากหลายในระยะเวลาอันสั้นนี้จึงเป็นที่มาของประกฏการณ์ “การระเบิดทางชีวภาพยุคแคมเบรียน (Cambrian Explosion) ถึงแม้ว่ามันจะยังคงเป็นเรื่องที่น่าสงสัยตลอดระยะเวลาที่ผ่าน แต่ทีมวิจัยเองนั้น

ก็ต่างไม่ได้หยุดการค้นหาข้อมูลของการกำเนิดมันขึ้นมาได้อย่างไร ซึ่งในเวลาต่อมานักวิทยาศาสตร์ก็ได้ออกมากล่าวถึงการพบเจอ เบอร์เจสส์ เชล เป็นพื้นที่ที่อุดมไปด้วยซากดึกดำบรรพ์ หรือฟอสซิล ที่ธรรมชาติได้รักษาเอาไว้เป็นอย่างดี และหลังจากนั้นก็ได้มีทีมวิจัยอื่นๆค้นพบซากดึกดำบรรพ์ตามพื้นที่ต่างๆมากขึ้น

ซึ่งได้มีการรายงานสรุปว่า เป็นซากฟอสซิลทางทะเลที่เกิดขึ้นในช่วงของการระเบิดชีวภาพยุคแคมเบรียน นักวิจัยเองก็ได้ทำการตรวจสอบและเปิดเผยในเวลาต่อมาว่า มันมีปัจจัยหลายๆอย่างที่ทำให้ซากฟอสซิลเหล่านั้นสามารถถูกเก็บรักษาเอาไว้ได้เป็นอย่างดี โดยมีข้อสันนิฐานว่าเดิมทีพื้นที่เหล่านี้อาจจะเป็นใต้น้ำลึกมากๆ มาก่อนเมื่อประมาณ 550 ล้านปีที่แล้วได้

เพราะระดับความดึกอย่างนี้จึงทำให้มีออกซิเจนอยู่น้อยมาก จนสามารถเก็บร่างกายสัตว์ที่ตกลงสู่ก้นทะเล ร่างของสัตว์ที่ตายเหล่านั้นจะถูกปกคลุมด้วยตะกอนเป็นเวลานานกว่าล้านปี ก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงสภาวะ จนพื้นที่แห่งนี้ถูกผลักให้กลายเป็นพื้นแผ่นดินบนบก ที่มีความเสถียรภาพมากขึ้น เพราะไม่มีเหตุการณ์ภูเขาไฟ

หรือแผ่นดินไหวมากระทบ ทั้งนี้การหาคำตอบว่าการระเบิดแคมเบรียนจะยังไม่ได้คำตอบอย่างแน่ชัด แต่อย่างน้อยเราก็ทราบถึงข้อมูลของมันคราวๆแล้ว และนักวิทยาศาสตร์เองก็ยังคงทำการคิดค้นกันต่อไปอย่างแน่นอน เชื่อว่าในอนาคตเราอาจจะได้ทราบข้อมูลปริศนานี้ก็เป็นแน่

 

สนับสนุนโดย  สมัครยูฟ่าเบท

สิ่งแปลกปลอมจากมนุษย์ต่างดาว ในร่างกายนักโปเลียนที่1

เพราะจักรวาลที่ใครๆก็ต่างบอกว่ามันกว้างใหญ่ไพศาล มีระยะที่ไม่สิ้นสุด คุณเชื่อหรือไม่ว่ามีสิ่งมีชีวิตที่คล้ายกับมนุษย์อาศัยอยู่ในดวงดาวที่แสนจะห่างไกลจากโลกของเราออกไป หรือที่เรียกกันว่า มนุษย์ต่างดาวนั้นเอง

เราอาจจะคิดว่ามนุษย์ต่างดาวนั้นคนพึ่งรู้จักได้ไม่นาน แต่คุณจะทราบหรือไม่ว่าแท้จริงแล้ว มนุษย์ต่างดาวนั้นถูกเหล่าขานกันมาแต่ช้า และมักจะเกิดเรื่องแปลกเกิดขึ้น ซึ่งบทความนี้เราจะมาเล่าถึงบุคคลหนึ่งที่เขาบอกว่าเขานั้นโดนมนุษย์ต่างดาวลักพาตัวไป

และในยุคสมัยนั้นยังไม่มีใครเรียกสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นว่ามนุษย์ต่างดาวด้วยซ้ำ หรือนี้อาจจะเป็นการเปิดตัวของเรื่องราวมนุษย์ต่างดาวกันแน่ บุคคลนั้นที่ว่าก็คือ นักโปเลียนที่1 ซึ่งตัวเขาเองนั้นได้บอกว่า เขาถูกผู้ใดก็ไม่รู้จับตัวไป คนเหล่านั้นพูดภาษาแปลกๆ และมีรูปร่างหน้าตาที่แปลกประหลาด เขานั้นถูกจับไปเป็นหลายวันเลยทีเดียว

ซึ่งตรงกับในเหตุการณ์ของบนโลกว่า นักโปเลียนที่1 ได้หายตัวไปอยู่หลายวัน ทำให้หลายคนเริ่มเกิดความสงสัยแล้วมันเป็นเพียงสถานการณ์ที่เขานั้นสร้างขึ้นมา หรือเป็นความจริงกัน เขาได้เล่าเรื่องราวทุกอย่างที่เขาได้ไปพบเจอมานั้น จนในเวลาต่อมาเขาได้พบว่าร่างกายของตนเองมันมีความผิดปกติ สาเหตุที่พบก็คือภายในร่างกายของเขานั้นมีสิ่งแปลกปลอมถูกฝังเอาไว้ ในตอนนั้นไม่มีใครทราบได้ว่าสิ่งแปลกปลอมสิ่งนั้นมันคือสิ่งใด

แต่หากหลักฐานที่หลงเหลือมาระบุได้ว่าสิ่งแปลกปลอมที่พบว่าถูกฝังอยู่ในร่างกายของนักโปเลียนที่1 นั้นก็คือ ไมโครชิป แน่นอนว่าในยุคสมัยนั้นไม่มีไมโครชิป และมีความจำเป็นอะไรที่จะต้องนำไปฝังไว้ในร่างกาย ซึ่งทำให้ทุกคนประหลาดใจเป็นอย่างมาก และลงความเห็นว่าสิ่งที่เขาได้เล่ามาก่อนหน้านี้นั้น ดูเหมือนท่าจะเป็นความจริงๆ

เขาได้ไปเจอมนุษย์ที่มีรูปร่างลักษณะประหลาดมาจริงๆ และหากนั้นคือไมโครชิปจริงๆ ก็สามารถอธิบายได้เลยว่า มนุษย์ต่างมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์เป็นอย่างมาก ต้องก้าวหน้ามากแค่ไหนถึงจะสร้างยานพาหะที่สามารถเดินทางมายังโลกได้ด้วยความไวแสง เพราะมนุษย์โลกเองยังไม่สามารถทำได้

และไม่สามารถเดินทางออกไปได้ไกลเพื่อที่จะหาสิ่งมีชีวิตอื่นๆภายในจักรวาลแห่งนี้อีกด้วย ถ้าในสมัยที่โลกยังไม่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ โลกของสิ่งมีชีวิตอื่นได้ก้าวไปไกลอย่างมากแล้ว ซึ่งหมายความว่าในปัจจุบันคนเรานั้นจะต้องมีการพัฒนาและวิวัฒนาการที่ล้ำเลิศอย่างมาก แต่ถึงอย่างไรก็ยังไม่มีอะไรมาพิสูจน์เรื่องการมีชีวิตของมนุษย์ต่างดาวอยู่จริงหรือไม่

ถ้าหากเราไม่ได้ออกไปสำรวจทั่วจักรวาล แต่ในอนาคตก็ไม่แน่ มนุษย์เราอาจจะสามารถสร้างยานพาหนะที่เร็วกว่าความไวแสง และมีเชื้อเพลิงพอที่จะเดินทางข้ามผ่านไปยังจักรวาลอื่นๆได้ เราอาจจะทราบก็ได้ว่าในจักรวาลแห่งนี้ และจักรวาลอื่นๆ มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่อย่างมนุษย์เราหรือไม่

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย   จีคลับ คาสิโน

เราเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์แล้วหรือยัง

ถ้าหากจะถามว่าเราเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์หรือยัง คุณจะคิดว่าอย่างไร หลายๆคนคงอาจจะบอกว่า แน่นอน มนุษย์เรานั้นสมบูรณ์แบบเรียบร้อย มีครบทั้งความสามารถและสติปัญญา แต่ในบทความนี้ที่เรากำลังจะถามนั้นไม่ความสามารถของมนุษย์ หรือ สติปัญญาของมนุษย์

แต่หมายถึง เราจะวิวัฒนาการต่อไปหรือไม่ ไม่ใช่แค่วิวัฒนาการทางด้านสมอง สติปัญญา แต่รวมไปถึงรูปร่าง ลักษณะ และการดำรงชีวิตอยู่ของมนุษย์อีกด้วย

ต้องบอกก่อนว่าคงจะไม่มีใครไม่ทราบว่ากว่ามนุษย์เราจะมีเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัยก้าวหน้าอย่างทุกวันนี้ ได้มีการคิดค้นมาตั้งแต่สมัยยุคโบราณ แนวคิดว่ามนุษย์มีต้นกำเนิดมาจากลิง หากเป็นเช่นนั้นตามทฤษฎีนี้จริง คุณจะเห็นได้ว่ามนุษย์เรานั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยอย่างไร แน่นอนว่าเปลี่ยนไปในเชิงมากเลยทีเดียว

หากมนุษย์เราในปัจจุบันไปเปรียบเทียบกับลิงแล้ว ลักษณะในตอนนี้นั้นเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่ามีความแตกต่างกันอย่างมาก ซึ่งนั้นหมายความว่าเรามีการวิวัฒนาการที่ดีขึ้นไปเรื่อยๆยิ่งขึ้น ทั้งการหาอาหาร การสร้างบ้านอยู่อาศัย การสร้างอุปกรณ์ต่างๆเพื่ออำนวยความสะดวก จากแรกเริ่มที่บรรพบุรุษเราได้เริ่มทำนั้นนับเป็นการพัฒนาที่เพิ่มมากขึ้นจนถึงปัจจุบัน

นี่จึงเป็นการตั้งคำถามว่า เราเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์แบบหรือยัง หมายถึง มนุษย์ในยุคสมัยปัจจุบันจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือมีวิวัฒนาการต่อไปอีกหรือไม่ หรือนี่จะเป็นสุดยอดของมนุษย์แล้ว ในวิทยาศาสตร์เองก็ได้กล่าวว่า มีความเป็นได้ที่มนุษย์จะมีการวัฒนาการเพิ่มขึ้นไปอีกยิ่งขึ้น

ไม่ใช่แค่ในเรื่องของสติปัญญาและความสามารถ แต่ยังจะหมายถึงวิวัฒนาการทางรูปร่างลักษณะภายนอกอีกด้วย นั้นเป็นเพราะแต่เดิมมนุษย์ยุคแรกที่ถูกค้นพบทั้งหมดนั้นมีรูปร่างลักษณะที่คล้ายๆอย่าง ผมที่มีแต่สีดำหรือน้ำตาล ดวงตาที่มีแต่ดำหรือน้ำตาล เท่านั้น เป็นต้น

แต่ในปัจจุบัน เราจะเห็นได้ว่ามีมนุษย์ที่ตาหลายสี ไม่ได้ความว่าในคนคนหนึ่งมีหลายสี ทั้งสีเขียว สีฟ้า สีเขียวอมฟ้า สีน้ำตาลส้ม สีเทา รวมไปถึงเส้นผมที่มนุษย์มีมาตั้งแต่เกิดอย่างผมสีขาวสนิท ผมสีทอง ผมสีน้ำตาลอ่อน สิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนเครื่องพิสูจน์แล้วว่ามนุษย์ได้มีการวิวัฒนาการแตกต่างจากหลักฐานของมนุษย์ยุคโบราณเป็นอย่างมาก

ซึ่งแปลว่าในอนาคตเองมนุษย์จะมีวิวัฒนาการต่อไปขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะมนุษย์แต่ละคนนั้นไม่ได้มีความต้องการแค่เฉพาะกลุ่มของตนเองเท่านั้น มีสืบพันธุ์กับมนุษย์ที่ต่างรูปแบบนั้นเกิดขึ้นให้เห็นบ่อยอยู่ทั่วไป ทำให้สร้างรุ่นต่อไปที่แตกต่าง นั้นก็ถือว่าเป็นการวิวัฒนาการอย่างหนึ่งแล้วนะ

เพราะเหมือนเป็นได้โครงสร้างแบบใหม่เกิดขึ้น และจากรุ่นสู่รุ่นไปเรื่อยๆนั้นเองจะทำให้เราผลิตมนุษย์ออกมาหลากหลายลักษณะ นี่จึงเป็นคำตอบที่ว่า เราอาจจะไม่ใช่มนุษย์โดยเสมบูรณ์แบบอย่างแน่นอน

 

สนับสนุนโดย   www.ufabet.com ลิ้งเข้าเว็บไซต์คะ