วิมานะ

 

จักรวาลนั้นเป็นที่ที่รวมหลายสิ่งหลายอย่างเอาไว้มากมาย แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นก็คือระบบริยะจักรวาลของเรานั้นเอง สำหรับระบบสุริยะจักรวาลแล้วมัน  คือสิ่งที่ใกล้ตัวของเรามากๆ ที่บอกว่าใกล้ตัวเพราะมันคือพื้นที่ที่โลกของเรานั้นโคจรอยู่

แต่นอกจากโลกแล้ว หลายคนก็คงจะรู้กันดีว่ามันประกอบไปด้วยอะไรบ้าง และก็เชื่อได้เลยว่าสำหรับระบบสุริยะจักรวาลแห่งนี้  หลายคนที่คิดว่ารู้จักมันเป็นอย่างดีแล้ว นั้นคงจะไม่ใช่เท่าไหร่ เพราะแม้แต่นักวิทยาศาสตร์  ก็ยังมีคำถามบางข้อเกี่ยวกับระบบนี้ที่ยังหาคำตอบไม่ได้

 

ระบบสุริยะจักรวาลนั้นมีดวงดาวต่างๆมากมาย แน่นอนว่า  โลกของเราก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่คุณเชื่อหรือไม่ว่า ในดาวเคราะห์ทั้งหมดที่อยู่ในระบบที่กว้างใหญ่แห่งนี้  จะมีเพียงโลกของเราดวงเดียวที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่

แต่ไม่เชื่อก็คงต้องเชื่อเพราะว่าจากการศึกษา  และสำรวจระบบสุริยะให้ตอนนี้ เท่าที่เทคโนโลยีของเราจะสามารถออกไปสำรวจได้  มีเพียงโลกของเราเท่านั้น  ที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ และเรื่องที่เรานั้นจะพูดถึงเกี่ยวกับทฤษฎี มนุษย์ต่างดาวในยุคโบราณ

เรื่องวิมานะ ในทฤษฎีนักบินอวกาศโบราณ ที่ได้มีการพรรณนาถึง  มนุษย์ต่างดาวว่าพวกเขานั้นเป็นสิ่งมีชีวิต  ที่เหมือนพระเจ้า และมียานพาหนะคล้ายกับ ยานรบจากสวรรค์  ซึ่งมันก็ดูเหมือนกับว่าสิ่งนี้  จะมีอยู่มากในตำราฮินดู โบราณเช่นในมหากาฬที่ยิ่งใหญ่ของอินเดียอย่าง Mahabharata ซึ่งได้มีการอธิบายถึง 

พระราชวังที่บินได้  ที่เรารู้จักกันในชื่อ วิมานะ สำหรับคำบรรยายถึงลักษณะ ถึงวิมานะนั้น ของชาวอินเดีย สมัยโบราณที่ได้มีการบันทึกเอาไว้  ตามตำนานของชาวอินเดีย  ในคัมภีร์พระเวท ที่มีการกล่าวถึง ในยุคโบราณเป็นการกล่าวอ้างถึง  พาหนะที่มีลักษณะคล้ายยานอวกาศนั่นเอง  แต่แตกต่างก็เพียงในตำนาน กล่าวอ้างว่า การเดินทางของยาน วิมานะ ใช้ขับเคลื่อนด้วยลม

  มีลักษณะที่พิเศษที่  ได้กล่าวไว้ในคัมภีร์  คือ เสียงของยาน วิมานะนี้ ไพเราะ ใน 3 โลก เลยที่เดียว แต่บางจารึกนั้น  ก็ได้มีการกล่าวไว้ว่ามีมากกว่านี้ นักทฤษฎีนักบินอวกาศโบราณพวกเขานั้นมองว่า  อากาศยานในนิยายเหล่านี้เป็นเรื่องจริง แต่ด้วยความตีความที่สับสนของมนุษย์โลกในยุคโบราณนั้น 

จึงทำให้พวกเขามองว่าเทคโนโลยีของมนุษย์ต่างดาวเหล่านี้คือพาหนะของพระเจ้าในขณะที่คำอธิบายลักษณะบางอย่าง  ของวิมานะนั้นก็ดูเหมือนว่าจะคล้ายกับ UFO แน่นอนว่าเรื่องที่เรานั้นได้กล่าวไปข้างต้น  ถือว่าเป็นเรื่องที่หลายคนก็ไม่นึกว่ามันจะเกิดขึ้น หรือว่ามีความเชื่อแบบนี้เกิดขึ้นมาได้ แต่ทว่ามันก็เกิดขึ้นมากบนโลกของเรา

 

ได้รับการสนับสนุนโดย    sagame

ดาวเอนเซลาดัส

ในปัจจุบันนี้นั้นโลกของเราได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมาก และเรื่องราวของอวกาศนั้นก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่อยู่ไกลตัวมนุษย์อย่างเราอีกต่อไปแล้ว เพราะในปัจจุบันนี้มนุษย์นั้น

  มีการพัฒนาเทคโนโลยีตลอดจนเครื่องไม้เครื่องมือทันสมัย เพราะฉะนั้นการที่จะออกไปบุกเบิก  ในดินแดนที่เราไม่รู้จักก็น่าจะนับว่าเป็นอีกเรื่องที่น่าสนใจ และน่าค้นหา แล้วก็ยังเป็นการค้นหาคำตอบ  อีกด้วยว่าภายนอกนั้นมีอะไรอยู่บ้าง 

สำหรับในทุกวันนี้นั้นมีการค้นพบใหม่ๆ  ที่ไขปริศนาความลับของสิ่งที่เราเรียกว่าจักรวาล สำหรับจักรวาลของเราแล้วมันไม่เหมือนกับทุกสิ่งที่เราเคย มันเป็นอะไรที่ต้องค้นหาคำตอบ แต่ทั้งหมดต้องมาจากความรู้ในเชิงวิทยาศาสตร์  ที่สามารถพิสูจน์ได้

อย่างที่เรานั้นได้มีการกล่าวไปข้างต้นแล้วว่า  จักรวาลของเรานั้นมีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นมากมาย แต่นักวิทยาศาสตร์ก็พยายามอย่างมากเช่นเดียวกันที่  จะศึกษาเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในจักวาลของเรา แน่นอนว่ามันไม่ได้เป็นเรื่องที่ง่ายเลย และในวันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องที่เกี่ยวกับ ดาวเอนเซลาดัสกัน ก่อนอื่นนั้นเราควรที่จะมุ้งหน้าไปสู่วงโคจร  ของดาวเสาร์กันก่อนเลยดีกว่า ในเท่าที่ทราบ คือวันที่ 22 พฤศจิกายน     ปี 2009

ยานอวกาศลำหนึ่งโคจรรอบดาวเสาร์ กล้องของยานนั้นสามารถที่จะจับภาพ  ที่คาดว่าจะไม่ได้พบ กับดวงดาวที่ส่วนใหญ่เป็นดวงดาวที่ตายแล้ว  ความประหลาดของมันคือ นักวิทยาศาสตร์รายงานว่า พบน้ำพุร้อนพุ่งออกมาจากรอยแยกของพื้นดิน

และยังพบ ก้อนน้ำแข็งขนาดมหึมา นักวิทยาศาสตร์ ตั้งชื่อดาวที่ค้นพบนี้ว่า เอนเซลาดัส เป็นหนึ่งในดาวบริวารของดาวเสาร์ และการมองที่พื้นผิวแผ่นที่ขั้วโลกใต้ ระยิบระยับที่ขั้วโลกใต้ของ  ถึงแม้ว่ามันจะมีขนาดที่เล็ก และภูเขาไฟของเอนเซลาดัสนั้น 

ก็มีความแตกต่างจากภูเขาไฟบนโลกของเราอีกด้วย ซึ่งเป็นแมกมาร้อนที่เป็นหินที่หลอมเหลว แต่เอนเซลาดัสนั้น กลับเป็นน้ำที่เป็นของเหลวพุ่งออกมาแล้วก็แข็ง ยานลำนี้ที่สำรวจสามารถบินทะลุเข้าไปยังแหล่งพลังงานที่ระเบิดออกมา  ในอวกาศนับร้อยไมล์ด้วยความเร็ว 1,400 ไมล์ต่อชั่วโมง สำหรับดาวดวงนี้มันสะดุดตาของเราเมื่อไม่นานมานี้เอง

เพราะว่าเรานั้นเห็นน้ำร้อน ที่พุ่งขึ้นมาจากขั้วโลกใต้ เพราะเราไม่เคยเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นแบบนี้  บนดาวบริวารที่เป็นน้ำแข็งเลย อย่างไรก็ตามสำหรับการศึกษาเกี่ยวกับดาวเสาร์นั้น แน่นอนว่าสิ่งที่เรานั้น จะข้ามไม่ได้ก็คือการศึกษาเกี่ยวกับดาวบริวารของมันด้วย ทุกเรื่องที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบ ไม่ใช้เรื่องบังเอิญ แต่เพราะด้วย เทคโนโลยี่ที่ทันสมัยเรา จึงได้รับรู้ในสิ่งที่น่าค้นหา

 

ได้รับการสนับสนุนโดย   UFABET เว็บหลัก

ดาวเคราะห์ที่ไม่มีชื่อ

โลกดาราศาสตร์และอวกาศนั้นเป็นเรื่องหนึ่งในรายวิชาวิทยาศาสตร์ที่เราต้องได้เรียนกัน ส่วนมาในวิชาที่ว่านี้เรื่องส่วนใหญ่ก็จะเกี่ยวกับดวงดาวต่าง ๆที่อยู่ภายในระบบสุริยะของเรา เรียนเรื่องขององค์ประกอบว่าในระบบสุริยะนี้มีดาวเคราะห์กี่ดวง ดาวฤกษ์กี่ดาว สิ่งต่าง ๆ

เหล่านี้นั้นล้วนแต่มีอยู่แล้วในระบบสุริยะของเรา แต่คุณรู้หรือไม่ว่าในระบบสุริยะนอกจากดาวเคราะห์ทั้ง 8 ดวงที่เรารู้จักกันดีแล้วนั้นมันก็ยังมีดาวเคราะห์ที่นักวิทยาศาสตร์และนักดาราศาสตร์ยังเชื่อว่ามีอีกภายในระบบแห่งนี้

ถึงแม้ว่าในวิชาเรียนนั้นจะพูดถึงดวงดาวต่าง ๆ ในระบบสุริยะแต่คุณรู้หรือไม่ว่านั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบสุริยะเท่านั้น เพราะระบบที่ว่านี้ยังมีเรื่องต่างๆ อีกมากมายที่ในวิชาเรียนไม่ได้พูดถึงซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่น่าทึ่งเอามากๆ เมื่อเราได้ลองที่จะศึกษาดู ดาวเคราะห์โดยทั่วไปนั้นมักจะเกิดความไม่เสถียรภาพหลังการสร้าง

พวกมันมักจะเปลี่ยนวงโคจรเนื่องจากวงโคจรของพวกมันจะถูกเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง  ด้วยแรงโน้มถ่วงของดาวดวงอื่นๆ ซึ่งในปี 2005 นักวิจัยสามกลุ่มได้มีการใช้ทฤษฏีนี้ในการเสนอแบบจำลองที่ดีของการ   ก่อตัวของระบบสุริยะ ในอดีตที่ผ่านมานั้น

การดูดกันระหว่างแรงโน้มถ่วงของดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ ได้มีการทำให้ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน เปลี่ยนวงโคจรของมันเอง และได้ส่งดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์ให้ออกห่างไกลไปจากดวงอาทิตย์มากขึ้น โดยที่ดาวพฤหัสบดียังคงมีความพยายามที่จะเคลื่อนตัวเพื่อให้ตังมันเองเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากยิ่งขึ้น

ก่อนที่มันจะถูกส่งกลับไปยังระบบสุริยะชั้นนอกเหมือนเดิม รูปแบบของทฤษฏีนี้มีการได้รับการยมรับว่าเป้นความจริงมาโดยตลอด จนกระทั่งในปี 2011  ส่วนหนึ่งของทฤษฏีได้มีการถูกหักล้างซึ่งในเวลานั้นนักวิทยาศาสตร์บางคนได้กล่าวว่า ถ้าทฤษฏีดังกล่าวเป็นจริงทั้งหมด จะต้องมีดาวเคราะห์ดวงที่ 5 ระหว่างดาวอังคารและดาวพฤหัสบดี

แต่อย่างไรก็ตามได้มีการแก้ต่างในเรื่องที่ว่านี้ว่า ดาวเคราะห์ดวงดังกล่าวน่าจะพุ่งออกไปจากระบบสุริยะด้วยแรงโน้มถ่วงของดาวเสาร์ หรือไม่ก็ดาวพฤหัสบดี และในปี 2015 นักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ ได้มีการเสนอทฤษฏีที่เกี่ยวกับดาวเคราะห์ชั้นในอันประกอบไปด้วยดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก และดาวอังคาร ซึ่งพวกเขาได้กล่าวว่าดาวพฤหัสบดีเคยหลงเข้าไปในระบบสุริยะวงใน 

แรงโน้มถ่วงของดาวพฤหัสบดี  ก็น่าจะมีการทำลายล้างดาวเคราะห์ชั้นใน โดยเฉพาะอย่างยิ่งดาวพุธและดาวอังคารนั้นเอง ซึ่งดาวเคราะห์ดวงที่ 5 ที่ได้มีการคาดการณ์ไว้นั้นมัน  ก็คือดาวเคราะห์ที่ไม่มีชื่อนั้นเองเพราะรายังไม่สามารถทราบแน่นอนว่ามันมีอยู่จริง ๆ 

 

สนับสนุนโดย    ติดต่อ ufabet

ธีอา (Theia)

 

หลายสิ่งหลายอย่างที่เรานั้นได้เรียนรู้จากในห้องเรียน แต่นั้นคุณคิดว่ามนเพียงพอแล้วหรือยังสำหรับสิ่งที่คุณได้รู้มา แล้วหลังจากที่ได้เรียนในห้องเรียนแล้ว คุณนั้นเคยมีเรื่องอะไรที่คุณสงสัยว่ามันทำไมเป็น แบบนั้นแล้ว

ไม่กล้าที่จะถามครูผู้สอนหรือไม่ แน่นอนว่าต้อง แล้วเมื่อไม่กล้าถามสิ่งที่คุณควรจะทำต่อนั้นคือลองไปค้าหาข้อมูลและนำมาเปรียบเทียบกันดูแน่นอนว่า เมื่อคุณได้ศึกษาแล้วอาจจะติดใจในเรื่องรวมต่าง ๆ    ที่ได้ศึกษาจนไม่สามารถที่จะหยุดได้

อวกาศนั้นเป็นสิ่งที่กว้างใหญ่เอามาก ๆ ถ้าหากจะให้พูดแล้วเข้าใจได้ง่ายถึงความใหญ่เล็กในอวกาศนั้นก็คงจะต่างพูดถึงสิ่งที่ใหญ่ที่สุดนั้นก็คงจะเป็นจักรวาร ต่อมาก็คือกาแลกซี่ รองจากกาแลกซี่ก็คือระบบต่างๆ ที่อยู่ภายในกาแลกซี่และต่อมาก็คือดาวเคราะห์ต่างๆ

ในระบบสุริยะของเรานั้นมีดาวเคราะห์ต่างๆ มากมายที่น่าสนใจและน่าศึกษา ในระบบสุริยะที่เราคุ้นเคยกันดีนี้แน่นอนว่ามันยังมีสิ่งที่คุณยังไม่รู้อีกมากมาย นักวิทยาศาสตร์เคยเชื่อว่าโลกและดวงจันทร์ในปัจจุบันนั้น

ถูกสร้างขึ้นจากการชนกันของดาวเคราะห์ที่พวกเขาได้มีการเรียงมันว่า ธีอา ซึ่งกระแทกเข้ากับโลกในยุคแรกเริ่ม ซึ่งการชนกันในครั้งนั้นมันได้ทำให้ ธีอาซึ่งมีขนาดที่เล็กกว่าแตกสลาย และส่งเศษชิ้นส่วนออกสู่อวกาศซึ่งหนึ่งในชิ้นส่วนเหล่านี้นั้นก็ได้กลายมาเป็น ดวงจันทร์

และนักวิทยาศาสตร์ได้มีการพิสูจน์ทฤษฏีนี้  หลังจากการทดสอบก้อนหินบนดวงจันทร์ พวกเขาได้พบว่าก้อนหินที่โลกและก้อนหินบนดวงจันทร์นั้นเป็นสะสารชนิดเดียวกัน และในทุกวันนี้นักวิทยาศาสตร์ก็ยังคงเชื่อว่าธีอานี้ได้มีการกระแทกกับโลกเก่า เมื่อประมาณ 4.5 พันล้านปีก่อน

ดาวเคราะห์ทั้งสองได้มีการได้มีการผสมกันเพื่อสร้างโลกซึ่งชิ้นส่วนที่เป็นส่วนเกินของโลก  ก็ได้แตกออกเป็นดวงจันทร์ที่มีอยู่ให้เราเห็นในปัจจุบันนั้นเอง

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามในเรื่องที่เกิดขึ้นเหล่านี้นั้นเป็นสิ่งที่น่าสนใจและน่าศึกษาเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าในความเป็นจริงแล้วนั้นมันจะไม่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ แต่เรื่องเหล่านี้ก็ควรจะศึกษาไว้เพื่อเป็นความรู้ และถ้าหากดุดีๆ

แล้วนั้นเรื่องที่เกี่ยวกับอวกาศจะว่าเป็นเรื่องที่ไกลตัว  มันก็คงจะไม่ใช้ทีเดียวเพราะถ้ามองดี ๆ แล้วนั้นเรื่องที่ว่านี้อาจจะเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเรามาก ๆ ด้วยซ้ำไป แต่เรื่องเหล่านี้ก็ที่เราจะตัดสินใจเชื่อก็ควรจะหาข้อมูลจากหลายๆ ที่เพื่อมาเปรียบเทียบกันก่อน

 

สนับสนุนโดย    gclub ทดลองเล่น

ดวงอาทิตย์เป็นสีเหลืองเพราะมันกำลังลุกไหม้

หลายๆ คนที่ได้เรียนวิทยาศาสตร์เรื่องของระบบสุริยะ แน่นอนว่าในระบบสุริที่เรารู้จักกันดีนั้น        มีทั้งดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์ ดาวเคราะห์ ดาวหาง และอีกมามาย ซึ่งมันเป็นสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมาก สำหรับในส่วนที่เราได้เรียนกันไปนั้นก็เป็นเพียงส่วนเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นที่เกี่ยวกับระบบสุริยะ เพราะมันยัง    มีอะไรอีกมากให้เราได้ศึกษาหาคำตอบเกี่ยวกับความลับที่ซ้อนอยู่มากมาย

ถ้าเมื่อเราเรียนเกี่ยวกับเรื่องของระบบสุริยะ  หรือดวงดาวในอวกาศนั้น ส่วนใหญ่แล้วเราก็จะต้องเรียนว่า ลักษณะของดาวแต่ละดวงเป็นอย่างไร มีอะไรที่เป็นของประกอบของดาวดวงนั้นบาง ดาวดวงนี้เป็นดาวฤกษ์หรือว่าดาวเคราะห์อะไรประมาณนี้

และอีกสิ่งหนึ่งที่เราจะไม่พูดึงไม่ได้เลยนั้นก็คือ สีของพวกมัน แน่นนอนว่าในที่นี่ที่ไม่รู้จักดวงอาทิตย์ และถึงแม้ว่าดวงอาทิตย์นั้นจะเป็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่อยู่บนโลก นั่นก็รวมถึงมนุษย์เราด้วย แต่พวกเราส่วนใหญ่ก็ยังไม่เข้าใจถึงวิธีการทำงานที่แท้จริงของดวงอาทิตย์เท่าไหร่นัก

แล้วซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าดวงอาทิตย์ ที่เราว่ารู้จะกันดีนั้นเป็นสีเหลือง และอาจจะเป็นเพราะว่าเรากำลังคิดว่ามันกำลังลุกไหม้อยู่  ซึ่งสีดังกล่าวเป็นลักษณะของไฟ และนั้นก็หมายความว่าตอนนี้เรากำลังไม่เข้าใจว่าอะไรที่ทำให้ดวงอาทิตย์มีความร้อยที่รุนแรง

สำหรับดวงอาทิตย์เพียงหนึ่งเดียวที่มีบอยู่ในระบบสุริยะของเรามันไม่ได้เป็นสีเหลืองอย่างที่เราคิดแต่อย่างไร และดูเหมือนจะเป็นเพราะชั้นบรรยากาศของโลกที่ให้โทนสีเหลืองดังกล่าวแก่ดวงอาทิตย์ ซึ่งแสงแดดที่เรารู้จักกันนั้นจะเป็นสีขาวบริสุทธิ์และที่สำคัญไปกว่านั้นดวงอาทิตย์ไม่ได้กำลังลุกไหม้และเต็มไปด้วยเปลวเพลิงที่ไม่มีวันดับ

อย่างที่เราได้มีการเข้าใจกันแต่อย่างใด เพราะแท้ที่จริงแล้วภายในดวงอาทิตย์นั้นจะมีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นก๊าซไฮโดรเจนซึ่งที่ใจกลางของดวงอาทิตย์มีอุณหภูมิและแรงดันสูงมาก จะทำให้ก๊าซไฮโดรเจน หลอมรวมกันเป็นก๊าซฮีเลียมและแผ่พลังงานออกมาอย่างมากมายมหาศาล เป้นความร้อนและแสงสว่างซึ่งเราจะเรียกปฏิกิริยานี้ว่า ปฏิกิริยานิวเคลียส    ฟิวชัน

โดยพลังงานความร้อนและแสงสว่างที่ได้จากดวงอาทิตย์นั้น จะเอื้อให้เกิดสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิดบนโลกของเรา อย่างไรก็ตามมีสิ่งต่างที่เกิดขึ้นมากมายที่เรายังเข้าใจผิด และไม่เข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของพวกนี้อยู่อีกมาก แต่นั้นก็ไม่ใช้เรื่องยากที่เราจะสามารถเข้าใจได้

 

สนับสนุนโดย.   ufabet