ในอนาคตรูปร่างของมนุษย์จะเปลี่ยนไป

อย่างที่เราได้ทราบกันและได้ยินกันต่อมาเป็นทอดๆว่า มนุษย์เรานั้นมีบรรพบุรุษคือ ลิง ซึ่งได้มีการวิวัฒนาการทางร่ายกายและสมองจนมาเป็นมนุษย์อย่างที่เราเห็นกันในตอนนี้ ซึ่งในปัจจุบันได้มีคนออกมาบอกว่า ในอนาคตข้างหน้ามนุษย์เราจะมีลักษณะที่แตกต่างออกจะเดิมทีละนิดไปเรื่อยๆตามกาลเวลาจนไม่เหมือนเดิม แต่บางคนก็บอกมันจะเป็นไปได้อย่างไร

ทั้งทีสปีชีส์ของเราเหล่ามนุษย์นั้นก็เหมือนกัน แต่ถ้าหากได้ลองมองย้อนกลับไปดูเมื่อสมัยบรรพบุรุษของเรานั้นที่ใครหลายคนได้บอกว่าคือ ลิง ซึ่งความเป็นจริงนั้นมนุษย์เรานั้นไม่ได้เกิดมาจากลิงทั่วไป แต่เป็นลิงชิมแปนซี ที่มีการผสมพันธุ์ข้ามเผาพันธุ์

ซึ่งในตัวของลิงประเภทอื่นๆอาจจะมีสปีชีร์ที่มียีนส์แตกต่างกัน ทำให้รุ่นลูกที่เกิดมานั้นมีลักษณะคล้ายกับมนุษย์ จนมีการผสมพันธุ์หลากหลายรุ่นออกมาทำให้มีลักษณะที่เป็นมนุษย์มากยิ่งขึ้น โดยมีข้อสันนิฐานออกมาว่าแต่เดิมนั้นมนุษย์ในอดีตมีผมที่ดำ ดวงตามีสีดำหรือน้ำตาลเท่านั้น แต่เพราะสภาพอากาศ และ อาหาร อาจจะทำให้มนุษย์บางพื้นที่นั้นมีความเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย จนมีการสืบสายพันธุ์ต่างดินแดง

จนเราสามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ชัดในปัจจุบันคือ มนุษย์ทางฝั่งยุโรปนั้นมีผิวที่ขาว ผมสีขาวหรือทอง มีดวงตาหลากหลายสี มีรูปร่างที่สูงใหญ่ ซึ่งมีความแตกต่างจากมนุษย์ทางฝั่งทวีปเอเชียอย่างมาก โดยเชื่อกันว่าถ้าหากเชื่อตามหลักฐาน มนุษย์ในยุคแรกนั้นอาจจะมีต้นกำเนิดมาจากทวีปเอเชียก็เป็นได้ แล้วมนุษย์ในยุคปัจจุบันจะมีการวิวัฒนาต่ออีกหรือ จึงเป็นคำถามที่ว่าถ้าหากมนุษย์เราวิวัฒนามาจากลิงจริงๆแล้วทำไมลิงในยุคนี้ถึงไม่มีการวิวัฒนาต่อ

นั้นอาจจะเป็นเพราะในในปัจจุบันไม่มีลิงที่มีสปีชีร์เดียวกับมนุษย์หลงเหลืออยู่แล้ว จึงทำให้ลิงเหล่านั้นไม่สามารถสืบสายพันธุ์ต่อได้ ก็จะเหลือแต่พวกสปีชีร์เดียวกันเท่านั้น แล้วมนุษย์เรานั้นจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร? เพราะในปัจจุบันเราจะเห็นว่าคนจากเชื้อชาติมีความสัมพันธุ์ต่อกันทำให้มีการสืบสายพันธุ์ข้ามสายพันธุ์กันอย่าง มนุษย์เอเชียกับมนุษย์ยุโรป แน่นอนว่าผลลัพธ์ออกมานั้นมันจะมีความเป็นกลาง นั้นแหละจึงเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงและต่อยอดไปเรื่อยๆในอนาคต

ซึ่งมีข้อมูลออกมาเป็นเผยว่า จะมีมนุษย์ตาหลากหลายสีเพิ่มมากขึ้น ร่างกายมนุษย์จะสูงใหญ่เพิ่มมากขึ้น ในเรื่องของหน้าตานั้นอาจจะยังไม่มีให้เห็นได้เร็วๆนี้ แต่ก็มีนักวิทยาศาสตร์ได้ทำการสังเกตมาเรื่อยๆ และบอกว่าในอนาคตอันแสนไกลมนุษย์เราจะมีหน้าตาที่เปลี่ยนไปแน่นอน ซึ่งเขาได้วาดภาพของมนุษย์ในอนาคตออกมาแล้วพบว่ามันไม่มีความเป็นมนุษย์ในยุคปัจจุบันเลย แต่ก็นั้นแหละไม่มีใครรู้ได้เราเองนั้นก็จะอยู่ถึงเวลานั้นเสียด้วยซ้ำ

โลกจริง หรือ โลกคู่ขนาน

คุณเชื่อเรื่องเหล่านี้หรือไม่ เรื่องที่ว่าโลกเราไม่ได้แค่ใบเดียว

แน่นอนว่าหลายคนมีความเชื่อว่าในจักรวาลอันกว้างใหญ่ที่ระยะทางเป็นอนันต์แบบนี้นั้นคงจะมีดาวอีกหลากหลายด้วยที่คล้ายกับโลก และมีสิ่งมีชีวิตเหมือนมนุษย์ที่กำลังอาศัยอยู่เช่นเดียวกัน แล้วคุณเชื่อเรื่อง โลกคู่ขนาน หรือไม่ คุณอาจจะกำลังสงสัยว่าโลกนั้นคืออะไร

โลกคู่ขนานนั้นก็คือโลกที่เหมือนโลกที่เราอาศัยอยู่ในปัจจุบันทุกอย่าง มันก็หมายถึงดาวโลกดวงอื่นๆไม่ใช่เหรอ จะว่าไม่มันก็ใช่ แต่สิ่งที่ถูกพูดถึงในเรื่องของโลกคู่ขนานนั้นก็คือ ในโลกนั้นมีตัวตนของเราอีกคนอยู่ ฟังแล้วดูแปลกๆนะว่าไหม เรามีสองร่างอย่างนั้นหรือ เชื่อกันว่าโลกคู่ขนานนั้นเป็นสิ่งตรงข้ามกับเราทุกอย่าง จากซ้ายเป็นขวา

จากขวาเป็นซ้าย ในโลกปัจจุบันคุณอาจจะมีฐานะที่จน แต่ในโลกตู่ขนานนั้นคุณจะมีฐานที่บ้านรวยมาก ใช่ ทุกอย่างที่เป็นโลกคู่ขนานนั้นจะเป็นสิ่งตรงข้ามกับโลกจริงทั้งหมดแล้วเราสามารถที่จะเดินทางไปยังโลกคู่ขนานของเราได้หรือไม่ ต้องบอกไว้เลยว่าเราไม่สามารถที่จะเดินทางไปหาตัวเราในโลกคู่ขนานได้ แล้วมันมีอยู่จริงๆหรือโลกคู่ขนาน

ในความเป็นจริงแล้วเรื่องนี้ก็จะไม่สามารถหาข้อพิสูจน์หรือข้อเท็จจริงใดๆได้เลย ทฤษฎีโลกคู่ขนานเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ตัวเลือกในชีวิตของตัวเราเอง เมื่อเราต้องเลือกอะไรสักอย่าง แล้วตัดสิ้นใจเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งไป นั้นเท่ากับว่าอีกคนในโลกคู่ขนานจะเลือกอีกอย่างที่คุณในโลกจริงไม่ได้เลือก หรือแม้กระทั่งเหตุการณ์เดจาวู ที่หลายๆคนสงสัยว่าทำไมบางการกระทำถึงมีภาพมาทับซ้อนเหมือนกับว่าเคยมาก่อน นั้น

จึงเป็นสิ่งที่บอกว่าตัวคุณในโลกคู่ขนานได้กำลังทำสิ่งนั้นอยู่เหมือนกัน หรือคุณในโลกคู่ขนานได้กระทำสิ่งนั้นมาก่อนหน้าที่คุณกำลังจะทำ เลยเกิดสัญญาณที่จูนกันเข้าพอดี เลยทำให้เกิดภาพซ้อนทับกันชั่วขณะ แล้วคุณเชื่อจริงๆหรือว่านั้นคือคุณที่อยู่บนโลกขนาน แล้วตัวคุณในตอนนี้คือคุณที่อยู่บนโลกจริง ถ้าหากว่าโลกคู่ขนานนั้นมีจริง

ตัวคุณบนโลกคู่ขนานจะคิดเช่นเดียวกันหรือไม่ว่าโลกของเขานั้นคือโลกจริง แล้วโลกใบนี้ที่เรากำลังอาศัยอยู่นั้นคือโลกคู่ขนาน ในความเป็นจริงแล้วนั้นเราไม่อาจจะทราบได้เลยว่าโลกคู่ขนานที่ว่านั้นมีอยู่จริงหรือไม่ แล้วถ้าหากมีอยู่จริงๆโลกไหนคือโลกจริงของเรา และโลกไหนคือโลกคู่ขนานกันแน่ เรื่องนี้อาจจะต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของอนาคตและวิทยาศาสตร์ที่จะสามารถค้นพบข้อพิสูจน์เหล่านี้ได้หรือไม่

แบคทีเรียกับแฟชั่น

ยุคสมัยที่มีความเฟื่องฟูกันมากๆในทางเทคโนโลยี

และพัฒนาการของอารยะธรรมมนุษย์ทำให้เราได้เห็นสิ่งต่างๆมากมายที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ที่ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างสิ่งต่างๆเหล่านั้นขึ้นมา และที่เห็นได้ชัดเลยว่าโลกของเราได้

มีวิวัฒนาการของเทคโนโลยีที่ควบคู่ไปกับความงามนั่นก็คือ เรื่องราวของวงการแฟชั่นนั่นเอง ซึ่งในปัจจุบันก็มีการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆเพื่อใช้ในวงการนี้อยู่เสมอ อย่างที่วันนี้ที่เราจะมานำเสนอเกี่ยวกับการที่ได้คิดค้นนำเอาแบคทีเรียมาใช้ในการช่วยย้อมสีผ้าเพื่อที่จะลดการใช้น้ำ

      ทุกคนรู้หรือไม่ว่าเสื้อยืดที่หลายๆคนนิยมสวมใส่กันอย่างที่เป็นผ้าคอตตอนจำนวน 1 ตัวนั้นในกระบวนการทางการผลิตอาจจะมีการใช้ปริมาณน้ำที่มากถึง 630 ลิตรที่ใช้ในการย้อมสีเสื้อหนึ่งตัวนั้นเลยก็ว่าได้

โดยที่หลังจากนั้นน้ำที่เกิดเสียจากการผ่านสารเคมีโดยที่ไม่ได้มีการทำการบำบัดก่อนปล่อยทิ้งลงไปแหล่งน้ำต่างๆก็จะทำการคร่าชีวิตสัตว์น้ำจำนวนมากส่งผลเป็นมลภาวะที่ไม่ดี แต่สำหรับกระบวนการที่เราจะนำเสนอข้อมูลในวันนี้นั้นเป็นวิธีการใหม่โดยจะมีการใช้น้ำในกระบวนการผลิตเพียง 200 มิลลิลิตรต่อกระบวนการย้อมผ้าใน 1 กิโลกรัม

สำหรับกระบวนการในการย้อมผ้าในสายการผลิตนี้จะมีการใช้แบคทีเรีย“Streptomyces coelicolor” ซึ่งแบคทีเรียนี้เองที่จะเป็นตัวที่ทำให้ในกระบวนการย้อมผ้าในสายการผลิตนั้นมีการใช้น้ำในปริมาณที่น้อยลงอย่างมากต่อการย้อมสีผ้าในแต่ละครั้ง แน่นอนว่าวิธีการนี้เป็นวิธีที่สามารถช่วยให้มีการลดปริมาณที่จะเกิดน้ำเสียที่เป็นมลพิษอันเกิดมาจากกระบวนการย้อมผ้าในรูปแบบวิธีเดิมๆได้โดยในกระบวนการนี้เองก็มีเคล็ดลับในการย้อมผ้านั่นก็คือการใช้แบคทีเรียที่ชื่อว่า“Streptomyces coelicolor”ซึ่งจะมีการหมักกลุ่มของแบคทีเรียเหล่านี้

ลงไปในสารละลายน้ำตาลโดยมันจะเกิดปฏิกิริยาในการผลิตเม็ดสีต่างๆลงไปบนเส้นใยเนื้อผ้าโดยตรง แต่ทั้งนี้เองก็ขึ้นอยู่กับว่าแบคทีเรียต่างๆนี้จะถูกเลี้ยงมาอย่างไร มีกระบวนการเลี้ยงที่ดีหรือไม่ เลี้ยงไว้ที่ไหน ซึ่งจากความเป็นกรดด่างจากสิ่งรอบข้างอย่างสภาพแวดล้อมนั้นเองเราก็สามารถที่จะสร้างสีต่างๆขึ้นมาได้ด้วยอย่างเช่น สีกรมท่า สีชมพูสด ก็สามารถที่จะทำขึ้นได้

       ซึ่งหากจะถามว่าที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรแน่เป็นเรื่องของแฟชั่น เรื่องวิทยาศาสตร์ หรือว่าในเรื่องของการออกแบบ ก็ต้องบอกว่ามันสามารถเป็นได้ทั้งหมดที่กล่าวมา อย่างที่เราได้บอกไปข้างต้นว่าโลกนั้นได้มีวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าไปไกลมากๆทำให้ในปัจจุบันสิ่งต่างๆ

ที่เกิดขึ้นได้ถูกบูรณาการณ์เข้าหากันได้อย่างไม่น่าเชื่อ หรือเป็นสิ่งที่ไม่ได้มีใครคาดคิดเอาไว้ก่อนหน้านี้ว่ามันอาจจะเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามสิ่งต่างเหล่านี้เป็นเรื่องราวดีๆที่จะช่วยให้ชีวิตมนุษย์อย่างเรานั้นดำเนินไปได้อย่างดีมีคุณภาพ และแน่นอนว่าจะมีความสะดวกอีกมากมายเกิดขึ้นมาเพื่ออำนวยให้ชีวิตเราดำเนินไปได้อย่างมีคุณภาพมากยิ่งขึ้นไปอีก

ความจริงของมนุษย์ต่างดาว

คุณเชื่อหรือไม่ว่ามนุษย์ต่างดาวนั้นมีอยู่จริงในเอกภพอันกว้างใหญ่นี้ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ยังหาคำตอบไม่ได้ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะมีหลากหลายเหตุการณ์บนโลกเราที่แปลกเกิดขึ้นต่างๆนานา ที่สามารถนำเอาไปเชื่อมโยงกับมนุษย์อีกสายพันธุ์ที่ไม่ได้อาศัยอยู่บนพื้นโลกเดียวกับเรา เรื่องของมนุษย์ต่างนั้น

มีข่าวออกมาให้เห็นมาแต่นานแล้ว

รวมถึงเรื่องเล่าต่างๆ มีคนเห็นจานบินลักษณะแปลกๆบินอยู่เหนือท้องฟ้าแล้วได้ทำการบันทึกภาพเอาไว้ จนกลายเป็นใหญ่ หลายคนต่างก็พูดกันเป็นเสียงเดียวกันว่าของปลอมหรือใช้เทคนิคการตัดต่อเข้าช่วย จึงทำให้คลิปวีดิโอนั้นได้ถูกนำไปตรวจสอบอย่างละเอียด ปรากฏว่าคลิปนั้นเป็นจริงที่ไม่ได้กระบวนการตัดต่อโดยใช้โปรแกรมใดๆ

จึงทำให้เป็นฮือฮาให้กับเหล่าผู้คนสงสัยเป็นอย่างมากว่ามนุษย์ต่างมีอยู่จริงหรือ และอีกหนึ่งคำกล่าวจากนักวิทยาศาสตร์ที่ได้ออกพูดถึงการมีอยู่จริงของมนุษย์ก่อนที่เขาจะเสียชีวิต

เขามีความตั้งใจอยากจะบอกให้ทุกคนทราบก่อนที่จะเสียชีวิตว่า มนุษย์ต่างดาวนั้นมีอยู่จริง เพราะในโครงการทางวิทยาศาสตร์ของเรานั้นได้ร่วมมือกับมนุษย์ต่างดาว แต่ระยะเวลาที่ผ่านมาจะต้องปิดเป็นความลับไม่อย่างนั้นแล้วทุกคนจะแตกตื่น

เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ก็ใช้ว่าทุกคนจะตกใจหรือแตกตื่นอย่างใด เพราะสุดท้ายคนส่วนมากก็ไม่เคยได้มีการพบเจอกับมนุษย์ต่างดาวตัวจริงเลยสักครั้ง เล่าขานกันว่าที่จริงแล้วมนุษย์ต่างดาวนั้นอาศัยอยู่บนโลกเรามาเป็นเวลานานมากๆพอๆกับการที่มีมนุษย์เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ มนุษย์ต่างนั้นมีความแตกต่างจากมนุษย์ปกติบนโลกที่เราพบเจอกันทั่วไปตรงที่คนพวกนี้ฉลาดมาก

จึงข้อสันนิฐานว่าในอดีตมนุษย์และมนุษย์ต่างดาวอาศัยอยู่กัน มีความสัมพันธ์กัน ทำให้ลูกหลานที่เกิดมาได้รับสปีชีส์ทั้งของมนุษย์ทั่วไปและมนุษย์ต่างดาว กลายเป็นว่าโลกเรานั้นมีทั้งมนุษย์อาศัยและมนุษย์ต่างดาวที่ข้ามสายพันธ์อาศัยอยู่ ลักษณะจึงมีความคล้ายกัน

แต่แล้วมนุษย์ต่างดาวที่มาจากนอกโลกล่ะ มีจริงหรือไม่ มนุษย์ต่างดาวที่อยู่นอกไม่สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆได้เลยว่ามีอยู่จริงไหม แต่ก็มีข้อสงสัยเกิดขึ้นเช่นเดียวกัน โลกเรานั้นมีสิ่งชีวิตหลากหลายสายพันธุ์ไม่ใช่แต่มนุษย์ ยังมีสัตว์หลากหลายประเภท และยังมีเชื้อราแบคทีเรียต่างๆที่ถึงแม้จะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่สิ่งเหล่านี้ก็คือสิ่งชีวิตเหมือนกันเพียงแต่มีขนาดที่เล็กมาก

เช่นเดียวกับดาวดวงอื่นๆในเอกภพ เอกภพนี้กว้างใหญ่มาก ขนาดที่ว่ามนุษย์อย่างเราก็ยังไม่สามารถสร้างยานอวกาศที่จะใช้เดินทางไปสำรวจได้อย่างทั่วถึง นั้นแหละ

เราไม่สามารถทราบได้เลย นั้นหมายความหมายว่าในเอกภพของเรานั้นคงมีดาวที่คล้ายโลกอยู่อีกมากมายและมีสิ่งมีชีวิตเช่นกันกับโลก เพราะถ้าหากเป็นเช่นนั้น ไม่ใช่แค่นอกโลกที่ถูกเรียกว่ามนุษย์ต่างดาว แต่เราอาจจะเป็นมนุษย์ต่างสำหรับเขาเช่นเดียวกัน

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์

วิทยาศาสตร์ : วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ

      เราเคยสังเกตไปรอบๆตัวเรากันหรือไม่ว่าในอาณาบริเวณใกล้ๆรอบตัวเรานั้นมีสิ่งใดบ้างที่เป็นสิ่งที่ธรรมชาติได้สร้างสรรค์ขึ้น หรือธรรมชาติต่างๆที่อยู่รอบตัวเรานั้นเป็นอย่างไรมีอะไรบ้าง แต่การที่เราจะไม่ทันสังเกตเรื่องอะไรพวกนี้นั่นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะด้วยลักษณะการดำเนินชีวิตของแต่ละคนนั้นก็ไม่เหมือนกัน

ต่างคนก็ต่างมุ่งหน้าหาเป้าหมายจนอาจจะไม่ทันได้มองไปยังรอบๆตัว แต่วันนี้เราอยากจะมาแนะนำให้ทุกๆคนได้ทำความเข้าใจและรู้จักกับวิทยาศาสตร์ธรรมชาติกัน

       หากจะกล่าวถึงเรื่องของวิทยาศาสตร์ธรรมชาตินั้นหลายๆคนก็คงจะนึกถึงพวกต้นไม้ใบหญ้าเป็นอย่างแน่นอน สำหรับวิทยาศาสตร์ธรรมชาติเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในพื้นฐานเรื่องที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ประยุกต์นั่นเอง

 

โดยเป้าหมายของวิทยาศาสตร์ธรรมชาตินั้น

เกิดขึ้นมาเพื่อที่จะเป็นตัวที่อธิบายในเรื่องของกระบวนการทำงานหรือกลไกในการทำงานของโลกที่เราอาศัยอยู่นี้ด้วยหลักการทางธรรมชาติ โดยนอกจากนี้แล้วการแยกแยะระหว่างปรัชญาและวิทยาศาสตร์ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับธรรมชาติให้มีความแตกต่างกันก็ยังมีการใช้หลักการในเรื่องของวิทยาศาสตร์ธรรมชาตินี้เองในการตั้งเป็นข้อสังเกตในการแยกแยะให้ออก สำหรับวิทยาศาสตร์ธรรมชาติในปัจจุบันนี้ได้มีการนำมาใช้ประโยชน์ต่างๆในเชิงของความหมายที่เกี่ยวกับเรื่องของวิทยาศาสตร์ชีวภาพอีกด้วย โดยที่วิทยาศาสตร์ธรรมชาติที่เรานำมาเสนอในวันนี้นั้นจะประกอบไปด้วย 2 กลุ่มใหญ่ด้วยกันนั่นก็คือ วิทยาศาสตร์กายภาพ และวิทยาศาสตร์ชีวภาพ

สำหรับวิทยาศาสตร์กายภาพนั้น

จะเน้นไปที่การมุ่งศึกษาไปในส่วนของสิ่งต่างๆในธรรมชาติที่ไม่มีชีวิตกล่าวให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นก็คือเรื่องราวของ เคมี ฟิสิกส์ เรื่องของดาราศาสตร์ หรือแม้กระทั่งในส่วนของธรณีวิทยาเองก็เกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน ในส่วนของวิทยาศาสตร์ชีวภาพนั้นจะเน้นไปที่การศึกษาในเรื่องที่เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตเป็นหลัก ซึ่งในส่วนนี้เองก็มีการแบ่งแยกให้ออกมาเป็น 2 กลุ่มเพื่อระบุให้มีความชัดเจนเพื่อใช้ในการศึกษาได้ง่ายขึ้นโดยแยกเป็นกลุ่มของพฤกษศาสตร์ ที่จะทำการศึกษาค้นคว้าข้อมูลที่เกี่ยวกับพืชหรือต้นไม้ทุกๆชนิด ส่วนอีกกลุ่มนั่นก็คือกลุ่มของสัตวศาสตร์

โดยกลุ่มนี้นั้นจะเน้นในการศึกษาค้นคว้าข้อมูลที่เกี่ยวกับสัตว์บนโลกใบนี้ในทุกๆชนิดเลยก็ว่าได้ จากการวิเคราะห์พบว่าสาเหตุหลักๆที่ทำให้วิทยาศาสตร์ในด้านต่างๆสามารถที่จะมีการพัฒนาขึ้นไปในทิศทางที่ดีและรวดเร็วอยู่เสมอได้นั้น

เป็นผลมาจากการที่ทางวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่แล้วนั้นมักจะมีหลักการในการค้นหาข้อมูลความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในแต่ละเหตุการณ์สำคัญต่างๆโดยการมีการตั้งข้อสังเกตที่เป็นไปได้และน่าเชื่อถือมีการใช้เครื่องมือในการร่วมด้วยในการค้นคว้า มีการปรับใช้เทคโนโลยีต่างๆ จึงทำให้มีความแข็งแกร่งขึ้นได้จากความน่าเชื่อถือและสามารถพิสูจน์ได้เสมอจากศาสตร์นี้

        อย่างไรก็ตามสำหรับวิทยาศาสตร์นั้นในการจะเชื่อ หรือเผยแพร่ข้อมูลต่างๆออกมาได้นั้นจะต้องมีการพิสูจน์หาข้อเท็จจริงที่เป็นข้อมูลที่สามารถเชื่อถือได้ จึงทำให้โลกของเราได้มีการพัฒนาไปอย่างยั่งยืน

และก้าวล้ำต่อไปได้ด้วยหลักการต่างๆนี้ของทางวิทยาศาสตร์ ถือได้ว่าวิทยาศาสตร์นั้นมีบทบาทที่สำคัญมากต่อมนุษย์และโลกที่เราอาศัยอยู่

ปัญญาประดิษฐ์ในอนาคต

นับตั้งแต่อดีตจนมาถึงปัจจุบันเราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดบนโลกเรามากมาย ตึก อาคาร บ้าน อาหาร รวมไปถึงการใช้ชีวิตอยู่ เช่นเดียวกับสิ่งที่ก้าวหน้าแบบก้าวกระโดดที่ต้องคอยพัฒนาอยู่ตลอดเวลานั้นก็คือ เทคโนโลยี และ วิทยาศาสตร์

หลักแล้วก่อนที่เทคโนโลยีจะถูกกำเนิดและพัฒนามาได้ถึงขนาดนี้

ก็ต้องอาศัยหลักการทางวิทยาศาสตร์ กับ คณิตศาสตร์เข้ามาช่วยเป็นต้นกำเนิดอยู่ก่อนแล้ว เพราะการที่สร้างสิ่งประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อตอนสนองมนุษย์จะต้องใช้หลักการคำนวณเข้ามาช่วยในเรื่องสถิติ ฐานข้อมูลต่างๆ จนเกิดมาเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ให้ความสะดวกสบายมากมายต่อมนุษย์อย่างเช่น โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ รถยนต์ เป็นต้น

 

มนุษย์เราเองนั้นไม่ได้หยุดการพัฒนาเพียงเท่านี้

เพราะเทคโนโลยีจะเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับมนุษย์เราไปตลอดเวลา เห็นได้ชัดอย่างโทรศัพท์ ที่ในยุคแรกๆจะเป็นโทรศัพท์บ้านที่ต่อตรงตามสาบสัญญาณ แต่ในเวลาต่อมาก็สามารถพกพาได้ ไม่ว่าจะอยู่ไหนก็สามารถสื่อสารกันได้ และมาจนถึงปัจจุบันที่เราพบเห็น เรานั้นสามารถทำแถบทุกอย่างบนโทรศัพท์ได้แล้ว การกดสั่งอาหารผ่านแอพลิเคชั่นโดยไม่ต้องเดินออกจากบ้าน

สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ถูกพัฒนาขึ้นมา

และแน่นอนว่ามันจะต้องพัฒนาไปในหลายๆด้านในอนาคต นั้นแหละ เพราะในอนาคตเราจะต้องมีสิ่งประดิษฐ์เกิดขึ้นอีกมากมาย รวมไปถึงหุ่นยนต์ คุณอาจจะต้องสงสัยว่าทำไมต้องมีมัน หากมองในมุมของานทำงาน เทียบแรงระหว่างมนุษย์กับหุ่นยนต์ ร่างการมนุษย์นั้นต้องการพักผ่อนเพื่อให้มีแรงในการทำงาน ซึ่งแตกต่างจากหุ่นที่ความแม่นยำและเสถียรกว่า หุ่นยนต์ก็ต้องการพักเช่นกันกับมนุษย์

แต่การทำงานหุ่นยนต์จะสามารถทำงานได้ตลอดและสั่งการโดยระบบได้ หรือที่เขาเรียกว่า ปัญญาประดิษฐ์ ที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยระบบการทำงาน Ai นอกจากจะนำมาใช้ในการทำงานแล้ว ยังประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์อีกเช่นเดียว ซึ่งในอนาคตในมีการคิดไว้แล้วเราอยากจะสบาย ทำงานมาเหนื่อยๆก็คงไม่อยากทำอะไร

แต่ถ้าหากเรามีหุ่นยนต์ไว้ในบ้าน และตั้งค่าป้อนชุดคำสั่งลงไปว่าจะให้หุ่นยนตร์ทำอะไรบ้าง นั้นจะทำให้คุณชื่นชอบหุ่นยนต์เป็นอย่างมาก ทางผู้พัฒนาปัญญาประดิษฐ์ได้ทำการคิดและวางแผนไว้ล่วงหน้าเรียบร้อยแล้วว่า ต่อมนุษย์จะมีความต้องการหุ่นยนต์มากขึ้น

เพื่อที่จะได้เวลามากขึ้น หากพูดในแง่ของการทำงานที่ต้องมีแรงงาน

โดยเปลี่ยนการจ้างมนุษย์มาใช้หุ่นยนต์ในการทำงาน จะทำให้ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายให้แรงงาน แต่ก็ใช้ว่าไม่มีข้อเสียในสายงานบางอาชีพก็ไม่สามารถนำปัญญาประดิษฐ์เข้าไปแทนที่ได้ เพราะในสายงานบางอาชีพนั้นยังคงต้องใช้ความคิด ความรู้สึก และการแก้ไขเฉพาะหน้าอยู่ ฉะนั้นแล้วคุณต้องตามเทคโนโลยีให้ทันก่อนที่ปัญญาประดิษฐ์จะก้าวล้ำคุณ

ทำความรู้จัก อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

มาทำความรู้จัก อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ กันดีกว่า

ไม่มีใครในที่นี้คงไม่รู้จักนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังคนนี้เป็นแน่ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันเชื้อสายยิว ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ทางด้านฟิสิกส์และนักฟิสิกส์ทฤษฎี ที่ได้เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง และได้รับคำยกย่องว่าเป็น นักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่20 อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์นั้นได้เป็นผู้นำเสนอทฤษฎีสัมพัทธภาพ

และยังมีส่วนร่วมในการช่วยพัฒนากลศาสตร์ควอนตัม กลศาสตร์สถิติ รวมถึงจักรวาลวิทยา เมื่อปีพ.ศ.2464 อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ได้รับรางวัลโนเบลในสาขาฟิสิกส์ ซึ่งนั้นเป็นเพราะการอธิบายถึงปรากฎการณ์โฟโตอิเล็กทริก และ การทำประโยชน์แก่ฟิสิกส์ทฤษฎี

 

หลังจากที่ไอน์สไตน์ได้ทำการคิดค้นแล้วพบกับทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปได้

เขาได้กลายมาเป็นผู้ที่มีชื่อเสียง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาเลยในยุคสมัยนั้นสำหรับแวดวงของนักวิทยาศาสตร์ ในเวลาต่อมาไปนานชื่อของเขาได้แพร่กระจายไปทั่วจนมากขึ้นยิ่งกว่านักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆในประวัติศาสตร์ เขาได้ถูกพูดถึงเป็นอย่างมากและได้กลายเป็นแบบอย่างของบุคคลที่มีความฉลาดอัจฉริยะ ความนิยมของเขานั้นได้ทำให้เขามีการใช้ชื่อในการโฆษณา

รวมถึงการได้จดทะเบียนชื่อ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ให้เป็นเครื่องหมายการค้าอีกด้วย ซึ่งตัวของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์นั้นได้พึงระลึกถึงผลกระทบทางสังคมอยู่เสมอ ที่มีผลมาจากการที่เขาได้ค้นพบแล้วเข้าใจในวิทยาศาสตร์อย่างถ่องแท้และลึกซึ้ง ในฐานที่เขาได้รับการยกย่องเป็นปูชนียบุคคลแห่งความบรรลุทางปัญญา

เข้ายังได้รับการยกย่องอีกที่ว่าได้เป็นนักฟิกส์ทฤษฎีที่ทรงมีอิทธิพลต่อวิทยาศาสตร์ที่สุดในปัจจุบัน ทุกผลงานการสร้างสรรค์ของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ยังคงเป็นที่น่าเคารพนับถือ ทั้งในความเชื่อ ความสง่า ความงาม และความรู้แจ้งเห็นจริงในเรื่องของจักรวาล นั้นหมายถึงว่า เขาได้เป็นที่ยอมรับและได้เป็นแรงบันดาลใจในวิทยาศาสตร์ให้แก่นักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ ความอัจฉริยะ ความฉลาดของเขาในเชิงโครงสร้างนั้นได้แสดงให้เห็นถึงองค์ประกอบของจักรวาล

โดยผลงานเหล่านี้ได้ถูกนำเสนอผ่านผลงานและหลักการทางปรัชญาของเขาเอง ในทุกวันนี้ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ จึงยังคงเป็นบุคคลสำคัญที่เรานั้นรู้จักกันดีในฐานะนักวิทยาศาสตร์ที่โด่งดังที่สุดคนหนึ่ง ทั้งในวงการวิทยาศาสตร์และนอกวงการ ทั้งหมดนี้ความเป็นมาของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ หลังจากนี้เราจะมาพูดถึงผลงานสำคัญของเขาที่สร้างขึ้นมาบ้างว่ามีอะไร ดังนี้

  • ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ
  • ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป
  • วางรากฐานของจักรวาลเชิงสัมพัทธ์และค่าคงที่จักรวาล
  • ขยายแนวความคิดยุคหลังนิวตัน
  • ทำนายการหักเหของแสงจากแรงโน้มถ่วงและเลนส์แรงโน้มถ่วง
  • อธิบายปรากฏการณ์ของแรงยกตัว
  • ทฤษฎีการแกว่งตัว
  • ทฤษฎีโฟตอน
  • ทฤษฎีควอนตัม
  • พลังงานที่จุดศูนย์
  • อธิบายรูปแบบย่อยของสัมการของชเรอดิงเงอร์
  • EPR paradox
  • ริเริ่มโครงการ ทฤษฎีแรงเอกภพ

นอกนี้ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ยังได้ตีพิมพ์ผลงานทางวิทยาศาสตร์ของเขาออกมามากกว่า 300 ผลงาน และงานอื่นๆอีกที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับทางวิทยาศาสตร์อีกมากกว่า 150 ผลงาน สมแล้วที่เขาได้รับการยกย่องว่าได้เป็น บุรุษแห่งสตวรรษ

วิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจ

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าออกจากนอกโลกโดยไร้ชุดอวกาศ

จากที่เรามักจะเห็นนักอวกาศของนาซ่าขึ้นไปสำรวจบนดวงจันทร์เมื่อหลายสิบปีก่อน ก็เห็นได้ว่าทุกคนนั้นเมื่อออกจากยานพาหนะแล้วนั้นจะต้องสวมใส่ชุดสีขาวๆตัวใหญ่ๆ หรือแม้ในกระทั่งภาพยนตร์ที่เราดูแล้วมีฉากที่ต้องท่องไปยังโลกอวกาศก็จะต้องใส่ชุดป้องกันเหล่านี้ในการใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกโลก

คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่าถ้าหากเราไม่ใส่ชุดป้องกันเหล่านั้นจะเกิดอะไรขึ้น แน่นอนว่าคุณคงต้องเคยคิดสงสัยกันอยู่แล้ว สิ่งหนึ่งที่รับรู้ได้โดยไม่ต้องหาสเหตุเลยก็คือ เราต้องใส่ชุดแบบนั้นเมื่ออยู่นอกโลก

ถ้าไม่ใส่ชุกพวกนั้นขณะที่อยู่นอกโลกเราจะต้องตาย

นี่เป็นสิ่งที่ทำให้เห็นว่าเราสามารถรู้ผลลัพธ์ของการไม่ใส่ชุดป้องกันได้โดยไม่ต้องมีใครบอกแต่อย่างนั้น แต่คุณจะทราบเหตุผลที่แท้จริงหรือไม่ว่ามันจะส่งผลทำให้มนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตจากโลกเมื่อออกไปในจักรวาลแล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้างถ้าหากไม่ใส่ชุดป้องกัน นั้นก็เป็นเพราะว่า ถ้าเราไม่ใส่ชุดอวกาศเมื่อออกไปนอกโลก

ในตอนช่วงแรกๆของการออกไปเจออวกาศอันกว้างใหญ่ ในระยะเวลาประมาณ 10-15 นาทีนั้นเราจะยังคงพอมีสติอยู่ แต่ในเวลาต่อมาเราจะรู้สึกได้ถึงน้ำค่อยๆระเหยออกจากลิ้น และเหงื่อเริ่มออก ร่างกายจะเริ่มรับรู้ถึงความหนาวเย็น อาหารที่อยู่ในกระเพาะในลำไส้จะพุ่งออกมาทางปาก จมูก อย่างรวดเร็ว หูดับจนไม่ได้ยินเสียงอะไร หัวใจจะเต้นในจังหวะที่น้อยลง

ความดันในหลอดเลือดจะสูงเพิ่มขึ้น ร่างกายจะบวมขึ้นเป็น 2 เท่าที่เกิดขึ้นจากการที่ฟองก๊าซในของเหลวภายในร่างกายก่อตัวขึ้น แสงจากดาวที่แผ่ออกมานั้นจะมีรังสียูวีที่ทำให้ผิวจากปกติเปลี่ยนเป็นสีฟ้าม่วง ตาจะเริ่มมองไม่เห็นและบอดในที่สุด

ปอดจะมีการฉีกขาดจากฟองอากาศจนมันระเบิดออกมา

หัวใจจะหยุดการทำงานและหยุดเต้นโดยใช้เวลาประมาณ 90-180 วินาที หลังจากนั้นอวัยวะส่วนอื่นๆจะหยุดทำงานตามไปด้วย ทำให้เราเป็นเหมือนซากขยะที่ลอยอยู่บนอวกาศต่อไป ฉะนั้นแล้วการเดินทางออกนอกโลกจึงมีความเป็นที่ต้องสวมชุดอวกาศเพื่อความปลอดภัย

เพราะชุดอวกาศก็เปรียบเสมือนอากาศขนาดเล็กที่ป้องกันความร้อนและความเย็นที่มากเกินไป มีออกซิเจนที่เหมือนกับโลกช่วยในการหายใจ มีน้ำสำหรับดื่ม ในส่วนของหมวกนิรภัยนั้นเคลือบด้วย เส้นทอง

สำหรับการป้องกันแสงและรังสีของดวงอาทิตย์ และชุดที่ทำออกแบบมาให้มีความหนาหลายชั้นเพื่อป้องกันของมีคมที่มาพวกเศษสะเก็ดดาวที่มีแรงพุ่งเหมือนกันกับกระสุนปืน ชุดอวกาศถูกพัฒนาปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ สภาพแวดล้อมในช่วงเวลาที่ได้เดินทางออกไปอยู่ทุกครั้ง

ดวงอาทิตย์มีวันดับหรือไม่?

ดวงอาทิตย์ (Sun) คือ ดาวฤกษ์ที่เป็นจุดศูนย์กลางในระบบสุริยะ

ดวงอาทิตย์นั้นให้ทั้งความสว่าง ความร้อนและพลังงานหลากหลายแบบให้แก่โลก ดวงอาทิตย์มีสถานะที่เรียกว่า พลาสมา จัดเป็นสะสารสถานะที่4 นั้นคือ แก๊สที่ อิเล็กตรอนไม่ได้ยึดติดกับนิวเคลียส ทำให้พลาสมาเป็นกลางต่อประจุไฟฟ้า

บริเวณโดยรอบของดวงอาทิตย์ประกอบไปด้วยดาวเคราะห์ ดาวบริเวณบริวาร ดาวเคราะห์น้อยนับแสน และดาวหางอีกหลายล้าน ทั้งหมดนี้จึงถูกเรียกรวมกันเป็น ระบบสุริยะ โลกกับดวงอาทิตย์มีระยะห่างจากกันราวๆ 150 ล้านกิโลเมตร มีมวลประมาณ 1.9 x 1030 กิโลกรัม มีรัศมีประมาณ 695,500 กิโลเมตร ภายในดวงอาทิตย์ประกอบไปด้วย ไฮโดรเจน 75% ต่อมวล ฮีเลียม 25% ต่อมวล แลละธาตุหนักอื่นๆน้อยกว่า 1% ต่อมวล

พื้นผิวของดวงอาทิตย์ที่มนุษย์เรานั้นสามารถมองเห็นได้อุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 5,500 องศาเซลเซียส ซึ่งนักดาราศาสตร์ได้ทำการวัดอุณหภูมิของผิวดาวฤกษ์ในหน่อยเคลวิน จะได้ 1 เคลวิน = 1 องศาเซลเซีล = 1.8 องศาฟาเรนไฮต์ เคลวินและองศาเซลเซียลนั้นอาจจะถูกมองว่าเหมือนกันแต่ที่จริงแล้วนั้นมีความแตกต่างกันของจุดเริ่มต้น ซึ่งหน่วยเคลวินจะเริ่มที่ 0 เคลวิน

ในขณะที่องศาเซลเซียสเริ่มที่ -273.15 องศาเซลเซียส ก็จะเท่ากับ -459.67 องศาฟาเรนไฮต์ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า อุณหภูมิของผิวดวงอาทิตย์มีค่าประมาณ 5,800 เคลวิน มีอุณหภูมิที่ส่วนแกนกลางชองดวงอาทิตย์สูงถึง 15 ล้านเคลวิน

พลังงานดวงอาทิตย์นั้นเกิดขึ้นมาจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน

โดยเกิดขึ้นที่แกนกลางของดวงอาทิตย์ โดยการรวมตัวันของอะตอมของธาตุเบาที่ได้อะตอมใหม่ ที่มีมวลน้อยกว่ามวลรวมของอะตอมที่เริ่มต้น และในมวลที่หายไปนั้นได้ถูกนำไปเปลี่ยนเป็นพลังงาน ดวงอาทิตย์นั้นมีความเป็นแม่เหล็ก นักวิทยาศาสตร์ได้กล่าวว่า ความเป็นแม่เหล็กของสารในรูปแบบของสนามแม่เหล็ก

บริเวณที่เป็นสนามแม่เหล็กจะมีผลต่ออวกาศที่อยู่โดยรอบวัตถุแม่เหล็กนั้นด้วย ซึ่งสนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์จะมีความเข้มมากที่บริเวณจุดเล็กๆ นั้นก็คือ จุดมืดบนดวงอาทิตย์ และในบางครั้งก็จะมี ลุกจ้า และการปล่อยก้อนมวลจากชั้นโคโรมาออกมาจากจุดมืดนี้ด้วย ลุกจ้า คือ เหตุการณ์ที่รุนแรงมากในระบบสุริยะ และการปล่อยก้อนมวลจากชั้นโคโรมา

มีความรุนแรงมากกว่าเหตุการณ์ลุกจ้า ซึ่งการปล่อยก้อนมวลนี้ในแต่ละครั้งจะปล่อยมวลสารออกมามากถึง 20,000 ล้านตันสู่อวกาศ

แล้วสุดท้ายนี้คำถามที่ว่า ดวงอาทิตย์จะมีวันดับหรือไม่? นั้นกล่าวได้ว่า ดวงอาทิตย์กำเนิดขึ้นเมื่อราวๆ 4,600 ล้านปีที่แล้ว ยังมีเชื้อเพลิงอยู่มากเพียงพอที่จะสามารถอยู่ต่อไปได้อีกถึง 5,000 ล้านปี โดยหลังจากนั้นจะเข้าสู่การเป็นดาวยักษ์แดง

และในท้ายที่สุดหากว่าชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์หมดไป แกนกลางจะถูกยุบลงตัวไปและกลายเป็นดาวแคระขาวที่ไร้ความร้อนและแสงสว่าง

ลูกโปร่งวิทยาศาสตร์

เราเชื่อว่าหลายๆคนคงเคยเล่นลูกโปร่งวิทยาศาสตร์เพราะเวลาที่เราเล่นนั้นเราต้องอมแล้วหมุนกาวแล้วก็เอามาเปล่าหลังจากที่เราเป่านั้นเล่นได้สักพักก็จะแตกหรือว่าเราเป่าแตกก็จะบีบจนเหลืออันเล็กแต่ที่เรานั้นระหว่างบีบนั้นจะมีเสียงเปาะแปะดังซึ่งทำให้เรานั้นสนุกมากในวัยเด็กนั้น

แต่หารู้ไหมว่าเดียวนี้ไม่ค่อยได้ให้มีเล่นกันแล้วเพราะเป็นอันตรายต่อร่างกาย ซึ่งเป็นสาระเหย แต่ก็ยังมีคนลักลอบเอามาขายกัน

วันนี้เราจะมาพูดถึงลูกโปร่งวิทยาศาสตร์

เพราะเขาไม่ให้เล่นเพราะอะไร ในเมื่อตอนที่เรานั้นเด็กๆนั้นเรายังไปซื้อมาเล่นเลยอันละหนึ่งบาท แต่เห็นว่าเดียวนี้ขายอันละห้าบาทถึงสิบห้าบาท

ลูกโปร่งวิทยาศาสตร์นั้นเป็นของเล่นที่วัยเด็กนั้นส่วนใหญ่จะได้เล่น ซึ่งจะมีกลิ่งที่ฉุนและแรง ต่อมาทางสาธาณสุข ได้บอกเกี่ยวกับส่วนผสมของลูกโปร่งวิทยาศาสตร์ว่ามีอะไรบ้างแล้วเอาตรวจสอบซึ่งผลวิจัยว่าพบสารระเหย ที่ทำให้เป็นสารเสพติดชนิดหนึ่งได้ 

ถ้าเรานั้นสูดดมเข้าไปหรือเอาเข้าปากนั้นอาจจะทำให้ร่างกายนั้นเสื่อมสภาพทางร่างกายหรืออาจจะตายได้ ถ้าเรานั้นสูดดมมากหรือเอาเข้าปาก

ดังนั้นเราควรที่จะดูแลลูกหลานของเราไม่ให้ไปเล่นเพราะว่าเด็กเล็กนั้นอาจจะไม่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ เราควรที่จะดูแลลูกหลานแต่เดียวนี้ได้มีกฎหมายถ้าใครฝ่าฝืนแล้วเอามาขายนั้นมีโทษจำคุกแล้วปรับ

เพราะผลกระทบที่ได้จากลูกโปร่งวิทยาศาสตร์นั้นเทียบเท่ากับสารระเหยชนิดหนึ่งเลยเพราะของเล่นชนิดนี้ต้องสูดดม และต้องเอาเข้าปากเมื่อเอามาเล่นบ่อยๆนั้นอาจระเหยเข้าปอดได้เมื่อที่เด็กนั้นเล่นรู้เท่าไม่ถึงการณ์ 

เลขาธิการ  ได้พูดกล่าวไว้ว่า ในทางการแพทย์ได้แบ่งออกสารระเหยเป็นสองชนิด สองลักษณะคือ  สารพิษระยะเฉียบพลัน

ซึ่งผู้ที่ได้รับสาระเหยชนิดนี้เหมือนกันกับการเมาสุรา เพราะเวลาที่พูดจาจะเหมือนคนลิ้นพันพูดอ้อแอ้ ควบคุมตัวเองไม่ได้  และมีอาการเหยื่อบุภายในช่องปาก และจมูกมีน้ำลายไหลมากต่อมานั้นมีฤทธิ์กดทำให้ง่วงซึม

แต่ถ้าเรานั้นได้สูดดมอย่างสูงนั้นสารระเหยนั้นจะไปกดศูนย์หายใจอาจจะทำให้ถึงแก่ชีวิตได้  หรืออาจจะมีอาการจามไอ ท้องเสีย หรือว่าเป็นลมชักแบบลมบ้าหมูเกิดจากที่เรานั้นสูดดมเป็นระยะเวลาที่นาน ซึ่งจะทำให้ร่างกายนั้นเสื่อมสภาพ

และด้วยเหตุ  ส ค บ จึงได้ใช้อำนาจและมาตรา  36 แห่ง พ ร บ คุ้มครองผู้บริโภค ได้สั่งห้ามขายลูกโปร่งวิทยาศาสตร์แต่ก็ยังมีผู้ที่เอามาขายอย่างต่อเนื่องหรือเป็นระยะ

และยิ่งชอบขายตามหน้าโรงเรียนเป็นต้น   โดยผู้ที่ขายนั้นจะมีทาจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจำและปรับ