วิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจ

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าออกจากนอกโลกโดยไร้ชุดอวกาศ

จากที่เรามักจะเห็นนักอวกาศของนาซ่าขึ้นไปสำรวจบนดวงจันทร์เมื่อหลายสิบปีก่อน ก็เห็นได้ว่าทุกคนนั้นเมื่อออกจากยานพาหนะแล้วนั้นจะต้องสวมใส่ชุดสีขาวๆตัวใหญ่ๆ หรือแม้ในกระทั่งภาพยนตร์ที่เราดูแล้วมีฉากที่ต้องท่องไปยังโลกอวกาศก็จะต้องใส่ชุดป้องกันเหล่านี้ในการใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกโลก

คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่าถ้าหากเราไม่ใส่ชุดป้องกันเหล่านั้นจะเกิดอะไรขึ้น แน่นอนว่าคุณคงต้องเคยคิดสงสัยกันอยู่แล้ว สิ่งหนึ่งที่รับรู้ได้โดยไม่ต้องหาสเหตุเลยก็คือ เราต้องใส่ชุดแบบนั้นเมื่ออยู่นอกโลก

ถ้าไม่ใส่ชุกพวกนั้นขณะที่อยู่นอกโลกเราจะต้องตาย

นี่เป็นสิ่งที่ทำให้เห็นว่าเราสามารถรู้ผลลัพธ์ของการไม่ใส่ชุดป้องกันได้โดยไม่ต้องมีใครบอกแต่อย่างนั้น แต่คุณจะทราบเหตุผลที่แท้จริงหรือไม่ว่ามันจะส่งผลทำให้มนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตจากโลกเมื่อออกไปในจักรวาลแล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้างถ้าหากไม่ใส่ชุดป้องกัน นั้นก็เป็นเพราะว่า ถ้าเราไม่ใส่ชุดอวกาศเมื่อออกไปนอกโลก

ในตอนช่วงแรกๆของการออกไปเจออวกาศอันกว้างใหญ่ ในระยะเวลาประมาณ 10-15 นาทีนั้นเราจะยังคงพอมีสติอยู่ แต่ในเวลาต่อมาเราจะรู้สึกได้ถึงน้ำค่อยๆระเหยออกจากลิ้น และเหงื่อเริ่มออก ร่างกายจะเริ่มรับรู้ถึงความหนาวเย็น อาหารที่อยู่ในกระเพาะในลำไส้จะพุ่งออกมาทางปาก จมูก อย่างรวดเร็ว หูดับจนไม่ได้ยินเสียงอะไร หัวใจจะเต้นในจังหวะที่น้อยลง

ความดันในหลอดเลือดจะสูงเพิ่มขึ้น ร่างกายจะบวมขึ้นเป็น 2 เท่าที่เกิดขึ้นจากการที่ฟองก๊าซในของเหลวภายในร่างกายก่อตัวขึ้น แสงจากดาวที่แผ่ออกมานั้นจะมีรังสียูวีที่ทำให้ผิวจากปกติเปลี่ยนเป็นสีฟ้าม่วง ตาจะเริ่มมองไม่เห็นและบอดในที่สุด

ปอดจะมีการฉีกขาดจากฟองอากาศจนมันระเบิดออกมา

หัวใจจะหยุดการทำงานและหยุดเต้นโดยใช้เวลาประมาณ 90-180 วินาที หลังจากนั้นอวัยวะส่วนอื่นๆจะหยุดทำงานตามไปด้วย ทำให้เราเป็นเหมือนซากขยะที่ลอยอยู่บนอวกาศต่อไป ฉะนั้นแล้วการเดินทางออกนอกโลกจึงมีความเป็นที่ต้องสวมชุดอวกาศเพื่อความปลอดภัย

เพราะชุดอวกาศก็เปรียบเสมือนอากาศขนาดเล็กที่ป้องกันความร้อนและความเย็นที่มากเกินไป มีออกซิเจนที่เหมือนกับโลกช่วยในการหายใจ มีน้ำสำหรับดื่ม ในส่วนของหมวกนิรภัยนั้นเคลือบด้วย เส้นทอง

สำหรับการป้องกันแสงและรังสีของดวงอาทิตย์ และชุดที่ทำออกแบบมาให้มีความหนาหลายชั้นเพื่อป้องกันของมีคมที่มาพวกเศษสะเก็ดดาวที่มีแรงพุ่งเหมือนกันกับกระสุนปืน ชุดอวกาศถูกพัฒนาปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ สภาพแวดล้อมในช่วงเวลาที่ได้เดินทางออกไปอยู่ทุกครั้ง

ดวงอาทิตย์มีวันดับหรือไม่?

ดวงอาทิตย์ (Sun) คือ ดาวฤกษ์ที่เป็นจุดศูนย์กลางในระบบสุริยะ

ดวงอาทิตย์นั้นให้ทั้งความสว่าง ความร้อนและพลังงานหลากหลายแบบให้แก่โลก ดวงอาทิตย์มีสถานะที่เรียกว่า พลาสมา จัดเป็นสะสารสถานะที่4 นั้นคือ แก๊สที่ อิเล็กตรอนไม่ได้ยึดติดกับนิวเคลียส ทำให้พลาสมาเป็นกลางต่อประจุไฟฟ้า

บริเวณโดยรอบของดวงอาทิตย์ประกอบไปด้วยดาวเคราะห์ ดาวบริเวณบริวาร ดาวเคราะห์น้อยนับแสน และดาวหางอีกหลายล้าน ทั้งหมดนี้จึงถูกเรียกรวมกันเป็น ระบบสุริยะ โลกกับดวงอาทิตย์มีระยะห่างจากกันราวๆ 150 ล้านกิโลเมตร มีมวลประมาณ 1.9 x 1030 กิโลกรัม มีรัศมีประมาณ 695,500 กิโลเมตร ภายในดวงอาทิตย์ประกอบไปด้วย ไฮโดรเจน 75% ต่อมวล ฮีเลียม 25% ต่อมวล แลละธาตุหนักอื่นๆน้อยกว่า 1% ต่อมวล

พื้นผิวของดวงอาทิตย์ที่มนุษย์เรานั้นสามารถมองเห็นได้อุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 5,500 องศาเซลเซียส ซึ่งนักดาราศาสตร์ได้ทำการวัดอุณหภูมิของผิวดาวฤกษ์ในหน่อยเคลวิน จะได้ 1 เคลวิน = 1 องศาเซลเซีล = 1.8 องศาฟาเรนไฮต์ เคลวินและองศาเซลเซียลนั้นอาจจะถูกมองว่าเหมือนกันแต่ที่จริงแล้วนั้นมีความแตกต่างกันของจุดเริ่มต้น ซึ่งหน่วยเคลวินจะเริ่มที่ 0 เคลวิน

ในขณะที่องศาเซลเซียสเริ่มที่ -273.15 องศาเซลเซียส ก็จะเท่ากับ -459.67 องศาฟาเรนไฮต์ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า อุณหภูมิของผิวดวงอาทิตย์มีค่าประมาณ 5,800 เคลวิน มีอุณหภูมิที่ส่วนแกนกลางชองดวงอาทิตย์สูงถึง 15 ล้านเคลวิน

พลังงานดวงอาทิตย์นั้นเกิดขึ้นมาจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน

โดยเกิดขึ้นที่แกนกลางของดวงอาทิตย์ โดยการรวมตัวันของอะตอมของธาตุเบาที่ได้อะตอมใหม่ ที่มีมวลน้อยกว่ามวลรวมของอะตอมที่เริ่มต้น และในมวลที่หายไปนั้นได้ถูกนำไปเปลี่ยนเป็นพลังงาน ดวงอาทิตย์นั้นมีความเป็นแม่เหล็ก นักวิทยาศาสตร์ได้กล่าวว่า ความเป็นแม่เหล็กของสารในรูปแบบของสนามแม่เหล็ก

บริเวณที่เป็นสนามแม่เหล็กจะมีผลต่ออวกาศที่อยู่โดยรอบวัตถุแม่เหล็กนั้นด้วย ซึ่งสนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์จะมีความเข้มมากที่บริเวณจุดเล็กๆ นั้นก็คือ จุดมืดบนดวงอาทิตย์ และในบางครั้งก็จะมี ลุกจ้า และการปล่อยก้อนมวลจากชั้นโคโรมาออกมาจากจุดมืดนี้ด้วย ลุกจ้า คือ เหตุการณ์ที่รุนแรงมากในระบบสุริยะ และการปล่อยก้อนมวลจากชั้นโคโรมา

มีความรุนแรงมากกว่าเหตุการณ์ลุกจ้า ซึ่งการปล่อยก้อนมวลนี้ในแต่ละครั้งจะปล่อยมวลสารออกมามากถึง 20,000 ล้านตันสู่อวกาศ

แล้วสุดท้ายนี้คำถามที่ว่า ดวงอาทิตย์จะมีวันดับหรือไม่? นั้นกล่าวได้ว่า ดวงอาทิตย์กำเนิดขึ้นเมื่อราวๆ 4,600 ล้านปีที่แล้ว ยังมีเชื้อเพลิงอยู่มากเพียงพอที่จะสามารถอยู่ต่อไปได้อีกถึง 5,000 ล้านปี โดยหลังจากนั้นจะเข้าสู่การเป็นดาวยักษ์แดง

และในท้ายที่สุดหากว่าชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์หมดไป แกนกลางจะถูกยุบลงตัวไปและกลายเป็นดาวแคระขาวที่ไร้ความร้อนและแสงสว่าง

วิทยาศาสตร์เพื่อการเรียนรู้สำหรับบุคคลทั่วไป

หลายท่านคงคิดว่าวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องที่จริงและสามารถพิสูตรได้

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ต้องค้นหาและพิสูตรเพื่อให้เห็นข้อที่แท้จริง โดยนักวิทยาศาสตร์พวกเขาพยายามค้นและทดลองเพื่อตอบคำถามต่างๆที่เกิดจากโลกของเรา และในขณะนี้พวกเขาก็ได้ทำการทดสอบเรื่องของต่างดาวหรือสิ่งมีชีวิตด้วยการแกะหาร่องรอยของสิ่งมีชีวิต

กล่าวคือในขณะนี้ได้มีการส่งหุ่นยนต์

เพื่อไปค้นหาหรือไปออกสำรวจหาสิ่งมีชีวิตหรือมนุษย์ต่างดาวในมหาสมุทรแอนตาร์กติกหรือมหาสมุทรที่ปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งอย่างที่เรารู้จักเป็นอย่างดีนั้นเอง ซึ่งพวกเขาตั้งใจให้หุ่นยนต์เหล่านี้ไปค้นหาสิ่งมีชีวิตหรือมนุษย์ต่างดาวเพื่อเป็นการยืนยันและเป็นหลักฐานในการพิสูจน์ว่ามนุษย์ต่างดาวที่พวกเขาสันนิษฐานมีอยู่จริง และนี่ก็จะเป็นพิสูจน์ด้วยว่าพวกเขาสันนิษฐานหรือคาดเดาไม่ผิด

สำหรับในเดือนพฤศจิกายนนี้จะเริ่มมีการสำรวจโดยมีการส่งหุ่นยนต์ดังกล่าว

เพื่อส่งออกไปสำรวจใต้พื้นน้ำแข็งที่หนาแน่น ณะสถานีวิจัยเคซีย์ (Casey Research Station) ที่อยู่ในทวีปแอนตาร์กติกาในประเทศออสเตรเลีย ซึ่งพวกเขาต้องการทอสอบหุ่นยนต์เหล่านี้ว่ามีความแข็งแรงและสามารถอยู่ได้นานเท่าไหร่ ถ้าหากว่าหุ่นยนต์เหล่านี้มีความทนทานตามเปาหมายที่ตั้งไว้ พวกเขาก็จพทำการส่งหุ่นยนต์เหล่านี้ออกไปยังดาวดวงอื่นๆ เพ่อค้นหามนุษย์ต่างดาว และเพื่อเป็นการพิสูจน์ว่ามนุษย์ต่างดาวมีอยู่จริง

นักวิทยาศาสตร์สามารถสร้างให้หุ่นยนต์ดำน้ำลึกได้ถึง ขนาด 1 เมตร และนั้นก็ไม่ได้ใช้ยานดำน้ำช่วยเลยแม้แต่น้อย แต่พวกเขาสามารถสร้างพาหนะที่สามารถขับเคลื่อนได้ถึง 2 ล้อด้วยกัน ซึ่งสามารถขับบนน้ำแข็งได้เหมือนราวกับเดินบนผิวดินในแบบปกติของคนเรา

นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายพวกเขามีความสามารถในการออกแบบ BRUIE

เพื่อเป็นการออกสำรวจเพื่อหาร่องรอยของมนุษย์ต่างดาวหรือพวกสิ่งที่มีชีวิตต่างๆ เพราะพวกเขาได้ค้นพบสัตว์ขนาดเล็กและสิ่งมีชีวิตต่างๆและมีระบบนิเวศที่คาดว่าน่าจะมีสิ่งมีชีวิตอื่นๆอาศัยอยู่ในแถบขั้วโลกเหนือและในแถบขั้วโลกใต้ และยังเห็นจุลินทรีย์อีกหลากหลายชนิดด้วยกัน ซึ่งนักวิทยาศาสตร์จึงมีการคาดเดาได้ว่าอาจมีสิ่งมีชีวิตอื่นๆที่เรายังไม่เจอหรือไม่เคยพบเจออยู่อีกที่อาศัยบนดาวเคราะห์ดวงอื่นๆในระบบสุริยะอันไกลโพ้น

ซึ่งกล่าวได้ว่าผู้ผลิตBRUIE จะต้องพัฒนาให้หุ่นยนต์เหล่านี้มีความแข็งแกร่งที่สุดเพื่อตะเวนสำรวจค้นหาสิ่งมีชีวิตใต้น้ำที่หนา 10-30 กิโลเมตร เพราะพวกเขาอาจจะเจอกระแสน้ำที่คาดการไม่ถึงในใต้น้ำทะลึกก็ได้

หัวหน้าทีมวิศวกรของนาซา แอนดี้ เคลช ซึ่งเขาเป็นคนออกแบบ BRUIE มาเป็นอย่างดี เพราะหุ่นยนต์ตัวนี้สามารถ ต้านทานกระแสน้ำที่เรียกว่าแรงได้เกือบทุกชนิด และยังปรับเป็นโหมดประหยัดพลังงานของตนเองได้อีก

นอกจากนั้นยังถ่ายภาพ และสามารถตรวจวัดความดัน หรืออุณหภูมิต่างๆที่อยู่รอบตัว และยังวัดปริมาณของออกซิเจน รวมทั้งเก็บข้อมูลทางชีวภาพต่าง ๆได้เป็นอย่างดี