ความเชื่อว่ารูหนอนทำให้เดินทางข้ามเวลาได้

เรื่องของการเดินทางข้ามเวลา ไม่ว่าจะเดินทางข้ามเวลาไปยังอนาคต หรือเดินทางข้ามเวลาไปยังอดีต เป็นสิ่งที่มนุษย์หลายคนนั้นมีความต้องการเป็นอย่างมาก เพราะคงยากจะเดินทางข้ามเวลาไปยังอดีตเพื่อแก้ไขบางสิ่งบางอย่า หรือเดินทางไปอนาคตเพื่อรู้อะไรบางอย่าง

ที่จะได้กลับมาตัดสินในปัจจุบัน แต่สิ่งเหล่านี้มันจะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนนั้นก็ไม่มีใครรู้ได้ เพราะการเดินทางข้ามเวลายังมีข้อขัดแย้งที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อให้หาคำตอบ หรือที่เรียก Time Paradox เป็นข้อขัดแย้งที่ยังไม่มีใครสามารถให้คำตอบได้

เมื่อไม่มีคำตอบมาหักล้างก็เท่ากับว่าการเดินทางข้ามเวลานั้นไม่สามารถเป็นได้ แต่ในเรื่องของเวลาตามทฤษฎีต่างๆก็ถูกพูดขึ้นเอาไว้มากมายอย่างเช่น ทฤษฎีแรงโน้มถ่วง ที่มีแนวความคิดของเรื่องเวลาว่า เวลามีความคงที่ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่มีบิดเบือน ไม่สามารถไปข้างหรือย้อนกลับได้ แต่ในทฤษฎีควอนตัมได้กล่าวถึงเรื่องเวลาไว้ว่า เวลาสามารถบิดเบือนได้ เรียกว่า กาลอวกาศ หรือ Space Time ยิ่งมีมวลมาก

ก็จะยิ่งมีผลต่อกาลอวกาศ ซึ่งจะสามารถเดินทางไปข้างหน้าและย้อนกลับได้ มีความในเชิงที่ว่า สามารถเดินทางข้ามเวลาไปยังอนาคตหรืออดีตได้นั้นเอง และอีกหนึ่งความเชื่อนอกจากทฤษฎีที่ได้กล่าวมานั้น คือ รูหนอน หลายคนคงเคยได้ยินกันมาแล้ว และมีแนวความคิดที่ว่า ถ้าหากเราเดินทางเข้าไปในรูหนอนได้ จากต้นทางจนถึงปลายทาง

จะเท่ากับว่าเราเดินทางข้ามเวลามิติของเวลาไปแล้ว ซึ่งในเวลาต่อได้มีข้อสันนิฐานออกมาโต้แย้งเรื่องของการเดินทางข้ามเวลาโดยผ่านรูหนอน ว่าไม่เป็นความจริง เราไม่สามารถเดินทางข้ามเวลาไปอดีตหรืออนาคตด้วยรูหนอนได้ การเดินทางเข้าไปในรูหนอนเป็นเพียงการเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งก็เท่านั้น ซึ่งไม่ได้มีผลต่อเรื่องของมิติเวลาแต่อย่างใด การเดินทางเข้าไปในรูหนอนเราไม่สามารถอาจรู้ได้ว่ามันจะโผล่ที่ไหน

หรืออาจจะเป็นแค่ฝั่งตรงข้ามของต้นทางเข้าของรูหนอน ไม่ก็อาจจะเป็นอีกจักรวาลหนึ่ง ซึ่งในเรื่องนี้นักวิทยาศาสตร์เองก็ไม่สามารถยืนยันได้ นอกจากยืนยันรูหนอนไม่ใช่เส้นทางหรือไทม์แมทชีนที่มีความเข้าใจผิดกันเป็นอย่างมาก ว่ามันคือการเดินทางข้ามเวลา และจากทฤษฎีควอนตัมเองนักวิทยาศาสตร์ก็ได้กล่าวว่า ทฤษฎีนี้เป็นศาสตร์ที่บอกอะไรไม่ได้

คาดเดาอะไรก็ไม่ได้เลย ซึ่งถ้าต้องการหาคำตอบจะต้องรวมแรง 4 แรงเข้าด้วยกันนั้นคือ แรงโน้มถ่วง แรงสนามแม่เหล็กไฟฟ้า แรงนิวเคลียสอ่อน แรงนิวเคลียสเข้ม ซึ่งไอน์สไตน์กล่าวว่า ถ้าหากรวมแรงทั้งหมดได้จะเกิดเป็นสมการใหม่นั้นก็คือ ปรากฏการณ์กฎสมการสนามรวม (Grand Unified Theory)

ที่จะครอบจักรวาล มันจะตอบคำถามทุกอย่างของจักรวาลได้ทั้งหมด ถ้าหากวิทยาการทางวิทยาศาสตร์ในอนาคตสามารถรวมแรงทั้งได้ เราอาจจะได้คำตอบทุกอย่างของจักรวาลรวมไปเรื่องการเดินทางข้ามเวลาอีกด้วย

 

เดจาวูมันคืออะไรกันแน่

เดจาวูมันคืออะไรกันแน่

คุณเคยมีความรู้สึกแปลกๆเกิดขึ้นกับตัวคุณเองหรือไม่? สงสัยใช่หรือไม่ว่าสิ่งที่แปลกๆที่เรากำลังพูดถึงอยู่นั้นหมายถึงอะไร นั้นก็คือ การเกิดเดจาวู กำลังคิดอยู่ล่ะสิว่ามันคืออะไร เอาอย่างนี้เราขอถามคุณว่า คุณเคยไปที่ไหนสักที่สักที หรือกำลังทำทำอะไรสักอย่าง แล้วชั่วขณะที่อยู่ๆในความคิดคุณก็บอกกับตัวคุณว่า คุณเคยมาที่นี้แล้ว หรือคุณเคยทำสิ่งนี้ไปแล้ว หรือไม่ ถ้าหากว่าคุณเคยพบกับเหตุการณ์เหล่านี้ นี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่า เดจาวู ในทางของวิทยาศาสตร์เองก็ยังไม่สามารถให้คำตอบของเรื่องนี้ได้เช่นเดียวกัน

ว่าแท้ที่จริงแล้วมันเกิดขึ้นมาจากอะไร และแน่นอนว่าหลายคนอาจจะคิดว่ามันเป็นความฝัน ต้องขอบอกเลยว่า ความฝัน กับ เดจาวู นั้นไม่เหมือนกันอย่างแน่นอน ความฝันคือสิ่งที่เรานึกคิดจากจิตใต้สำนึก หรือเหตุการณ์ที่ไม่ตราตรึงอยู่ในใจของเรา ทำให้เกิดความฝันในขณะนอนหลับ แต่เดจาวูเป็นเหตุการณ์ที่คุณตื่น คุณรู้สึกตัว ภาพเหตุการณ์ในเดจาวูจากเดินทางเข้ามาเป็นเวลาไม่นานและหายไปทันที เชื่อเถอะคุณจะไม่ลืมความรู้นั้นได้เลย

แต่คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร ได้มีผู้ตั้งทฤษฎีการเกิดเดจาวูอยู่หลายแบบอย่าง อดีตชาติ อาจจะดูฟังเหลือเชื่อไปนะ แต่แนวคิดนี้กล่าวว่า ในอดีตชาติของคุณ อาจจะเคยทำหรือเคยไปสถานที่เหล่านั้นมาก่อน แต่ก็ขอโต้แย้งนะว่ามันไม่สามารถเป็นได้ ถ้าปัจจุบันเรากำลังเล่นโทรศัพท์แล้วเกิดเดจาวู ในอดีตชาติของเราอาจจะยังไม่มีโทรศัพท์ทันสมัยแบบนี้ แล้วจะเดจาวูได้อย่างไร จนมีแนวคิดเรื่องประสารทสัมผัสของตา ได้กล่าวว่า ตาของคนเรานั้นทำงานโดยใช้เส้นประสาทคนละด้านกัน ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าตาทั้งสองข้างรับรู้แตกต่างกันเช่น ตาซ้ายของคุณอาจจะมีประสาทการรับรู้ที่เร็วกว่าตาด้านขวาเพียงแค่เสี้ยววินาที

เมื่อตาซ้ายเห็นไปก่อนแล้ว ในเสี้ยววินาทีตาขวาจึงค่อยรับรู้ สมองของคุณเลยประมวลว่า ภาพนั้นได้เกิดขึ้นซ้ำอีกครั้ง ซึ่งแนวความคิดนี้อาจจะมีความเป็นไปได้สูงมากเช่นเดียวกัน แต่อีกทฤษฎีที่ถูกพูดถึงกันเป็นอย่างมากนั้นก็คือ ทฤษฎีโลกคู่ขนาน มีแนวคิดที่ว่า โลกคู่ขนาดถูกแบ่งออกเป็นทางเลือกอย่างเช่น ว่าเราต้องเลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าเราเลือกอย่างนี้ ในโลกคู่ขนานของเราจะเลือกอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเหตุการณ์ในโลกคู่ขนาดจะตรงข้ามเราไปเสียหมด

แต่สุดท้ายก็จะมีเหตุการณ์ที่ทำเหมือนกัน และเชื่อว่าเราโลกปัจจุบันกับโลกคู่ขนานมีคลื่นกระแสที่สามารถจูนกันได้ ทำให้ภาพที่เราในโลกคู่ขนานเคยทำแล้วมาเกิดขึ้นกับเราเมื่อเราได้ทำเช่นเดียวกัน อย่างไรแล้วการเกิดเดจาวูก็ยังถือว่าเป็นสิ่งที่ยังไม่สามารถคำตอบที่แน่นอนได้ ไม่ได้แตกต่างจากความฝันเลยที่ก็ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ว่าแท้จริงแล้วมันเกิดขึ้นได้อย่าง

 

ในอนาคตรูปร่างของมนุษย์จะเปลี่ยนไป

อย่างที่เราได้ทราบกันและได้ยินกันต่อมาเป็นทอดๆว่า มนุษย์เรานั้นมีบรรพบุรุษคือ ลิง ซึ่งได้มีการวิวัฒนาการทางร่ายกายและสมองจนมาเป็นมนุษย์อย่างที่เราเห็นกันในตอนนี้ ซึ่งในปัจจุบันได้มีคนออกมาบอกว่า ในอนาคตข้างหน้ามนุษย์เราจะมีลักษณะที่แตกต่างออกจะเดิมทีละนิดไปเรื่อยๆตามกาลเวลาจนไม่เหมือนเดิม แต่บางคนก็บอกมันจะเป็นไปได้อย่างไร

ทั้งทีสปีชีส์ของเราเหล่ามนุษย์นั้นก็เหมือนกัน แต่ถ้าหากได้ลองมองย้อนกลับไปดูเมื่อสมัยบรรพบุรุษของเรานั้นที่ใครหลายคนได้บอกว่าคือ ลิง ซึ่งความเป็นจริงนั้นมนุษย์เรานั้นไม่ได้เกิดมาจากลิงทั่วไป แต่เป็นลิงชิมแปนซี ที่มีการผสมพันธุ์ข้ามเผาพันธุ์

ซึ่งในตัวของลิงประเภทอื่นๆอาจจะมีสปีชีร์ที่มียีนส์แตกต่างกัน ทำให้รุ่นลูกที่เกิดมานั้นมีลักษณะคล้ายกับมนุษย์ จนมีการผสมพันธุ์หลากหลายรุ่นออกมาทำให้มีลักษณะที่เป็นมนุษย์มากยิ่งขึ้น โดยมีข้อสันนิฐานออกมาว่าแต่เดิมนั้นมนุษย์ในอดีตมีผมที่ดำ ดวงตามีสีดำหรือน้ำตาลเท่านั้น แต่เพราะสภาพอากาศ และ อาหาร อาจจะทำให้มนุษย์บางพื้นที่นั้นมีความเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย จนมีการสืบสายพันธุ์ต่างดินแดง

จนเราสามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ชัดในปัจจุบันคือ มนุษย์ทางฝั่งยุโรปนั้นมีผิวที่ขาว ผมสีขาวหรือทอง มีดวงตาหลากหลายสี มีรูปร่างที่สูงใหญ่ ซึ่งมีความแตกต่างจากมนุษย์ทางฝั่งทวีปเอเชียอย่างมาก โดยเชื่อกันว่าถ้าหากเชื่อตามหลักฐาน มนุษย์ในยุคแรกนั้นอาจจะมีต้นกำเนิดมาจากทวีปเอเชียก็เป็นได้ แล้วมนุษย์ในยุคปัจจุบันจะมีการวิวัฒนาต่ออีกหรือ จึงเป็นคำถามที่ว่าถ้าหากมนุษย์เราวิวัฒนามาจากลิงจริงๆแล้วทำไมลิงในยุคนี้ถึงไม่มีการวิวัฒนาต่อ

นั้นอาจจะเป็นเพราะในในปัจจุบันไม่มีลิงที่มีสปีชีร์เดียวกับมนุษย์หลงเหลืออยู่แล้ว จึงทำให้ลิงเหล่านั้นไม่สามารถสืบสายพันธุ์ต่อได้ ก็จะเหลือแต่พวกสปีชีร์เดียวกันเท่านั้น แล้วมนุษย์เรานั้นจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร? เพราะในปัจจุบันเราจะเห็นว่าคนจากเชื้อชาติมีความสัมพันธุ์ต่อกันทำให้มีการสืบสายพันธุ์ข้ามสายพันธุ์กันอย่าง มนุษย์เอเชียกับมนุษย์ยุโรป แน่นอนว่าผลลัพธ์ออกมานั้นมันจะมีความเป็นกลาง นั้นแหละจึงเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงและต่อยอดไปเรื่อยๆในอนาคต

ซึ่งมีข้อมูลออกมาเป็นเผยว่า จะมีมนุษย์ตาหลากหลายสีเพิ่มมากขึ้น ร่างกายมนุษย์จะสูงใหญ่เพิ่มมากขึ้น ในเรื่องของหน้าตานั้นอาจจะยังไม่มีให้เห็นได้เร็วๆนี้ แต่ก็มีนักวิทยาศาสตร์ได้ทำการสังเกตมาเรื่อยๆ และบอกว่าในอนาคตอันแสนไกลมนุษย์เราจะมีหน้าตาที่เปลี่ยนไปแน่นอน ซึ่งเขาได้วาดภาพของมนุษย์ในอนาคตออกมาแล้วพบว่ามันไม่มีความเป็นมนุษย์ในยุคปัจจุบันเลย แต่ก็นั้นแหละไม่มีใครรู้ได้เราเองนั้นก็จะอยู่ถึงเวลานั้นเสียด้วยซ้ำ

โลกจริง หรือ โลกคู่ขนาน

คุณเชื่อเรื่องเหล่านี้หรือไม่ เรื่องที่ว่าโลกเราไม่ได้แค่ใบเดียว

แน่นอนว่าหลายคนมีความเชื่อว่าในจักรวาลอันกว้างใหญ่ที่ระยะทางเป็นอนันต์แบบนี้นั้นคงจะมีดาวอีกหลากหลายด้วยที่คล้ายกับโลก และมีสิ่งมีชีวิตเหมือนมนุษย์ที่กำลังอาศัยอยู่เช่นเดียวกัน แล้วคุณเชื่อเรื่อง โลกคู่ขนาน หรือไม่ คุณอาจจะกำลังสงสัยว่าโลกนั้นคืออะไร

โลกคู่ขนานนั้นก็คือโลกที่เหมือนโลกที่เราอาศัยอยู่ในปัจจุบันทุกอย่าง มันก็หมายถึงดาวโลกดวงอื่นๆไม่ใช่เหรอ จะว่าไม่มันก็ใช่ แต่สิ่งที่ถูกพูดถึงในเรื่องของโลกคู่ขนานนั้นก็คือ ในโลกนั้นมีตัวตนของเราอีกคนอยู่ ฟังแล้วดูแปลกๆนะว่าไหม เรามีสองร่างอย่างนั้นหรือ เชื่อกันว่าโลกคู่ขนานนั้นเป็นสิ่งตรงข้ามกับเราทุกอย่าง จากซ้ายเป็นขวา

จากขวาเป็นซ้าย ในโลกปัจจุบันคุณอาจจะมีฐานะที่จน แต่ในโลกตู่ขนานนั้นคุณจะมีฐานที่บ้านรวยมาก ใช่ ทุกอย่างที่เป็นโลกคู่ขนานนั้นจะเป็นสิ่งตรงข้ามกับโลกจริงทั้งหมดแล้วเราสามารถที่จะเดินทางไปยังโลกคู่ขนานของเราได้หรือไม่ ต้องบอกไว้เลยว่าเราไม่สามารถที่จะเดินทางไปหาตัวเราในโลกคู่ขนานได้ แล้วมันมีอยู่จริงๆหรือโลกคู่ขนาน

ในความเป็นจริงแล้วเรื่องนี้ก็จะไม่สามารถหาข้อพิสูจน์หรือข้อเท็จจริงใดๆได้เลย ทฤษฎีโลกคู่ขนานเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ตัวเลือกในชีวิตของตัวเราเอง เมื่อเราต้องเลือกอะไรสักอย่าง แล้วตัดสิ้นใจเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งไป นั้นเท่ากับว่าอีกคนในโลกคู่ขนานจะเลือกอีกอย่างที่คุณในโลกจริงไม่ได้เลือก หรือแม้กระทั่งเหตุการณ์เดจาวู ที่หลายๆคนสงสัยว่าทำไมบางการกระทำถึงมีภาพมาทับซ้อนเหมือนกับว่าเคยมาก่อน นั้น

จึงเป็นสิ่งที่บอกว่าตัวคุณในโลกคู่ขนานได้กำลังทำสิ่งนั้นอยู่เหมือนกัน หรือคุณในโลกคู่ขนานได้กระทำสิ่งนั้นมาก่อนหน้าที่คุณกำลังจะทำ เลยเกิดสัญญาณที่จูนกันเข้าพอดี เลยทำให้เกิดภาพซ้อนทับกันชั่วขณะ แล้วคุณเชื่อจริงๆหรือว่านั้นคือคุณที่อยู่บนโลกขนาน แล้วตัวคุณในตอนนี้คือคุณที่อยู่บนโลกจริง ถ้าหากว่าโลกคู่ขนานนั้นมีจริง

ตัวคุณบนโลกคู่ขนานจะคิดเช่นเดียวกันหรือไม่ว่าโลกของเขานั้นคือโลกจริง แล้วโลกใบนี้ที่เรากำลังอาศัยอยู่นั้นคือโลกคู่ขนาน ในความเป็นจริงแล้วนั้นเราไม่อาจจะทราบได้เลยว่าโลกคู่ขนานที่ว่านั้นมีอยู่จริงหรือไม่ แล้วถ้าหากมีอยู่จริงๆโลกไหนคือโลกจริงของเรา และโลกไหนคือโลกคู่ขนานกันแน่ เรื่องนี้อาจจะต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของอนาคตและวิทยาศาสตร์ที่จะสามารถค้นพบข้อพิสูจน์เหล่านี้ได้หรือไม่