ผลประโยชน์กับชีวิตคน

 

 

การพลิกมติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่มี

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืงกิจ รัฐมนตรีว่าอุตสาหกรรมเป็นประธาน ให้เลื่อนแบนสารเคมีการเกษตรออกไปเป็นวันที่1 มิถุนายน 2563 เฉพาะสารพาราควอต และสารตลอร์ไพริฟอส ส่วนสารไกลโฟเซตรอดจากการแบน แต่ให้จำกัดใช้ จากเดิมคณะกรรมการ เคยมีมติไว้ว่าวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ.2562

ให้แบนทั้ง3สาร ตั้งแต่วันที่1 ธันวาคม พ.ศ.2562 สำหรับสองสารเคมีที่สั่งแบนนั้นจะห้ามนำเข้า โดยให้ใช้สารคงค้างที่อยู่ในประเทศไทยประมาณ 23,000 ตันให้ใช้ไปก่อน และให้กรมวิชาการเกศตรทำมาตรการรองรับในการหาสารทดแทน หรือหาวิธีการอื่นที่เหมาะสมภายหลังแบน สองสารเคมีมาเสนอคณะกรรมการ ต่อไป

มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงสาเหตุการกลับมติในครั้งนี้ น่าจะมีเบื้องหน้าเบื้อหลังอะไร หรือไม่ เพราะก่อนหน้านั้นได้มีม๊อบแต่งชุดดำออกมาคัดค้านการ”แบน 3 สารพิษ” โดยอ้างว่าจะทำให้เกษตรกรที่ใช้สารดังกล่าวได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก

เพราะยังไม่มีสารอื่นมาทดแทนได้ ขณะที่มีข่าวรายงานข่าวระบุว่าม๊อบชุดดำไม่ใช่เกษตรกรตัวจริง แต่เป็นกลุ่มคนที่เป็นผู้สูญเสียผลประโยชน์จากการยกเลิก 3 สารเคมีว่าจ้างอย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงนั้นจะเป็นประการใดนั้น เราเชื่อว่าระยะเวลาเท่านั้นจะพิสูจน์ความจริงว่า เพราะเหตุใดจึงต้องพลิกมติแบบสารพิษ

นอกจากนี้ มติที่ออกมาก้มิใช่เป็นมติเอกฉันท์ เนื่องจากตัวแทนกระทรวงสาธารณสุขได้ยืนยันที่จะให้แบนเหมือนเดิม  รวมถึง รศ.ภญ. จิราพร ลิ้มปานานนท์ นายกสภาเภสัชกรรม และเป็นกรรมการวัตถุอันตราย ได้โพสต์เฟสบุคส่วนตัวประกาศขอลากออกจากคณะกรรมการ

เพราะได้ยืนยันให้ชัดเจนให้แบน 3 สารพิษ พร้อมทั้งได้แย้งว่า สารไกลโฟเซต ที่ให้จำกัดการใช้เนื่องจากไม่อันตรายนั้น  ส่วนตัวก็ได้อภิปรายถึงผลเสียต่อสุขภาพ และไม่สามารถจะจัดการความเสี่ยงต่อผู้บริโภค จนพบปนเปื้อนทั้งในสิ่งแวดล้อม ผัก ผลไม้ และน้ำนมแม่

ซึ่งข้อมูลทางวิชาการดังกล่าวควรจะมีการพิสูจน์ให้เห็นถึงความเสี่ยงของสารไกลดฟเซต มิใช่ห่วงแต่เพียงว่าจะมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอาหาร อาหารสัตว์ และการค้าระหว่างประเทศ พรรคทุกพรรคต้องยืนหยัดยึดสุขภาพและชีวิตของคนเป็นที่ตั้ง